เกาะขบวน’เส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21′

ความท้าทายของเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่ เป็นสิ่งที่หลายประเทศต้องเผชิญ ทั้งจากวิกฤติเศรษฐกิจของคู่ค้าชะลอตัว การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหรัฐ และสหภาพยุโรป ปัญหาการก่อการร้าย ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศจากภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปมีผลต่ออำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความพยายามเชื่อมโยงสร้างกลุ่มพันธมิตรทางการค้าในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ

Highlight :
•   เส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21  ประกอบด้วย 6 เส้นทางบก และ 1 เส้นทางทะเล เชื่อม 4 ภูมิภาคทั่วโลกทั้งเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกา
•   อินเดียลงทุนสร้างเส้นทางเชื่อมมัณฑะเลย์เมียนมา-ไทย ระยะทาง 1,600 กม. สร้างเป็นฮับเชื่อมต่อกับเส้นทางสายไหมจากจีน วางเป้าหมายเริ่มใช้ปี 2562
•   รัฐบาลไทยวางแผนขยายตลาดเชื่อมประเทศต่างๆ บนเส้นทางสายไหม เตรียมเปิดเอฟทีเอกับคู่ค้าทั้งปากีสถาน บังคลาเทศ ตุรกี รัสเซีย RCEP

จะเห็นว่าเมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลจีนได้จัดการประชุม ‘Belt and Road for International Cooperation หรือ BRF’  ขึ้น เพื่อคลิกออฟนโยบาย One Belt One Road  หรือหนึ่งแถบหนึ่งเส้น หรือที่ใครๆ เรียกว่า เส้นทางสายไหมศตวรรษ 21 ขึ้นอย่างเป็นทางการ เพื่อเชื่อมโยงเส้นทาง การค้า และการลงทุนไปยัง 130 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป แอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาเหนือ ซึ่งมีจำนวนประชากรรวม 65% ของประชากรโลก (กระทรวงพาณิชย์: 2560)

ภายในโครงการนี้ จะประกอบด้วย เส้นทางบก 6 เส้นทาง และเส้นทางทะเล 1 เส้นทาง

แน่นนอนว่าเป้าหมายในการผลักดันโครงการดังกล่าว รัฐบาลจีนใช้ เพื่อเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการสร้างความมั่นคงทางพลังงานตนเอง ดังนั้น รัฐบาลจีนจึงได้เข้าไปลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานให้กับหลายๆ ประเทศที่อยู่บนเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21

เส้นทางสายไหมหมายเลข 6 เชื่อมจีน-อินเดีย-อาเซียน
หากโฟกัสในส่วนของเส้นทางสายไหมเส้นที่ 6 จีน-เมียนมา-บังคลาเทศ-อินเดีย ถือเป็นเส้นทางเชื่อมมหาอำนาจฝั่งเอเชียตะวันออกอย่าง ‘จีน’ และฝั่งเอเชียใต้อย่าง ‘อินเดีย’ ซึ่งหากรวมเพียง 2 ประเทศนี้ จะมีประชากรรวมกว่า 2,600 ล้านคน ไม่เพียงเท่านั้นเส้นทางนี้ยังเชื่อมกับ’เมียนมา’ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกอาเซียน ซึ่งมีประชากรกว่า 600 ล้านคน ถือเป็นฮับที่เชื่อมโยงระดับภูมิภาคขนาดใหญ่มาก ซึ่งจะสร้างประโยชน์ด้านการค้าและการลงทุนอย่างมหาศาล

ข้อมูลจากสำนักงานทางหลวง ระบุว่า โครงการดังกล่าว เป็นการสร้างทางหลวงเชื่อม 3 ประเทศ คือ อินเดีย-เมียนมา-ไทย ระยะทาง 1,600 กิโลเมตร เริ่มจากเมืองโมเรห์ เมืองชายแดนของแคว้นมณีปุระของอินเดีย ผ่านเข้ามาถึงเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของเมียนมา และต่อเชื่อมมาจนถึงอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ของไทย โดยมีเป้าหมายจะให้แล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2561 และเริ่มเปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี 2562

ด้านคุณชูชาติ เมฆตระการ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สภานักธุรกิจไทยในเมียนมา ระบุว่า ปัจจุบัน ‘นเรนทระ ทาโมทรทาส โมที’ นายกรัฐมนตรี อินเดีย ให้ความสำคัญกับนโยบายพัฒนาเส้นทางคมนาคม ขนส่ง และโลจิสติกส์ เพื่อเชื่อมต่ออินเดียมายังอาเซียน

