รู้จัก “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” อย่างไรให้ได้ประโยชน์

สำหรับผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะรายใหม่ๆ คำว่า “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” หลายต่อหลายคนยังมีคำถามต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ จะต้องจดทะเบียนเมื่อใด และอย่างไร การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะมีผลดีผลเสียอย่างไร และจะได้รับประโยชน์อย่างไรจากการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

สำหรับผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะรายใหม่ๆ คำว่า  “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” หลายต่อหลายคนยังมีคำถามต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่  จะต้องจดทะเบียนเมื่อใด และอย่างไร  การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะมีผลดีผลเสียอย่างไร และจะได้รับประโยชน์อย่างไรจากการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม  

ทำไมต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม  เป็นปัญหาหนึ่งที่ผู้ประกอบธุรกิจมักจะมีคำถามหรือข้อถกเถียงกันอยู่บ่อยๆ ว่า กิจการใดบ้างที่ ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องดำเนินการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อไร อย่างไร ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกรณีก่อนเริ่มประกอบธุรกิจการค้าหรือในขณะเริ่มประกอบธุรกิจการค้า และหลังจากเริ่มประกอบธุรกิจการค้า มักจะมีข้อผิดพลาดกันอยู่เสมอๆ

ทำไมต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ผู้ให้บริการ ผู้ขายส่ง ผู้ขายปลีก ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ฯลฯ และไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หรือนิติบุคคล ไม่จำกัดเฉพาะนิติบุคคลที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเท่านั้น

สำหรับผู้มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และกำหนดเวลาการจดทะเบียน ได้แก่

  1. ผู้ประกอบกิจการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ เป็นปกติธุระ เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายรับเกิน
  2. ผู้ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งมีแผนงานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ได้มีการดำเนินการ และเตรียมการประกอบกิจการอันเป็นเหตุให้ต้องมีการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น การก่อสร้างโรงงาน ก่อสร้างอาคารสำนักงาน หรือการติดตั้งเครื่องจักรให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภายในกำหนด 6 เดือน ก่อนวันเริ่มประกอบกิจการ เว้นแต่มีสัญญาหรือหลักฐานจะดำเนินการก่อสร้างภายในเวลาที่เหมาะสม
  3. ผู้ประกอบการอยู่นอกราชอาณาจักร และได้ขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นปกติธุระ โดยมีตัวแทนอยู่ในราชอาณาจักร ให้ตัวแทนเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบการจดทะเบียน

ส่วนผู้ประกอบกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย แต่มีสิทธิแจ้งขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่

  1. ผู้ประกอบกิจการขายสินค้าพืชผลทางการเกษตร สัตว์ไม่ว่ามีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ปุ๋ย ปลาป่นอาหารสัตว์ ยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือตำราเรียน
  2. ผู้ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายและมีรายรับไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
  3. การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักรโดยท่าอากาศยาน
  4. การส่งออกของผู้ประกอบการในเขตอุตสาหกรรมส่งออกตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  5. การให้บริการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางท่อในราชอาณาจักร

ผู้ประกอบการที่ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่

  1. ผู้ประกอบการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
  2. ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย
  3. ผู้ประกอบการที่ให้บริการจากต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร
  4. ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรและเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นครั้งคราว ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ที่กำหนดไว้ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ( ฉบับที่ 43) ฯ ลงวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2536

และ 5. ผู้ประกอบการอื่นตามที่อธิบดีจะประกาศกำหนดเมื่อมีเหตุอันสมควร

ทั้งนี้คุณสามารถไปจดทะเบียนได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา (หรืออำเภอ) ท้องที่ที่สถานประกอบการของผู้ประกอบการตั้งอยู่ หรือเข้าจดทะเบียนทางระบบอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากรที่ www.rd.go.th ก็ได้และได้รับความสะดวก นั่นเป็นเพียงการทำความรู้จักภาษีมูลค่าเพิ่มในเบื้องต้น ซึ่งหากคุณทำความเข้าใจได้ดีก็จะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์จากภาษีมูลค่าเพิ่มได้เช่นกัน

