ผ้าฝ้ายมัดหมี่บุกตลาดดิจิทัลด้วยอีคอมเมิร์ซ

เจ้าของกิจการ ผ้าฝ้ายมัดหมี่ By Mattanee ที่ประสบความสำเร็จสามารถสร้างยอดขายสูง

สินค้า OTOP เป็นสินค้าพื้นบ้าน หรือสินค้าท้องถิ่นที่มีความเป็นเอกลักษณ์ และหลายประเภทก็มีศักยภาพทางการตลาดค่อนข้างสูง เช่น สินค้าประเภทผ้าพื้นเมือง ที่นอกจากจะมีคุณค่าในเชิงศิลปวัฒนธรรมแล้ว ยังมีทั้งเรื่องราวของวิถีชีวิต กระบวนการผลิต และการนุ่งห่ม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นอีกด้วย แม้จะมีคุณค่ามากและผืนผ้ามีความสวยงามมากมายเพียงใด แต่ที่ผ่านมาตลาดของผ้าพื้นเมืองก็ยังถูกจำกัดอยู่แค่เฉพาะกลุ่ม ทำให้ไม่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในวงกว้างมากนัก … แต่นั่นไม่ใช่ในยุคนี้

มัทนี วงศ์ศิริ หรือ เอฟ เจ้าของกิจการ ผ้าฝ้ายมัดหมี่ By Mattanee ผู้หยิบเอาสินค้าโอทอปพื้นบ้านอย่างผ้าฝ้ายมัดหมี่จากอุดรธานี มาปั้นเป็นธุรกิจออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ ผ้าฝ้ายมัดหมี่ By Mattanee ที่ประสบความสำเร็จสามารถสร้างยอดขายสูง และทำให้ผ้าฝ้ายมัดหมี่ มรดกแห่งภูมิปัญญาของช่างทอชาวอีสาน จังหวัดอุดรธานี เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้น

มัทนีเล่าถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจว่า ก่อนหน้านั้นเธอทำงานเป็น AE อยู่ประจำออฟฟิศที่จังหวัดอุดรธานี มีหน้าที่ออกไปพบลูกค้า ต่อมาวันหนึ่งบริษัทมอบหมายให้เธอไปติดต่อลูกค้าที่ขายสินค้าโอทอปเพื่อมาทำตลาดออนไลน์ เธอจึงเข้าไปพบลูกค้า และพบว่าผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์โอทอปส่วนมากนั้นเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ  ซึ่งยังไม่เข้าใจเรื่องการทำตลาดออนไลน์ ไม่ว่าเธอจะพยายามพูดโน้มน้าวอย่างไรก็ไม่มีใครยอมมาร่วมทำตลาดออนไลน์ด้วย ทั้งที่สินค้าหลายตัวนั้นน่าสนใจมาก สุดท้ายเธอจึงเริ่มต้นธุรกิจเอง เพราะเธอมองเห็นโอกาส

“เอฟพูดยังไงเขาก็ไม่ทำ เลยคิดว่าหรือตัวเองจะลองทำดู พอดีไปเจอผ้าฝ้ายมัดหมี่ซึ่งเป็นของดีประจำเมืองอุดร จึงขอถ่ายรูปมา ตอนนั้นเราเป็นพนักงานบริษัท ไม่มีทุน ไม่มีอะไรเลย เราบอกเจ้าของร้านว่าขอถ่ายรูปเอาไปขายลงในเฟซได้มั้ย ก็เลือกเอาแต่ผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองชอบ ถ่ายรูปมาประมาณ 10 รูป ลองมาสร้างเฟซบุ๊กแล้วโพสต์ขาย  ปรากฏว่ามีคนสนใจและมีคนอินบ๊อกเข้ามาซื้อ ประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว การขายออนไลน์ในเฟซบุ๊กยังไม่มี ถ้าเรามีเพื่อนสักร้อยคน ในจำนวนร้อยคนนั้นก็จะเห็นสินค้าของเราหมด พอมีคนโอนเงินเข้ามา เราก็ไปเอาผ้าที่ร้านมาส่งให้ลูกค้า ตอนนั้นยังไม่กล้าซื้อของมาสต็อกไว้เพราะราคาค่อนข้างสูง”