ทั้งนี้ การลงทุนพัฒนาเส้นทางจะส่งผลดีกับการค้าและส่งออกของไทยมากขึ้น เพราะปัจจุบันเส้นทางที่ใช้อยู่ไม่มีความสะดวกในการขนส่งมากนัก รถสวนเลนลำบาก และมีปัญหาขนส่งไม่ได้ในช่วงฝนตก ไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการค้าผ่านแดน และกฎหมายเกี่ยวกับการขนส่ง เพื่ออำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคในการขนส่งสินค้า

ไทยได้ประโยชน์จากเส้นทางเชื่อม 3 ชาติ 
ผลจากเส้นทางดังกล่าวจะช่วยด้านการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างไทย-อินเดียให้ดีมากขึ้น เพราะในส่วนของรัฐบาลไทย มีนโยบาย “นครแม่สอด” ประตูสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพราะในปัจจุบันการค้าชายแดนไทยและเมียนมา บริเวณด่านอ.แม่สอดเป็นด่านที่มีปริมาณการค้าสูงสุด

คุณนิยม ไวยรัชพานิช รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการกลุ่มค้าชายแดน และข้ามแดน ระบุว่า ยอดการค้าสูงสุด 83,000 ล้านบาท หากมีการพัฒนาเส้นทางอินเดีย-มัณฑเลย์-แม่สอด จะช่วยให้เกิดความสะดวกในการขนส่งสินค้าระหว่างกันมากขึ้น แต่ทว่าจุดที่ไทยต้องเร่งแก้ คือ ต้องหาแนวทางมุ่งไปขยายตลาดในส่วนมัณฑะเลย์ก่อน เพราะการค้าในมัณฑ์เลย์มีขนาดใหญ่กว่าหลายเท่า แต่ขณะนี้สินค้าจีนครองตลาดอยู่ 90% ส่วนสินค้าไทยปัจจุบันไปที่ย่างกุ้งเป็นหลัก 90% โดยการเร่งยกระดับด่านชายแดน กิ่วผาวอก จ.เชียงใหม่ เพื่อลดระยะทาง และระยะเวลาในการขนส่งสินค้าไปยังเมืองมัณฑะเลย์

 เร่งเจรจาเอฟทีเอรุกเปิดตลาดบนเส้นทางการค้า
ในด้านนโยบาย คุณอภิรดี ตันตราภรณ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ไทยเตรียมความพร้อมในการใช้ประโยชน์จากเส้นทางสายใหม่ยุคใหม่ โดยให้ทูตพาณิชย์ประจำอยู่ในประเทศที่อยู่บนเส้นทาง OBOR เช่น รัสเซีย ตุรกี จีน เมียนมา เตรียมศึกษาข้อมูลและเตรียมกำหนดแนวทางผลักดันการส่งออกไปยังตลาดดังกล่าว

ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลมีนโนบายที่จะมุ่งส่งเสริมการพันธมิตรทางการค้า (Strategic Partnership) กับประเทศพันธมิตรมากขึ้น และเตรียมจะจัดความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) กับประเทศที่อยู่ภายใต้เส้นทางสายไหมศตวรรษ 21 เช่น เอฟทีเอไทย-ปากีสถาน ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจากำลังเสร็จสิ้น และเตรียมเริ่มเจรจาเอฟทีเอไทย-ตุรกี รอบที่ 1 ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมนี้ และอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้เพื่อเตรียมจะเริ่มเจรจาเอฟทีเอกับบังคลาเทศ และอยู่ระหว่างรอการตอบรับเพื่อจะเปิดเจรจาเอฟทีเอไทย-รัสเซีย ซึ่งจะขยายเป็นการเจรจาในไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย 5 ประเทศ

นอกจากนี้ไทยยังมีการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภายในภูมิภาค (RCEP) ซึ่งจะประกอบด้วยอาเซียน 10 ประเทศ และอินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งมีเป้าหมายจะประกาศความสำเร็จในการเปิดตลาดสินค้า ภายในปี 2560

ในด้านการเตรียมความพร้อมภายในประเทศ ไทยได้มีนโยบายที่จะเชื่อมโยงกับ OBOR และนโยบายพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจอินโดจีน โดยการส่งเสริมเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) และเส้นทางระเบียงตะวันออก-ตะวันตก (EWEC) และเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ (SEC) ซึ่งไม่เพียงจะมีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคบนเส้นทางดังกล่าว รัฐบาลยังมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 อุตสาหกรรม เพื่อยกระดับสินค้าให้มีนวัตกรรม ผลักดันให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขัน ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 อีกด้วย

จะเห็นว่าทิศทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสอดรับกับนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญที่มุ่งสร้างความเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวผ่านความท้าทายในโลกยุคใหม่ไปให้ได้

สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษา Bangkok Bank SME โดยธนาคารกรุงเทพ เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333 หรือสนใจสินเชื่อคลิกเลย !

 

1520 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น