ปกติเมื่อมีการซื้อสินค้าเราจะจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มรวมอยู่ในราคาสินค้าให้แก่ผู้ที่ขายสินค้าให้เรา เมื่อเรานำไปขายต่อเราก็มีหน้าที่เก็บภาษีเพิ่มขึ้นมาเพื่อนำส่งสรรพากร หากเราไม่คิดราคาสินค้าที่มีการรวมและแยกภาษีมูลค่าเพิ่มให้เรียบร้อย สุดท้ายแล้วเราจะเข้าเนื้อเพราะต้องออกเงินส่วนนั้นเพื่อนำส่งภาษีเอง ทั้งนี้คุณจำเป็นจะต้องรู้ก่อนว่าราคาสินค้าที่ซัพพลายเออร์ (Supplier) เป็นผู้กำหนดนั้นเป็นราคาที่รวม VAT แล้วหรือยัง หากเป็นราคาที่รวมแล้ว จำเป็นจะต้องแยกออกมาโดยคำนวณให้ราคาสินค้าที่รวม VAT มีค่าเท่ากับ 107% หลังจากนั้นให้แยกราคาสินค้า และVAT ออกจากกัน

โดยให้ราคาสินค้าเท่ากับ 100% และคำนวณให้ภาษีมูลค่าเพิ่มมีค่าเท่ากับ 7% ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A ซื้อวัตถุดิบมาในราคา 1,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่รวม VAT แล้ว จะต้องเทียบ 1,000 บาทให้เท่ากับ 107% แล้วแยกราคาสินค้ากับภาษีมูลค่าเพิ่มออกมา ซึ่งใช้วิธีเทียบบัญญัติไตรยางค์ปกติก็ได้  ซึ่งแตกต่างจากภาษีขาย ซึ่งเราเป็นผู้เก็บ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเก็บ 7% ไว้เพื่อไปนำส่งในงวดที่จะถึง ซึ่งตามกฎหมายกำหนดไว้ว่าไม่เกินวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

สำหรับภาษีขาย คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ซื้อหรือผู้รับบริการ นั่นก็คือ เราขายสินค้าออกไปเราก็ต้องเก็บ VAT เพื่อส่งให้แก่สรรพากร ในทางกลับกัน ภาษีซื้อ คือ ภาษีที่ถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนรายอื่นเรียกเก็บกับคุณ เมื่อเกิดการซื้อสินค้าหรือบริการกับคุณ  โดยผู้ที่ขายสินค้าหรือบริการให้แก่เราก็จะเก็บส่วนหนึ่งที่ว่านี้ไปส่งให้สรรพากร ถ้าไม่คำนวณสินค้าเผื่อไว้ บริษัทคุณอาจต้องเป็นผู้แบกรับภาษีแทน เพราะฉะนั้นเมื่อเราจ่ายภาษีซื้อให้คนอื่น เราก็ต้องเก็บภาษีขายเพื่อไปส่งสรรพากรเช่นกัน  ทั้งนี้หากคุณไม่คำนวณราคาสินค้าให้ดีหรือไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มลงไปในราคาสินค้าให้เรียบร้อย สุดท้ายแล้วคนที่จะต้องแบกรับภาษีก็คือ บริษัทของคุณนั่นเอง

ดังนั้น หากคุณเข้าใจเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว คุณจะได้รับประโยชน์จากการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ

อย่างแรกเมื่อคุณจ่ายเงินซื้อของมาขายแล้ว ของที่คุณซื้อมีภาษีซื้อ คุณสามารถนำมาขอคืนได้ ต้นทุนสินค้าของคุณจะถูกลง เพราะภาษีซื้อของคุณเอามาขอคืนได้นั่นเอง ซึ่งในระบบของการประกอบธุรกิจเมื่อสิ้นเดือนจะนำภาษีซื้อและภาษีขายมาหักลบกัน โดยนำภาษีขายทั้งเดือนภาษีมาหักด้วยภาษีซื้อทั้งเดือนภาษี หากมีภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อให้ชำระภาษีส่วนต่างนั้นกับสรรพากร แต่หากมีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย จะสามารถขอคืนภาษีส่วนต่างเป็นเงินสดหรือยกไปเครดิตภาษีในเดือนถัดไปก็ได้

อย่างที่สอง คือ ธุรกิจของคุณจะมีความน่าเชื่อถือในการทำธุรกิจกับผู้ประกอบการอื่นๆ มากกว่า เพราะลูกค้าส่วนใหญ่มักจะคาดหวังว่าคู่ค้าของเขาจะจด VAT ด้วยเช่นกัน ซึ่งนั่นหมายถึงอนาคตในการเติบโตของธุรกิจคุณด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตามภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากผู้บริโภคที่เป็นผู้ซื้อสินค้า ทั้งที่ผลิตในประเทศและต่างประเทศหรือเป็นผู้ได้รับบริการคนสุดท้าย  ผู้ประกอบการที่ไม่ใช่ผู้บริโภคคนสุดท้ายจะจ่ายภาษีซื้อ 7% ในตอนซื้อสินค้า และเรียกเก็บภาษีขาย 7% ในตอนขายสินค้านั่นเอง

1158 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น