ผลิตสินค้าอย่างไรให้โดนใจชาวเมียนมา

World Bank เผย เมียนมา GDP 8.5% ติดต่อมา 3ปี ด้านสถาบันวิจัยตลาดชั้นนำของโลกระบุ ประชากรทั้งหมดเกือบร้อยละ 70 อยู่ในวัยทำงานเป็นกลุ่มที่มีอำนาจซื้อและขยายตัวต่อเนื่อง

Highlight:

  • เมียนมามีเศรษฐกิจที่ขยายตัวและเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่กลับเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • GDP เมียนมาก็เติบโตถึง 8.5% ตลอด 3 ปี บ่งบอกได้ว่าเมียนมาอยู่ในช่วงการสร้างประเทศ การผลิตสินค้าให้โดนใจชาวเมียนมาจึงต้องเป็นสินค้าอุปโภค บริโภค การก่อสร้างต่างๆ และสาธารณูปโภค โดยเฉพาะสินค้าไทยที่ได้รับความไว้ใจและเป็นที่นิยมค่อนข้างมาก
  • เมียนมามี GDP โดยเฉลี่ยต่อหัวประมาณ 1,500 เหรียญสหรัฐฯ/ปี อัตราความยากจนอยู่ที่ 37.5% รายได้เฉลี่ยต่อหัว 37,000 บาท/ปี
  • กลุ่มวัยทำงานเป็นกลุ่มที่สำคัญมากที่สุดในเมียนมา เนื่องจากประชากรทั้งหมดเกือบร้อยละ 70 อยู่ในวัยทำงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอำนาจซื้อ โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยแรงงานชาวเมียนมาที่มีความคุ้นเคยกับสินค้าอุปโภค บริโภคของไทย

“เมียนมา” กลายเป็นดินแดนทองคำทันทีหลังจากการเปิดประเทศด้วยพรมแดนที่ติดกับจีนและอินเดีย อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันมหาศาล ด้วยความที่ปิดประเทศมานานจนกลายเป็นคลังสะสมทรัพยกรธรรมชาติไว้มากมาย อย่างไรก็ตามการทำธุรกิจในเมียนมาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะระบบขนส่งคมนาคมยังเป็นปัญหาหลัก รวมถึงการตั้งสำนักงานพวกอุปกรณ์ก่อสร้างยังจำเป็นต้องนำเข้าทั้งหมดแม้จะมีโรงงานปูซีเมนต์สัญชาติไทยเข้าไปตั้งที่นั่นแล้วก็ตาม

“ก่อนจะผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองผู้บริโภค สิ่งแรกที่ SME ต้องคำนึง

คือ ศักยภาพตลาดเป็นอย่างไร?

เพื่อดูว่ายังมีโอกาสทางการตลาดในสินค้าใดบ้าง กับกลุ่มเป้าหมายใด”

กลุ่มงานยุทธศาสตร์ภูมิภาคอาเซียน สำนักพัฒนาตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและเอเชีย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจเมียนมาว่า ปี 2016 GDP มวลรวมระหว่างประเทศของเมียนเฉลี่ยอยู่ที่ 8.5% GDP โดยเฉลี่ยต่อหัวประมาณ 1,500 เหรียญสหรัฐฯ/ปี อัตราความยากจนอยู่ที่ 37.5% รายได้เฉลี่ยต่อหัว 37,000 บาท/ปี และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 3,762 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ก่อสร้างก็มา สาธารณูปโภคก็น่าสนใจ

จากข้อมูลดังกล่าวทำให้วิเคราะห์ได้ว่า แม้เมียนมาจะมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันก็มีอัตราความยากจนอยู่ระดับที่ค่อนข้างสูง ซึ่งตรงกับตามรายงานของ World Bank: “Myanmar ending poverty and boosting shared prosperity in a time of transition” ที่ระบุว่า เมียนมามีเศรษฐกิจที่ขยายตัวและเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่กลับเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอย่างไรก็ตาม GDP เมียนมาก็เติบโตถึง 8.5% ตลอด 3 ปี บ่งบอกได้ว่าเมียนมาอยู่ในช่วงการสร้างประเทศ การผลิตสินค้าให้โดนใจชาวเมียนมาจึงต้องเป็นสินค้าอุปโภค บริโภค การก่อสร้างต่างๆ และสาธารณูปโภค โดยเฉพาะสินค้าไทยที่ได้รับความไว้ใจและเป็นที่นิยมค่อนข้างมาก

