พ่อค้าแม่ค้าเล็กใหญ่เตรียมพร้อมสู่สังคมไร้เงินสด

เผยสถิติการใช้ e-Commerce 2559 ที่ SME ต้อง ว้าว! พร้อมขจัดปัญหาการจ่าย-รับเงินรูปแบบเดิมๆ จะหมดไป

Highlight:

  • e – Commerce มีการเติบโตต่อเนื่อง โดยปี 2559 เติบโต 42%
  • ปี 2558 ชำระเงินออนไลน์ด้วยบัตรเครดิตมากที่สุดด้วย 4% ตามมาด้วยอินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง 18.5% และบริการชำระเงินอื่นๆ 8.4%
  • SME สามารถเริ่มต้นการเงินยุคดิจิทัลได้ด้วยบิซพร้อมเพย์ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่ปรับตัวที่ง่ายที่สุดสำหรับผู้ประกอบการ
  • บิซพร้อมเพย์ลดข้อจำกัดของการรับเงินรูปแบบเดิม จากการยุ่งยากในการพกพา ตรวจสอบ ตรวจนับเงินสด เลี่ยงต่อการสูญหาย พร้อมทั้งยังเลี่ยงต่อการเรียกเก็บเช็คไม่ได้ สูญหาย หรือเช็คปลอม

น่าตื่นเต้นสุดๆ เพราะดูเหมือนว่าทั้งรัฐบาลและภาคธนาคารจะขานรับ เพื่อพาประเทศสู่ Thailand 4.0 โดยวางโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน เพื่อทำให้เป็น สังคมไร้เงินสด ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan)

แผนดังกล่าวทำมาเพื่อรองรับกระแส e-Commerce และกระแสบนโลกออนไลน์ ให้สามารถทำธุรกรรมทางการเงินผ่านเครือข่ายไร้สาย หรือบนสมาร์ทโฟนที่นับวันจะยิ่งขยายตัวมากขึ้น จากปัจจัยของการเข้าถึงของจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟน การเข้าถึงเครือข่ายไร้สายที่เข้ามารองรับกระบวนการธุรกรรมทางการเงิน และการผลักดัน National e-payment ของภาครัฐและธนาคาร

นายสรกฤช พฤทธานนทชัย เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Vice President สนับสนุนระบบงานช่องทางให้บริการสายเทคโนโลยี ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยข้อมูลกับประชาชาติธุรกิจออนไลน์ว่า ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา ตลาด e-Commerce มีการเติบโตต่อเนื่อง โดยปี 2559 เติบโต 12.42% ซึ่งในปี 2558 มีการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์แบ่งเป็น การธุรกรรมการชำระเงินออนไลน์ด้วยบัตรเครดิตมากที่สุดด้วย 26.4% ตามมาด้วยผ่านธนาคารออนไลน์ (อินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง) 18.5% และบริการชำระเงินอื่นๆ 8.4%

“ธนาคารหวังจะสร้างช่องทางการชำระเงินให้เข้าถึงลูกค้าของพ่อค้าแม่ค้าทุกกลุ่ม”

นายสรกฤช พฤทธานนทชัย เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Vice President สนับสนุนระบบงานช่องทางให้บริการสายเทคโนโลยี ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

ขับเคลื่อนธุรกิจยุคดิจิทัลไร้เงินสด SME ก็เริ่มได้

ใน SME สามารถเริ่มต้นการเงินยุคดิจิทัลได้ด้วยบิซพร้อมเพย์ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่ปรับตัวที่ง่ายที่สุดสำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลทำให้เกิดทางเลือกใหม่ในการรับเงินและโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์โดยการใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษี หรือเลขทะเบียนนิติบุคคล (Tax ID) แทนการระบุเลขที่บัญชีธนาคารของผู้รับเงิน

ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถทำธุรกรรมการเงินกับคู่ค้า ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้อย่างสะดวก ปลอดภัย ลดภาระการใช้เงินสด ลดขั้นตอนและความล่าช้าจากการขึ้นเงินผ่านเช็ค อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบชื่อลูกค้าบุคคลผู้โอนและรายละเอียดอื่นๆ ผ่านบริการบริหารเงินสด (Cash Management) ทั้งที่เป็น บิซ ไอแบงก์กิ้ง (Biz iBanking) สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือคอร์ปอเรท ไอแคช (Corporate iCash) สำหรับลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ ของธนาคารกรุงเทพ นับเป็นช่องทางในการโอนเงินที่เข้าถึงง่าย ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน

เงื่อนไขของการลงทะเบียนบิซพร้อมเพย์  มีดังนี้

  • เลขประจำตัวผู้เสียภาษีสามารถผูกกับบัญชีเงินฝากได้เพียง 1 บัญชีธนาคารเท่านั้น
  • บัญชีธนาคารที่ใช้ผูกบัญชีต้องเป็นบัญชีกระแสรายวันและบัญชีสะสมทรัพย์เท่านั้น
  • เลขประจำตัวผู้เสียภาษีที่มีการผูกบัญชีกับธนาคารแล้ว จะไม่สามารถนำมาลงทะเบียนผูกบัญชีกับธนาคารอื่นได้อีก จนกว่าจะมีการยกเลิกการลงทะเบียนกับธนาคารก่อน

เอกสารสำหรับลูกค้านิติบุคคลที่ต้องการขอสมัครลงทะเบียนบริการบิซพร้อมเพย์

แบบฟอร์มการขอใช้บริการ (ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม การลงทะเบียนบริการ ธนาคารกรุงเทพ บิซพร้อมเพย์)

  • หนังสือหรือเอกสารแสดงตนของนิติบุคคล (หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท)
  • บัตรประชาขนของผู้มีอำนาจลงนาม
  • บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีนิติบุคคล
  • นำเอกสารลงทะเบียนได้ที่สาขาธนาคารทั่วประเทศ ซึ่งพร้อมอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนตลอดทุกด้านขั้นตอน

บิซพร้อมเพย์เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเพื่อลดการใช้เงินสดหรือ FinTech ในภาคธุรกิจที่จะเข้ามาช่วย SME ในการลดข้อจำกัดของการรับเงินรูปแบบเดิม จากการยุ่งยากในการพกพา ตรวจสอบ ตรวจนับเงินสด เลี่ยงต่อการสูญหาย พร้อมทั้งยังเลี่ยงต่อการเรียกเก็บเช็คไม่ได้ สูญหาย หรือเช็คปลอม อีกทั้งค่าธรรมเนียมถูกลง ทั้งผู้รับและผู้โอน สามารถรับเงินจากลูกค้า คู่ค้า และภาครัฐ  อย่างรวดเร็ว

2552 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น