“ภาษีมูลค่าเพิ่ม” ภาษีที่ SME ควรรู้

ในการเริ่มต้นประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการ SME มีหลายเรื่องที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน ต้นทุน สินค้า การเงิน และการตลาด เรื่องของภาษีก็ถือเป็นอีกเรื่องสำคัญที่ SME ควรจะต้องศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” เป็นภาษีสำคัญอีกตัวหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจโดยตรง

ก่อนอื่นเราจะมาทำความรู้จักกับภาษีมูลค่าเพิ่มกันก่อนดีกว่า ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value-added tax หรือ VAT) คือ  ภาษีอากรอีกประเภทหนึ่ง ที่เรียกเก็บจากการบริโภคของประชาชน โดยคิดในอัตรา 7% ของราคาขายหรือให้บริการ ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่ผู้ประกอบการจะมีหน้าที่นำส่ง โดยเก็บจากการเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า ภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย แต่เดิมได้ถูกกำหนดไว้ที่ 10% แต่เมื่อหลายปีก่อนรัฐบาลต้องการให้ประชาชนได้มีการใช้จ่ายมากขึ้น เพื่อให้มีแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ จึงได้ลดภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือเพียงแค่ 7%

ภาษีมูลค่าเพิ่มเดิมนั้นรัฐบาลเรียกว่า ภาษีการค้า ซึ่งจัดเก็บภาษีมาตั้งแต่ปี 2475 โดยจัดเก็บจากยอดรายรับและยอดขายทั้งหมด ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ประเทศไทยได้เริ่มมีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นครั้งแรกการนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้เป็นผลมาจากเหตุผลในทางเศรษฐกิจ เป็นภาษีที่ใช้ในประเทศไทยมานานกว่า 20 ปี โดยหากเปรียบเทียบกับภาษีอื่นตามประมวลรัษฏากร ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บได้จำนวนมากที่สุด เนื่องจากเป็นภาษีที่จัดเก็บจากการบริโภคหรือซื้อสินค้า หรือบริการเกือบทุกชนิด โดยมีข้อยกเว้นสำหรับสินค้าหรือบริการที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม เช่น กรณีสินค้าเกษตรที่ยังไม่แปรรูปหรือแปรสภาพเป็นสินค้าอื่น การให้บริการด้านการศึกษา การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร การให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรมบางกรณี เป็นต้น

สำหรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ประเทศไทยได้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราปกติที่ร้อยละ 10 ตาม มาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากรกำหนด หลายท่านอาจสงสัยว่า ทำไมกฎหมายกำหนดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ร้อยละ 10 แต่เหตุใดผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือบริการในอัตราร้อยละ 7 เท่านั้น

ตั้งแต่ประเทศไทยนำระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้ กรมสรรพากรได้ออกพระราชกฤษฎีกาฉบับต่าง ๆ เพื่อลดอัตราภาษีมูลค่าจากร้อยละ 10 เหลือร้อยละ 7 เป็นอัตราที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาฉบับต่าง ๆ ซึ่งมีรูปแบบการบัญญัติที่สำคัญ 2 ประการ คือ อัตราภาษี และระยะเวลาการบังคับใช้อัตราภาษี (รวมภาษีท้องถิ่น) ตลอดโดยมา เว้นแต่ในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 เท่านั้น ที่รัฐบาลได้ปรับใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นอัตราร้อยละ 10 (รวมภาษีท้องถิ่น) เป็นการชั่วคราว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 16 สิงหาคม 2540 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 ตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ( ฉบับที่ 309) พ.ศ.2540 และตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2542 เป็นต้นมา

กรณีอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ประเทศไทยคงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 (รวมภาษีท้องถิ่น) ตลอดมาโดยปรากฏในพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 353) พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ 368) พ.ศ. 2543 (ฉบับที่ 383)  พ.ศ. 2544  (ฉบับที่ 407) พ.ศ.2545 (ฉบับที่ 592) พ.ศ. 2558 ฉบับล่าสุด ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นกฎหมายที่ออกโดยอาศัย มาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร  กำหนดให้ปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 คงเหลือ 6.3

ทำไมเราต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ทุกครั้งที่มีการจับจ่ายใช้สอย เนื่องจากเรามีภาระภาษีอีกส่วนหนึ่งที่ต้องเสียให้แก่ราชการส่วนท้องถิ่น โดยพระราชบัญญัติจัดสรรรายได้ประเภทภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่ราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2534 ประกอบกับพระราชบัญญัติรายได้เทศบาล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2534 ใช้บังคับตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2535 เป็นต้นไป กำหนดให้กรมสรรพากรมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 6.3 บวกกับภาษีที่ต้องจัดสรรให้แก่ราชการส่วนท้องถิ่นอีกในอัตรา 1 ใน 9 ของอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บได้ จึงทำให้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มมีจำนวนทั้งสิ้นร้อยละ 7 ดังนั้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 จึงประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 6.3 และภาษีท้องถิ่นร้อยละ 0.7 นั่นเอง

ส่วนระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามพระราชกฤษฎีกาแต่ละฉบับแตกต่างกัน ปกติจะกำหนดอยู่ที่ 1-2 ปี การกำหนดระยะเวลาสั้น ๆ ดังกล่าวอาจมีเหตุผลเพื่อความยืดหยุ่นในการปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มให้สอดคล้องตามสภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา

อย่างไรก็ตาม การลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นมีระยะเวลาการใช้ตามที่ พระราชกฤษฎีกากำหนด ซึ่งเมื่อใกล้ครบระยะเวลานั้นแล้วผู้ประกอบการและประชาชนผู้เกี่ยวข้องจะต้องติดตามว่า รัฐบาลมีนโยบายขยายการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มออกไปอีกหรือไม่ เพื่อจะได้วางแผนการใช้จ่ายและการลงทุนในอนาคตได้อย่างถูกต้อง

สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษา Bangkok Bank SME โดยธนาคารกรุงเทพ เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333 หรือสนใจสินเชื่อคลิกเลย !

4227 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น