“จาก GDP บ่งบอกได้ว่าเมียนมาอยู่ในช่วงการสร้างประเทศ

สินค้าที่โดนใจและเป็นที่ต้องการของชาวเมียนมา

จึงเป็นสินค้าอุปโภค บริโภค สาธารณูปโภค และก่อสร้าง

ผงชูรส สบู่ และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผิวยังขยายตัวต่อเนื่อง

Euromonitor International สถาบันวิจัยตลาดชั้นนำของโลก ระบุว่า กลุ่มวัยทำงานเป็นกลุ่มที่สำคัญมากที่สุดในเมียนมา เนื่องจากประชากรทั้งหมดเกือบร้อยละ 70 อยู่ในวัยทำงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอำนาจซื้อ โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยแรงงานชาวเมียนมาที่มีความคุ้นเคยกับสินค้าอุปโภค บริโภคของไทย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเคยใช้สินค้าดังกล่าวขณะที่ตนหรือญาติเข้ามาทำงานในประเทศไทย ทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำ กลุ่มสินค้าที่ยังจำเป็นอยู่มากของเมียนมาก็คือสินค้าอุปโภค/บริโภคที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิตประจำวัน อาทิ น้ำตาลทราย น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส โดยเฉพาะผงชูรส ซึ่งเป็นเครื่องปรุงรสที่ทุกครัวเรือนต้องมีไว้ใช้

ขณะที่สินค้าอุปโภคที่จำเป็นบางรายการก็ยังป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง อาทิ สบู่ แชมพู ยาสีฟัน ผงซักฟอก และรองเท้า ในผู้บริโภคทุกกลุ่ม นอกจากนี้สินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมความงามโดยเฉพาะเครื่องสำอาง ครีมหน้าขาว ลบเรือนริ้วรอยหรือกันแดด ก็กำลังขยายตัวสูงอย่างมากในเมียนมา เนื่องจากชนชั้นกลางชาวเมียนมาขยายตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในเขตชุมชนกรุงเนปิดอว์ ย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และเมียวดี

โซนดังกล่าวเป็นแหล่งชุมชนเมืองแหล่งหน่วยราชการ องค์กรธุรกิจ และท่องเที่ยว มีวิถีชีวิตที่เร่งรีบเช่นเดียวกับประชากรชนชั้นกลางในเขตเมืองใหญ่ๆ ของโลก และทำให้พฤติกรรมการเลือกซื้ออาหารสำเร็จรูปและอาหารพร้อมทานขยายตัวมากขึ้นกว่าอาหารสด จากข้อมูลของธนาคารเพื่อการส่งออกและการนำเข้าแห่งประเทศไทย

สำหรับสินค้าไทย หากบรรจุภัณฑ์สินค้าที่มีตรารายละเอียดระบุส่วนประกอบสำคัญเป็นภาษาไทยจะได้รับความนิยมมากกว่าเป็นภาษาเมียนมา เนื่องจากชาวเมียนมาเชื่อว่าสินค้านำเข้าโดยเฉพาะจากไทยมีคุณภาพกว่าที่ผลิตในประเทศ นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารของเมียนมายังไม่มีศักยภาพและสามารถแปรรูปสินค้าได้ ทำให้ปัจจุบันมีการผลิตเพื่อป้อนเข้าตลาดราว 20% และที่ผ่านมาสินค้าที่มาจากชายแดนไทยจึงเป็นที่ต้องการสูงเพราะว่าเมียนมาไม่สามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค จึงกลายเป็นโอกาสของผู้ประกอบการที่จะผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของเมียนมา โดยเฉพาะจุดแข็งในเรื่องความรู้และศักยภาพในการผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภค

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน 9 สาขาใน 10 ประเทศเพื่อให้บริการท่าน สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล: AECconnect@bbl.co.th สายด่วน 1333

20513 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น