นอกจากการโพสต์ขายผ่านหน้าเฟซบุ๊ก มัทนียังลงทุนโปรโมทโพสต์ในเฟซบุ๊กด้วย โดยเสียค่าใช้จ่ายวันละ 30 บาท ซึ่งก็ได้ผลเพราะมีลูกค้าเข้ามาสอบถามและขอดูผ้าอยู่เรื่อยๆ ทำให้เธอมีกำลังใจในการหาสินค้ามาขายต่อ เธอบอกว่าการโปรโมทนั้นสำคัญ และเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจของเธอเป็นที่รู้จักและก้าวต่อไปได้

“เราคิดว่าถ้าเราไม่ใช้เงินโปรโมท ก็ไม่มีคนเห็น เลยตัดสินใจลงทุนวันละ 30 บาท เพื่อโปรโมทสินค้า วิธีการคือเราจะยืมผ้าที่ร้านมาถ่ายเหมือนเดิม ครั้งละ 10 ผืน ถ้ามีลูกค้ามาถามหรือเข้ามาสั่ง เราก็ให้ที่ร้านขับรถมาส่งของ โชคดีว่าบ้านเราอยู่ใกล้ๆ กัน”

พาร์ทเนอร์ธุรกิจถือเป็นปัจจัยสำคัญในการทำธุรกิจลักษณะนี้ เพราะมัทนีไม่ใช่ผู้ผลิต แต่เธอเป็นเสมือนคนกลางที่ทำตลาดโดยการนำสินค้าไปสู่กลุ่มเป้าหมาย ด้วยวิธีการทำตลาดออนไลน์ ในขณะที่ผู้ผลิตสินค้าโอทอปส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคยกับช่องทางการทำตลาดแบบนี้ ซึ่งเธอมีวิธีบริหารจัดการธุรกิจเล็กๆ ของเธอได้อย่างน่าสนใจ

“เอฟจะเน้นที่ต้นทุนเป็นหลัก คือไม่ได้เน้นว่าจะทำกิจการแบบใหญ่โต เราค่อยๆ เริ่มจากจุดเล็กๆ  เริ่มต้นจากสิ่งที่เรามีก่อน ซึ่งสิ่งที่เรามีก็คือโทรศัพท์มือถือ สามารถถ่ายรูปได้ มีอินเทอร์เน็ต ตอนที่ถ่ายรูปครั้งแรกก็เอาหุ่นมาถ่ายที่โรงรถหน้าบ้าน เราไม่มีเงินที่จะไปจ้างช่างภาพมืออาชีพ หรือคนทำกราฟิก แต่เราอาศัยความสวยงามของผ้า คุณภาพของผ้า โชว์ให้เห็นจากของจริงเลย ไม่มีการตกแต่ง  เมื่อลูกค้ารับของไป ก็จะได้สินค้าที่เหมือนกับในภาพที่เราถ่ายไว้ ส่วนการบริหารสต๊อก เอฟจะเน้นหาร้านที่เราคุยได้ว่าถ้าของเรามีตำหนิหรือขายไม่ได้ เราสามารถส่งคืนหรือเปลี่ยนได้ ซึ่งถ้าร้านไหนรับข้อจำกัดเราได้เราก็ซื้อมาทำตลาด เพราะความเสี่ยงในการขายออนไลน์ของเราก็มี”

