MEEFUND ระดมทุนสร้างความฝันที่มีให้เป็นจริง

การระดมทุนแบบนี้ไม่ใช่การขายของออนไลน์ มันเป็นการระดมทุนด้วยความเต็มใจ

เพื่อนๆ คนไหนที่เคยมีความฝันที่อยากทำอะไรสักอย่างให้เป็นจริง แต่ต้องติดที่เงินทุน วันนี้เรามีทางออกมาให้คุณแล้วครับ กับสตาร์ทอัพที่จะมาแก้ปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป โดยคุณณัฐวุฒิ เผ่าปรีชา CEO ของ MEEFUND จะมาเล่าเรื่องราวและให้เราทำความรู้จักไปพร้อมๆ กันว่า MEEFUND คืออะไร…

 

ทำความรู้จักกับ MEEFUND สตาร์ทอัพที่จะทำให้ความฝันของทุกคนเป็นจริง

MEEFUND เป็นการระดมทุนเพื่อแลกกับของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างใหม่ของเมืองไทย ใช้การระดมทุนแบบ Crowd Funding  โดยจะมีด้วยกันอยู่ 4 แบบ คือ

  1. บริจาคทุนไปโดยไม่ได้หวังผลตอบแทน
  2. ระดมทุนเพื่อซื้อทุนรวมหุ้นบริษัท คล้ายตลาดหลักทรัพย์
  3. ระดมทุนให้คนอื่นยืม แล้วให้ผลตอบแทนกลับมาเป็นดอกเบี้ย

และแบบที่ 4. ที่ MEEFUND ทำอยู่ก็คือ การระดมทุนแล้วให้สิ่งของตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ เป็นของขวัญกลับมา

“อย่างในระดับโลก เค้ามีคนคิดจะสร้างนาฬิกาอัจฉริยะขึ้นมา แต่เค้าไม่มีเงินทุน เลยไปป่าวประกาศไอเดีย ปรากฏว่ามีคนสนใจแนวคิดของนาฬิกาตัวนี้มาก อยากให้มันเกิดขึ้นจริง เค้าเลยขอเงินจากคนเหล่านั้น โดยไม่ได้ให้ฟรีๆ แต่จะให้ผลตอบแทนกลับมา เช่น ให้เงินมา 5,000บาท แต่มูลค่านาฬิกาหลังผลิตเสร็จสิ้นแล้วอาจวางขายที่ 10,000 บาท เค้าก็ให้นาฬิกาผู้ให้ทุนไปฟรีๆ เลย”

การระดมทุนแบบนี้จะทำให้เราสามารถขายของได้ก่อนที่จะมีสินค้าด้วยซ้ำ แค่เรามีไอเดียชัดเจน เอาเข้าเว็บไซต์ ประกาศระดมทุน ใครอยากซื้อ หรือเพื่อนๆ คนไหนอยากให้มันเกิดขึ้นจริง ก็ระดมทุนมา ถ้ามีคนให้ทุนมากๆ ก็มั่นใจได้เลยว่าสินค้าตัวนี้ขายได้แน่นอน

 

คนไทยให้ความสนใจกับการระดมทุนในรูปแบบนี้มากน้อยแค่ไหน

หลังจากเปิดให้บริการมานานกว่า 1 ปี MEEFUND ได้มีโครงการเข้ามาระดมทุนกว่า 40-50 โปรเจคต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยปกติการระดมทุน เข้ามาสัก 100 โครงการจะประสบความสำเร็จสัก 30 โครงการ

“เจ้าของโครงการต้องบอกก่อนว่าคุณต้องการเงินทุนเท่าไหร่ที่จะทำโปรเจคต์ให้สำเร็จ เช่น คุณอยากได้เงิน 1 ล้าน คนที่สนใจก็จะใช้การจองวงเงินในบัตรเครดิตเอาไว้เท่าที่เค้าอยากจะให้ โดยที่ยังไม่ตัดเงิน แค่จอง พอถึงเวลาสิ้นสุดการระดมทุน ถ้าโครงการนี้ได้เงินครบตามที่ต้องการ หรือมากกว่า ระบบถึงจะตัดเงิน แต่ถ้าถึงเวลาที่กำหนดไว้แล้วโครงการยังได้เงินไม่ครบตามต้องการ ระบบก็จะไม่ตัดเงินออกจากบัตรเครดิต เท่ากับไม่มีใครได้ ไม่มีใครเสียอะไรเลยสักบาทเดียว“

 

ตอบข้อสงสัย “ถ้าระดมทุน แต่เจ้าของโปรเจคต์ไม่เอาเงินไปใช้ให้ถูกต้อง จะทำยังไง”

