ตีแผ่จุดแข็ง เฟซบุ๊ก ผู้ปฏิวัติสื่อสารโลกสมัยใหม่

เฟซบุ๊ก ดึงข้อมูลผู้ใช้งาน เจาะตลาดผู้บริโภคสร้างจุดเริ่มต้นอันมหรรศจรรย์สำหรับการสื่อสารของโลกยุคใหม่

Highlight:

  • Millennials เกลี่ยทุกสิ่งรอบตัวให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเทคโนโลยี และใช้สมาร์ทโฟนติดตัวตลอดเวลา
  • Millennials ใช้ Social Media ทุกวันถึง 95% เพื่อแสดงออกความคิดเห็นและสร้างสัมพันธ์กับผู้อื่น
  • มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก พัฒนา เฟซบุ๊ก ให้ตอบโจทย์ทุกฟังก์ชั่น ผู้บริโภคและกลุ่มธุรกิจ
  • เฟซบุ๊ก สร้างอัลกอริทึม News Feed ลดการแสดงโพสต์จากเพจลง เป็นนัยยะสำคัญที่ เฟซบุ๊ก มองเห็นเม็ดเงินในการให้เพจพวกนี้ซื้อโฆษณาจนทุกวันนี้ เฟซบุ๊ก มีเพจของธุรกิจขนาดเล็กขนาดใหญ่รวมกันแล้วมากกว่า 50 ล้านราย ที่ทำการตลาดผ่านสื่อ เฟซบุ๊ก
  • จุดแข็งที่สุดของ เฟซบุ๊ก คือข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคที่อยู่ในมือ

มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ปฏิวัติสื่อสารโลกสมัยใหม่

การจะก้าวเข้าสู่ระดับที่ปฏิวัติการสื่อสารของโลกสมัยใหม่ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ แต่มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เจ้าของ เฟซบุ๊ก กลับสร้างจุดเริ่มต้นอันมหรรศจรรย์สำหรับการสื่อสารของโลกยุคใหม่

เรื่องราวของเขาแทบจะเอามาสร้างเป็นภาพยนตร์ได้จากอดีตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้เลิกเรียนกลางคันเพื่อเปิดตัว เฟซบุ๊ก หรือเว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์ จนปัจจุบันขึ้นแท่นมหาเศรษฐีอันดับ 5 ของโลก ด้วยทรัพย์สินมูลค่ากว่า 62 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการจัดอันดับของ Forbes ขณะที่ Times ยกย่องให้ ซัคเคอร์เบิร์ก เป็นบุคคลแห่งปี พ.ศ.2553

“เฟซบุ๊ก ยังเป็นหนึ่งในสื่อสังคมออนไลน์ที่ตอบสนองตัวตนของกลุ่ม Millennials ขึ้น

จากค่านิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป”

เฟซบุ๊ก เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เติบโตขึ้น และช่วยให้ผู้คนนับล้านเชื่อมต่อกันผ่านการโพสต์รูป วิดีโอ และอื่นๆ ไม่เพียงเท่านั้นสื่อสังคมออนไลน์อย่าง เฟซบุ๊ก ยังเป็นหนึ่งในสื่อสังคมออนไลน์ที่ตอบสนองตัวตนของกลุ่ม Millennials ขึ้นจากค่านิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ข้อมูลจากงานวิจัย Millennial: The Reset Generation ของ Initiative ประเทศไทย ที่ปรึกษาด้านสื่อสารการตลาด ในเครือ ไอพีจี มีเดียแบรนด์ส (IPG Mediabrands) โดยศึกษาทัศนคติและพฤติกรรมกลุ่มผู้บริโภค Millennial (มิลเลียนเนียล) อายุ  24-34 ปี  จำนวน 10,000 ตัวอย่าง ในจัดทำ 19  ประเทศ โดยมีกลุ่มตัวอย่างของไทย  500 ตัวอย่างพบว่า กลุ่ม Millennials สามารถเกลี่ยทุกสิ่งรอบตัวให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเทคโนโลยี และใช้สมาร์ทโฟนติดตัวตลอดเวลา หรือพร้อมที่จะเชื่อมต่อกับสังคมออนไลน์ และแชร์ข้อมูลได้ตลอดเวลา (Always On)

