“กล้วยตากนิตยา” จากตลาดล่าง สู่การส่งออก

แบรนด์อมตะ 80 ปี “กล้วยตากนิตยา” บริหารงานต่อโดยทายาทรุ่นที่ 3 ใช้ความเชี่ยวชาญเรื่องวัตถุดิบ ผสานกับการพัฒนาด้วยเทคโนโลยี พากล้วยตากไทยโกอินเตอร์

Highlight:

  • ธุรกิจดั้งเดิมคือขายกล้วยน้ำว้าดิบ มีปัญหาการขนส่ง แก้ด้วยการแปรรูปโดยนำมาตาก เป็นกล้วยตากนิตยา บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก
  • ปัจจัยความสำเร็จคือความเชี่ยวชาญเรื่องวัตถุดิบ ผสานกับการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน
  • สินค้าส่งออกควรสร้างเอกลักษณ์ให้แบรนด์ โดยเฉพาะความเป็นไทยที่คนต่างชาติให้ความสนใจ นอกจากนี้ควรหาวิธีพัฒนาสินค้าให้มีอายุยืนยาว
  • ผู้สานต่อธุรกิจของครอบครัวต้องเน้นคุณภาพ และนำนวัตกรรมเข้ามาช่วย

แบรนด์อมตะ 80 ปี “กล้วยตากนิตยา” บริหารงานต่อโดยทายาทรุ่นที่ 3 ใช้ความเชี่ยวชาญเรื่องวัตถุดิบ ผสานกับการพัฒนาด้วยเทคโนโลยี พากล้วยตากไทยโกอินเตอร์

หากนึกถึงอาหารกินเล่นอย่างกล้วยตาก แหล่งที่มาที่นึกถึงเป็นอันดับต้นๆ ต้องเป็น อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก โดยเฉพาะ  “กล้วยตากนิตยา” ที่มีชื่อเสียงยาวนาน ดำเนินธุรกิจมาร่วม 80 ปี จนถึงทายาทรุ่นที่ 3 เข้ามารับช่วงต่อ ได้ยกระดับสินค้าให้มีมาตรฐานในระดับสากล โดยเน้นเรื่องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ พัฒนาธุรกิจจนประสบความสำเร็จ

กล้วยตากบางกระทุ่ม แบรนด์ “กล้วยตากนิตยา”

คุณเจนวิทย์ จันทรา เจ้าของผลิตภัณฑ์ “กล้วยตากนิตยา” ทายาทรุ่นที่ 3 ของธุรกิจ เปิดเผยว่า ธุรกิจดั้งเดิมของที่บ้านคือขายกล้วยน้ำว้าดิบ เริ่มมาเมื่อ 80 ปีที่แล้ว ในสมัยก่อนส่งเข้ามาขายในกรุงเทพฯ โดยรถไฟ ซึ่งมีปัญหาในเรื่องเดินทางนานหลายวัน ทำให้กล้วยสุกก่อนเวลา ส่งผลเสียต่อธุรกิจ

ในยุคนั้นเป็นผู้ดูแลกิจการคืออาก๋ง (ปู่) ใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการแปรรูปโดยนำมาตาก จนกลายเป็นธุรกิจกล้วยตากที่สืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน คือกล้วยตากบางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก แบรนด์กล้วยตากนิตยา

คุณเจนวิทย์ เล่าต่อว่า เริ่มมาตั้งแต่ตากบนไม้ไผ่หลังบ้าน ปูพื้นด้วยใบตอง ส่งมาขายกรุงเทพฯ พัฒนามาเรื่อยๆ จากขายส่งเป็นกิโลฯ ต่อมาเริ่มแพ็กใส่ถุง รุ่นแรกตั้งแต่ก๋ง จนมาถึงคุณแม่เป็นรุ่นที่ 2 นั้นเริ่มมีการทำตลาดล่างถุงละ 1-5 บาท โดยชื่อแบรนด์นิตยากล้วยตากนั้นมาจากชื่อของคุณแม่

“ขยายกิจการมาจนถึงตัวเราที่เป็นรุ่น 3 เริ่มมีการขอ อย.และมาตรฐานต่างๆ รวมทั้งฮาลาล สร้างแบรนด์ให้ได้มาตรฐาน ทำนวัตกรรมเกี่ยวกับเครื่องจักรและโรงงาน เป็นการรับช่วงต่อการทำธุรกิจและพัฒนาโปรดักส์ในทุกๆ ด้าน”

ปัจจัยความสำเร็จตลอด 80 ปี

คุณเจนวิทย์ เปิดเผยว่า กล้วยตากเป็นสินค้าเฉพาะถิ่นของคนพิษณุโลก ซึ่งทางครอบครัวมีความชำนาญมากในการแปรรูป มั่นใจว่ามีความชำนาญมากกว่าเจ้าอื่นๆ มีเทคนิคต่างๆ เพื่อให้สินค้าออกมาดีที่สุด มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่พัฒนาจากการตากกลางแจ้งมาตากในโดมพาราโบลาที่มีลมร้อน ใช้นวัตกรรมเป็นหลักในการทำงาน คิดค้นสินค้าใหม่ออกมาเรื่อยๆ

