“สมคิด” ขีดเส้น 1 ปี ยกระดับเกษตร ปั้นสตาร์ทอัพ พัฒนาเอสเอ็มอีสู่ยุค4.0

 “สมคิด” จี้ทุกฝ่ายร่วมมือพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ฝากการบ้าน 3 ข้อ ทั้งยกระดับภาคเกษตรมุ่งส่งเสริมภาคบริการ  สร้างให้เกิดสตาร์ทอัพจำนวนมาก และพัฒนาเอสเอ็มอีเข้าสู่ยุคดิจิทัล   ประกาศต้องทำให้สำเร็จภายในเวลา 1 ปีก่อนเกิดการเลือกตั้ง

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการเป็นประธานเปิดงาน “Thailand Industry Expo 2017” ว่า ภารกิจหลัก เมื่อเข้ามารับตำแหน่งรองนายกฯ  พยายามจะปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เพราะรู้ดีว่า ระบบเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมา ถ้าไม่มีการปฏิรูปจะไม่สามารถเดินต่อไปได้แล้ว และหากเป็นสถานการณ์การเมืองปกติ การปฏิรูปทำได้ยากมาก ดังนั้น เมื่อเข้ามา จึงได้ประกาศนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ซึ่งระยะเวลาของรัฐบาลที่เหลืออยู่ประมาณ 1ปีเศษ จำเป็นต้องทำให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมให้จงได้  โดยต้องการขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ราชการ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ฯลฯ มาช่วยกัน 3 ข้อ ประกอบด้วย

ข้อแรก ยกระดับอุตสาหกรรมเกษตร เนื่องจากเมื่อดูในรายละเอียดของการส่งออกที่ผ่านมา ที่มีมูลค่ากว่า 6.9 แสนล้านบาท แต่กลับมีสัดส่วนจากการส่งออกภาคเกษตรเพียง 9% วนเวียนอยู่กับส่งออกข้าว ยางพารา และน้ำตาล และมีสัดส่วน GDP เพียง 8% ในขณะที่มีจำนวนคนอยู่ในอุตสาหกรรมนี้จำนวนมาก ดังนั้น แนวทางที่ผ่านมา จึงไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องอย่างแน่นอน

“เราต้องการกระจายรายได้ให้แก่คนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยกระจายไปสู่ภาคเกษตร แต่ตัวเลขการส่งออกสินค้าเกษตรกลับมีเพียงเท่านี้  ส่วนใหญ่ยังไร้การแปรรูปยกระดับ  ทำให้คนทำเกษตรไม่สามารถหนีจากความยากจนไปได้  และถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ถ้าเราไม่ปฏิรูป เราจะไม่สามารถหนีจากวงจรซ้ำซากแบบนี้ไปได้” รองนายกฯ กล่าว และเผยต่อว่า

ดังนั้น ต้องให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการเกษตรด้วยการยกระดับแปรรูปเพิ่มมูลค่า  ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมรับเป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อน  โดยเฉพาะให้ความสำคัญกับ Bio Economy  นอกจากนั้น ต้องให้ความสำคัญกับ “ภาคบริการ” ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วน GDP กว่า 50% ของประเทศ และมีทิศทางจะเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งภาคบริการ มีทั้งการภาคท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นก่อสร้าง ขนส่ง ฯลฯ

รองนายกฯ กล่าวต่อว่า ภาคบริการจะต้องให้มีอินเตอร์เน็ตเป็นพื้นฐาน ซึ่งที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีการรวมกลุ่มคลัสเตอร์เอสเอ็มอีภาคบริการมาก่อน โดยเฉพาะด้านท่องเที่ยว ซึ่งกลุ่มนี้จะเป็นผู้ประกอบการรายเล็กๆ ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ของสถาบันการเงินได้ แต่หากผู้ประกอบการเหล่านี้สามารถดูแลตัวเองได้ ด้วยการดึงเข้ามาเชื่อมกับภาคบริการท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวผนึกชุมชน จะช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ภาคเกษตร

“ในขณะที่เรากำลังจะไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 เราต้องอย่าลืมพาผู้ประกอบการเกษตรไปด้วย  ซึ่งผมได้พูดคุยกับว่าที่เลขาฯ บีโอไอคนใหม่ว่า ภารกิจแรกที่ต้องการให้ทำ คือ หามาตรการจูงใจให้เอกชนลงทุนในอุตสาหกรรมการเกษตร” นายสมคิด ระบุ

สำหรับข้อที่สอง ต้องการให้สร้างผู้ประกอบการใหม่ (กลุ่มสตาร์ทอัพ)  ซึ่งในอนาคต ธุรกิจจะต้องแข่งขันกันด้วยนวัตกรรม และขับเคลื่อนด้วยผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ  ไม่ใช่อย่างในปัจจุบันที่การส่งออกของไทยแทบทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยบริษัทเพียงแค่ประมาณ 70 แห่ง  โดย 50 แห่งมีหัวเรือใหญ่เป็นต่างชาติ

ฉะนั้นเราต้องปรับแนวทางใหม่ ให้เกิดการสร้างผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ซึ่งช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เกิดการตื่นตัวเรื่องสตาร์ทอัพแล้ว แต่ผลงานเชิงรูปธรรมต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ อีกทั้ง ที่ผ่านมามีเพียงสตาร์ทอัพเพียง 10-15% เท่านั้น ที่เข้าถึงแหล่งทุนได้ สาเหตุเพราะสถาบันการเงินต่างๆ ไม่กล้าจะอนุมัติ เกรงจะกลายเป็นหนี้เสีย มีที่พอจะปล่อยได้บ้าง คือ ธนาคารออมสิน ส่วนที่เหลือยอดน้อยมาก อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา องค์กรใหญ่ๆ กลับมีบทบาทในการให้โอกาสแก่สตาร์ทอัพ ผ่าน Corporate Venture Capital  เพราะบริษัทใหญ่ต้องการไอเดียทันสมัย แปลกใหม่ เพื่อจะใช้เป็นแนวทางทำธุรกิจในอนาคตต่อไป ดังนั้น จึงอยากจะเห็นการสนับสนุนสร้างคลัสเตอร์เพื่อก่อให้เกิดผู้ประกอบการใหม่จำนวนมากๆ

และข้อที่สาม ต้องการให้พัฒนาเอสเอ็มอีไทยให้ทันต่อยุค 4.0  ซึ่งอนาคตจะเข้าสู่ยุคดิจิทัล แต่เอสเอ็มอีไทยจำนวนมาก ยังปรับตัวไม่ทัน ในขณะที่บริษัทไทยรายใหญ่ กลับทำได้ดีมาก ดังนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ช่วยกันในการพัฒนาเอสเอ็มอีไทยไปพร้อมกัน

4018 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น