จากวิจัยพบว่า Millennials ใช้ Social Media ทุกวันถึง 95%   เพื่อแสดงออกความคิดเห็นและสร้างสัมพันธ์กับผู้อื่น (กลุ่ม 25-29 ใช้แสดงออกทางความคิด/อารมณ์ , กลุ่ม 30-34 ใช้ติดต่อ แชร์เรื่องราวดีๆ)  และที่น่าสนใจ 59%  ใช้สมาร์ทโฟนช่วยในการตัดสินใจซื้อสินค้า ซึ่งหากกลับมามองที่ เฟซบุ๊ก นั้น มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก พัฒนา เฟซบุ๊ก ให้ตอบโจทย์ทุกฟังก์ชั่นในกลุ่ม Millennials โดยเฉพาะการพัฒนาเรื่องของ Emotion ทางอารมณ์ให้มากกว่าการกดไลค์ เพื่อให้มีความหลากหลายมากขึ้นต่อโพสต์

6 ปุ่มกดไลค์แบบใหม่บนเฟซบุ๊ก

จะไปไหนรอด เฟซบุ๊กใช้ Data Base ตัวเองจับทางกลุ่มตลาดออนไลน์

แต่ใช่ว่าสื่อสังคมออนไลน์จะสามารถอยู่รอดได้ตลอดไปเมื่อไหร่ ในเมื่ออดีตที่ผ่านก็พบเจอมาแล้วทั้ง Hi5, MSN, BBM ฯลฯ ที่ค่อยหายไป เพราะเทคโนโลยีมันต้องขับเคลื่อนตลอดเวลา หากจับทางตลาดไม่ทันผู้บริโภคก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

แต่สิ่งใดล่ะ? ที่ทำให้ เฟซบุ๊ก ยังเติบโตอยู่ได้ อีกทั้งยังไม่ทำให้ผู้ใช้งานเลิกใช้งานเหมือนสื่อสังคมออนไลน์เจ้าอื่นๆ

ต้องเอ่ยปากชมเลยว่า มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เนี่ยะ! อัจฉริยะภาพตัวจริงเลย เพราะกว่าที่ เฟซบุ๊ก จะก้าวมาสู่จุดนี้ได้มาจากการกุมข้อมูลกิจกรรมออนไลน์ของคนทั่วโลกไว้อยู่ในมือ ทำให้บรรดานักการตลาดออนไลน์สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวจาก เฟซบุ๊ก มาวิเคราะห์และวางแผน เพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการเข้าถึงโฆษณาต่างๆ

“อำนาจในมือของ เฟซบุ๊ก มาจาก

การกุมข้อมูลกิจกรรมออนไลน์ของคนทั่วโลกไว้ในมือ”

ความน่าสนใจก็คือ เฟซบุ๊ก เอาข้อมูลพวกนี้มาจากไหน?

กว่าที่ เฟซบุ๊ก จะแสดงผลอะไรออกมานั้นต้องมีการทำความเข้าใจผู้ใช้งานเยอะมาก เพื่อให้ตรงใจกลุ่มผู้ใช้งานมากที่สุด ถึงทำให้คนทั่วโลกเสพติดกันได้ขนาดนี้ เฟซบุ๊ก เขาเก็บข้อมูลทุกอย่างทุกตัวอักษรที่ผู้ใช้งานพิมพ์ ทุกความชอบที่ผู้ใช้งานกดไลค์ในเพจ โพสต์ รูปภาพ วิดีโอ และพฤติกรรมบนโลกออนไลน์ของผู้บริโภค รวมถึงข้อมูลด้านหน้าที่การงาน การศึกษา เพศ ฯลฯ เพื่อจับทิศทางของกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด และส่งผลให้ออกแบบลักษณะการแสดงผลหรือผลิตภัณฑ์การใช้งานเพื่อตอบโจทย์จับจนสามารถจับทางผู้ลบริโภคออกมาได้ ทั้งผู้บริโภคระดับ Consumer และผู้บริโภคระดับ Business