“การทำงานปัจจุบันแตกต่างจากยุคก่อนมาก จากที่เคยขายในตลาดล่างปรับเปลี่ยนให้การทำงานมีระบบและสร้างมาตรฐานขึ้นมาควบคุม เป็นโรงงานระบบปิดทั้งหมด อยู่ได้ด้วยคุณภาพ จากพื้นฐานความชำนาญในการเลือกวัตถุดิบ บวกการการปรับเปลี่ยนระบบงานให้ทันสมัยทำให้สินค้ามีคุณภาพ รู้ว่าวัตถุดิบแบบไหนเหมาะสำหรับตลาดในประเทศและแบบไหนเหมาะสำหรับการส่งออก” คุณเจนวิทย์ ทายาทรุ่นที่ 3 กล่าว

แนะเอสเอ็มอีสร้างภาพลักษณ์ เน้นนวัตกรรมหากต้องการส่งออก

กล้วยตากนิตยาขยายธุรกิจไปยังตลาดส่งออก ซึ่งต่างชาตินิยมกล้วยตากในสูตรดั้งเดิม โดยคุณเจนวิทย์เปิดเผยว่ากำลังสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์ด้วยความเป็นไทย คิดโปรดักส์ใหม่คือกล้วยปิ้งไทย โดยทำจากกล้วยตาก ที่นอกจากจะขายเรื่องราวความเป็นไทยได้แล้วยังเป็นสินค้าที่มีอายุยาวนานเหมาะสำหรับเป็นสินค้าส่งออก ซึ่งได้นวัตกรรมเข้ามาช่วยอีกเช่นกัน คือเทคโนโลยีรีทอร์ตที่ช่วยยืดอายุได้นาน 6 เดือน และกำลังจะพัฒนาต่อให้ถึง 1 ปี

“สำหรับเอสเอ็มอีหากต้องการส่งออกสินค้าควรสร้างเอกลักษณ์ให้แบรนด์ โดยเฉพาะความเป็นไทยที่คนต่างชาติมักให้ความสนใจ นอกจากนี้ควรหาความรู้ในการนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการพัฒนาสินค้า เช่นการยืดอายุสินค้า เมื่ออยู่ได้นานโดยไม่หมดอายุ ย่อมมีความได้เปรียบในการส่งออก” คุณเจนวิทย์แนะนำ

พื้นฐานที่ดีในรุ่นของคุณแม่

ในฐานะผู้ที่มารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว คุณเจนวิทย์กล่าวว่าต้องมุ่งมั่นทำต่อไปให้ดีที่สุด มีวิธีการทำงานคือเข้าถึงการทำงานให้มากที่สุด ทดลองชิมเองทุกอย่าง เน้นเรื่องคุณภาพมากที่สุดตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิต การบรรจุหีบห่อ ตลอดจนขั้นตอนของโลจิสติกส์

โดยทุกอย่างในการทำงานปัจจุบันล้วนมาจากพื้นฐานที่ดีในรุ่นของคุณแม่ เช่นในเรื่องวัตถุดิบที่คุณแม่แค่มองหรือได้กลิ่นก็สามารถรู้ได้ว่ามีคุณภาพแค่ไหนอย่างไร ซึ่งจากความชำนาญนี้เองได้ถ่ายทอดมาสู่ตัวเองที่คลุกคลีมาตลอดตั้งแต่เด็ก บวกกับความรักและความตั้งใจทำให้มีการเรียนรู้มาโดยตลอด

“เรียกว่าทำกล้วยไปพร้อมๆ กับเรียนหนังสือ สานต่อจากคุณแม่ ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะรับช่วงต่อการทำธุรกิจของครอบครัว”

สานต่องานของครอบครัว พัฒนาเพื่อความยั่งยืน

แนวทางสู่ความยั่งยืนคือรักษามาตรฐานของคุณภาพ และหานวัตกรรมใหม่เข้ามาพัฒนารวมทั้งสรรค์สร้างโปรดักส์ใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ ในอนาคตจะเน้นการส่งออก ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนการตลาดในการส่งออกอยู่ที่ 40% ขายในประเทศ 60% โดยสินค้าที่เพิ่งเปิดตัวและกำลังผลักดันคือกล้วยตากปิ้ง ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องเอกลักษณ์ความเป็นไทยและมีอายุสินค้านานเหมาะสำหรับส่งออก โดยกลุ่มตลาดที่มองไว้คือประเทศเพื่อนบ้านใน AEC ส่วนตลาดในประเทศเน้นในส่วนโมเดิร์นเทรด

แต่อย่างไรก็ตาม คุณเจนวิทย์กล่าวว่าแม้จะเน้นการส่งออกมากขึ้น แต่ตลาดหลักในประเทศก็ไม่ละทิ้ง จะยังคงรักษามาตรฐานและคุณภาพให้คงไว้เป็นตลาดหลักเช่นเดิม

สานต่อต้องเน้นคุณภาพ นวัตกรรม

สุดท้าย ทายาทรุ่นที่ 3 กล้วยตากนิตยากล่าวว่า ทุกอย่างที่ทำต้องเน้นคุณภาพ ธุรกิจเกี่ยวกับอาหารคือสิ่งที่ขายต้องเหมือนสิ่งที่เรากิน เริ่มจากทำด้วยใจ คัดวัตถุดิบที่ดีที่สุด เลือกวัตถุดิบที่เหมาะสมกับชนิดสินค้าที่จะทำ รวมทั้งนำนวัตกรรมเข้ามาช่วย

“ปัจจุบันนี้นวัตกรรมจำเป็นมาก ยิ่งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปอาหารจะเป็นตัวช่วยได้เป็นอย่างดี เช่นเรื่องการรักษารสชาติ กลิ่น สี รวมถึงการยืดอายุของอาหารให้ยาวนาน” คุณเจนวิทย์กล่าวทิ้งท้าย

2797 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น