นอกจากการสร้างเฟซบุ๊กแฟนเพจ ผ้าฝ้ายมัดหมี่ By Mattanee   มัทนียังสร้างแบรนด์ หรือโลโก้ของสินค้าเธอด้วย เพื่อให้ลูกค้าจดจำร้านของเธอได้ แต่เธอยังคงใช้มือถือถ่ายภาพสินค้าด้วยวิธีง่ายๆ โดยอาศัยด้วยแสงธรรมชาติอยู่เช่นเดิม เพราะจะทำให้ได้ภาพของผืนผ้าที่มีสีและลวดลายมีสีสันตรงกับสีจริง ซึ่งเธอบอกว่าการถ่ายภาพสินค้าให้มีสีตรงกับของจริงนั้นถือเป็นหลักสำคัญในการทำธุรกิจของเธอ เพื่อให้ลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าออนไลน์ได้สินค้าที่ตรงกับความต้องการ และไม่เสียความรู้สึกว่าได้รับของไม่ตรงกับในภาพ ซึ่งถือเป็นการลดทอนความเชื่อมั่นในตัวสินค้าและแบรนด์ไปโดยปริยาย

ด้านปัญหาและอุปสรรคในการทำตลาดออนไลน์นั้น มัทนีบอกว่าปัญหาหลักๆ ก็คือเรื่องความน่าเชื่อถือของร้านเพราะลูกค้าของสินค้ากลุ่มนี้ส่วนมากจะเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างมีอายุ และมักจะเคยโดนหลอกให้ซื้อสินค้ามาก่อน จึงทำให้ยังไม่ค่อยเชื่อมั่นกับการขายสินค้าออนไลน์เท่าไรนัก ส่วนมากยังต้องการซื้อขายในรูปแบบการเก็บเงินปลายทาง ซึ่งมัทนีมีวิธีการแก้ไขปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับธุรกิจออนไลน์ของเธอด้วยการเน้นให้ลูกค้าช่วยรีวิวสินค้าอยู่เสมอ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ  โดยทางร้านจะมีส่วนลดให้ 10% สำหรับการซื้อในครั้งต่อไป ซึ่งลูกค้าบางครายอยากได้ส่วนลด บางรายใส่ซิ่นแล้วสวยก็อยากถ่ายภาพส่งมาให้ดู ถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของเพจได้ดีมาก

“การขายของออนไลน์สำคัญคือต้องขยันโปรโมทตลาด  ต้องกล้าที่จะลงทุน อย่างเพจเราพอโปรโมทไปปุ๊บก็มีลูกค้าสนใจเข้ามามากมาย ทำให้สามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้น ทุกวันนี้เลยต้องตั้งงบประมาณสำหรับการทำตลาดไว้ประมาณ 10% ของยอดขายเสมอ”

สำหรับผู้สนใจเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ มัทนีให้กำลังใจและข้อคิดทิ้งท้ายว่า

“คุณต้องกล้าที่จะลอง กล้าที่จะเริ่มต้นจากก้าวแรก  คนที่คิดว่าทำไม่เป็นก็ไม่เป็นไร ขอแค่กล้าที่จะลอง กล้าที่จะเริ่ม  ลองก่อนเดี๋ยวก็เป็นเอง ถ้าอยากเป็นเจ้าของกิจการเราต้องหัดลองผิดลองถูกเอง แล้วอย่าคิดแต่ความสำเร็จอย่างเดียว แต่ต้องเผื่อใจไว้สำหรับวันที่เลวร้าย วันที่ขายสินค้าไม่ได้ด้วย ต้องคิดว่าจะต้องจ่ายลูกน้องเท่าไหร่ ค่าน้ำ ค่าไฟเท่าไหร่  ค่าอินเทอร์เน็ตเท่าไหร่ อย่าหลอกตัวเอง เพราะทุกความสำเร็จย่อมมีปัญหาพ่วงมาด้วยเสมอ เพียงแต่เราต้องเตรียมพร้อมตั้งรับที่จะแก้ปัญหานั้นให้ได้ ทุกอย่างก็จะผ่านไปด้วยดี ขอแค่อย่าคิดอย่ามองอะไรด้านเดียว อย่าคิดแค่ความสำเร็จ แต่ให้คิดถึงปัญหาด้วย”

1265 Total Views 3 Views Today
แสดงความคิดเห็น