จากที่กล่าวไปทำให้จุดแข็งที่สุดของ เฟซบุ๊ก ก็คือ Data Base ด้าน Consumer ของตัวเอง เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ออกมาตอบสนองพฤติกรรมของผู้คนบนโลกออนไลน์ และสร้างรายได้ถล่มทะลายมาแล้วในกลุ่ม Business อย่างการสร้างอัลกอริทึม News Feed ลดการแสดงโพสต์จากเพจลง เป็นนัยยะสำคัญที่ เฟซบุ๊ก มองเห็นเม็ดเงินในการให้เพจพวกนี้ซื้อโฆษณาจนทุกวันนี้ เฟซบุ๊ก มีเพจของธุรกิจขนาดเล็กขนาดใหญ่รวมกันแล้วมากกว่า 50 ล้านราย ที่ทำการตลาดผ่านสื่อ เฟซบุ๊ก อีกนัยยะหนึ่งก็คือการเป็นคัดกรองเอาแต่เนื้อหาที่ผู้ใช้งานสนใจ เพราะการขายโฆษณาเพื่อให้แสดงผลของ เฟซบุ๊ก นั้นมาจากความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย หรือพื้นที่ทางภูมิศาสตร์

สำหรับการจับทิศทางของผู้บริโภค หรือ Consumer ของ เฟซบุ๊ก เมื่อปีที่ผ่านมาจนถึงในอนาคต เฟซบุ๊ก ยังมองว่าทิศทาง Content ที่จะมาในอนาคตจะเป็น Video Content มากขึ้น โดยเฉพาะ Live Steaming ที่ เฟซบุ๊ก ทำออกมาและหวังว่าจะเข้ามาแทนที่ TV ในอนาคต อีกทั้งยังตั้งใจแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดกับ YouTube ของ Google และยังเป็น

การพัฒนาของ เฟซบุ๊ก ยังไม่หยุดอยู่แค่เท่านี้ เพราะว่า เฟซบุ๊ก ยังได้เพิ่มฟีเจอร์แสดงความรู้สึกต่อโพสต์มากขึ้น จากเดิมที่มีเพียงปุ่มไลค์ ปัจจุบันนั้นได้เพิ่มขึ้นมา 5 แบบ ปุ่มโกรธ (angry), รัก (love), เศร้า (sad), ว้าว (wow) และหัวเราะ (haha) ซึ่งเป็นอีโมติคอนที่ถูกออกแบบให้เข้าใจง่ายและเป็นสากล อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมา เฟซบุ๊ก ยังเพิ่มปุ่มกดรูปธงสีรุ้งเพื่อเป็นการยืนหยัดถึงเรื่องของเสรีภาพทางเพศอีกด้วย

การพัฒนาดังกล่าวจึงตรงกับงานวิจัย Millennial: The Reset Generation ข้างต้นที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ผู้บริโภคปัจจุบันที่เสพติดสมาร์ทโฟนและสื่อสังคมออนไลน์อย่างกลุ่ม Millennials นั้น ชอบที่จะแสดงความรู้สึกต่อสเตตัสหรือการโพสต์ และมองว่าการกดไลค์เพียงอย่างเดียวไม่ได้บ่งบอกอะไรมาก และเรียกร้องให้เพิ่มปุ่ม Dislike ซึ่ง เฟซบุ๊ก ได้ปรึกษากับนักสังคมศาสตร์และมองว่า Dislike เป็นการแสดงออกเชิงลบมากเกินไป จึงออกแบบปุ่มแสดงอารมณ์ 6 แบบมาแทน

อย่างไรก็ตามการสิ่งที่ทำให้ เฟซบุ๊ก ทำนั้นสามารถสร้างรายถึง 8.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในไตรมาส 4 ปี 2016 ซึ่งส่วนหนึ่งได้มาจากโฆษณา 8.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนเลยว่าการเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก และ เฟซบุ๊ก สามารถจับทิศทางและเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้งานบน เฟซบุ๊ก ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

3815 Total Views 2 Views Today
แสดงความคิดเห็น