อ่านถึงตรงนี้หลาย ๆ คนอาจเกิดความสงสัยเช่นเดียวกันว่า แล้วถ้าเจ้าของโปรเจคต์ระดมทุนได้ครบแล้ว ได้เงินเรียบร้อย แต่ไม่ได้ไปทำตามที่ตกลงไว้ กลับเอาเงินไปใช้เล่นเป็นรายได้ส่วนตัว แบบนี้จะทำยังไง ซึ่งทางคุณโจ บอกเอาไว้ว่า

“เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทั่วโลกนะครับ การระดมทุนแบบนี้ไม่ใช่การขายของออนไลน์ มันเป็นการระดมทุนด้วยความเต็มใจ เพราะฉะนั้นมันมีโอกาสที่เราให้เงินเค้าไปแล้ว เค้าอาจจะไม่สามารถทำให้โปรเจคต์ประสบความสำเร็จก็ได้”

ถ้าเจ้าของโครงการไม่แสดงให้เห็นว่าโปรเจคต์ของตนนั้นมีโอกาสจะประสบความสำเร็จ ก็คงไม่มีใครอยากลงทุน หรือเอาเงินตัวเองเข้าไปเสี่ยง

 

ด้วยความใหม่ ทำให้อะไร ๆ นั้นยากขึ้น

“เจ้าของโครงการส่วนใหญ่มักจะคิดโปรเจ็คต์ขึ้นมา แต่ไม่ได้คิดถึงการตลาด หรือการประชาสัมพันธ์ หรือผู้สนับสนุนโครงการเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าทำแบบนี้แล้วจะได้อะไร ทำให้การให้ความรู้เป็นเรื่องที่ยากที่สุด”

แต่หลังจากที่มีคนเริ่มให้ความสนใจและเรียนรู้ทำความเข้าใจมากขึ้น ทำให้ตอนนี้ MEEFUND มีคนมาลงโปรเจ็คต์ร่วมระดมทุนเอาไว้แทบจะทุกอุตสาหกรรมเลยทีเดียว

“มีทั้งระดมทุนเพื่อจัดงานคอนเสิร์ต ระดมทุนเพื่องานแสดงภาพถ่าย ระดมทุนเพื่อจัดละครเวที ระดมทุนเพื่อทำโครงการ CSI ระดมทุนเพื่อทำคอร์สสอนหนังสือสำหรับเด็กเล็ก มีแทบทุกอย่างเลยครับ”

 

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ทำให้ Meefund โตไว และเป็นที่รู้จักของใครต่อใครในเวลาอันรวดเร็ว

การทำธุรกิจสตาร์ทอัพ เรื่องของความว่องไวในการเติบโตนับได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญหรือสิ่งที่ต้องใส่ใจเป็นอันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้ โดยทาง MEEFUND ก็มีกลยุทธ์ในการทำการตลาดเพื่อดึงผู้ระดมทุนหน้าใหม่ๆ ให้เข้ามาเป็นที่รู้จักและใช้บริการ โดยการโปรโมทผ่านหนังสือพิมพ์ วิทยุ ทีวี นิตยสาร แฟนเพจ บล็อก และเว็บไซต์ต่าง ๆ

“อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เราเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วก็เพราะ จริงๆ แล้วเจ้าของโครงการทุกคนที่เค้าเป็นคนระดมทุน เค้าก็ต้องไปช่วยโปรโมทเพื่อให้โครงการของตัวเองได้รับการสนับสนุน ซึ่งมันก็จะเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ให้กับทาง MEEFUND เช่นกัน”

 

คู่แข่งและอนาคตของ MEEFUND ที่น่าจับตามอง

ด้วยความที่สตาร์ทอัพในรูปแบบของ MEEFUND เป็นเรื่องที่ใหม่ต่อคนไทย ทำให้คู่แข่งยังมีไม่มาก

“เรามีคู่แข่งอยู่แค่รายสองรายเท่านั้น ตลาดยังค่อนข้างใหม่ คนจึงยังไม่ค่อยเข้าใจ ซึ่งในอนาคต เราก็คงทำงานของเราไปเรื่อยๆ สร้างโครงการที่น่าสนใจอย่างต่อเนื่อง ประชาสัมพันธ์ให้ทั้งคนสร้างโครงการ และคนสนับสนุนโครงการ เข้ามาใช้งาน MEEFUND ในการทำความฝันให้เป็นจริง”

ซึ่งก่อนจะจากกันไป ทางคุณโจ ได้ทิ้งท้ายไว้ให้รุ่นน้องสตาร์ทอัพทุกคนได้ตระหนักก่อนลงมือทำงานจริงด้วยว่า

“ไอเดียมันไม่ได้ยาก สำคัญที่สุดคือเราต้องเข้าใจว่าปัญหามันคืออะไร และเราต้องลงมือกับมันจริงๆ ถ้าเราไม่เข้าใจความต้องการของลูกค้า หรือสิ่งที่ตลาดต้องการจริงๆ ก็คงไม่สามารถประสบความสำเร็จได้”

1312 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น