ส่งออกครึ่งปีแรกฉลุย ลุยต่อครึ่งปีหลังฝ่าอุปสรรค ‘บาทแข็ง’ 

คงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจมีผลต่อการส่งออกไทย อาทิ นโยบายกีดกันทางการค้า ทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดและมาตรการ QE  ของประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ และผลกระทบจากปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทแข็งค่า

Highlight  :

  • การส่งออกไทยครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.) 2560 ขยายตัว 7.8% สูงสุดในรอบ 6 ปี  การนำเข้าขยายตัว 15% ไทยได้ดุลการค้า 6,971 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
  • ครึ่งปีแรกการส่งออกสินค้าเกษตรขยายตัว 13.1% สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 6.9% ตลาดส่วนใหญ่ขยายตัวทั้งหมด เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐ​ สหภาพยุโรป อาเซียน และจีน
  • จับตาปัจจัยเสี่ยงค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าคู่ค้าและคู่แข่งกระทบส่งออก สินค้าที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ เช่น สินค้าเกษตร สินค้าประมง แข่งขันลำบาก ผู้ส่งออกเอสเอ็มอียังใช้ประกันความเสี่ยงค่าเงินแค่ 20%

หลังจากกระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขการส่งออกไทยเดือนมิถุนายน 2560 มูลค่า 20,282  ล้านเหรียญสหรัฐ  ขยายตัว 11.7%   เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็นการขยายตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 18,365  ล้านเหรียญสหรัฐ  ขยายตัว 13.7%  เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ไทยมีการค้าเกินดุล 1,917  ล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าเป็นตัวเลขที่น่าดีใจ เพราะเป็นการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

 

ส่งผลให้การส่งออกไทยครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน) ปี 2560 ของไทยมูลค่า  113,546.8  ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 7.8% นับเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 ปี จากปี 2554  ส่วนการนำเข้ามูลค่า 106,576.3  ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งยังส่งผลให้ดุลการค้าในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ มีมูลค่า 6,971  ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ไทยเคยได้ดุลถึง 12,618.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นผลมาจากการนำเข้าสินค้ากลุ่มเชื้อเพลิงที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

 

เมื่อมองลึกลงไปในในรายละเอียด การส่งออกขยายตัว 7.8% เป็นผลมาจาการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรส่งออกได้ 17,002 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 13.1%  ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมภาพรวม มีมูลค่า 90,215 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 6.9%

@  เศรษฐกิจโลกดีหนุนตลาดส่งออกบวก

 

ปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจโลกดีขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกจึงทำให้ ตลาดส่งออกส่วนใหญ่ขยายตัวเป็นบวก โดยตลาดหลัก  ขยายตัว 7.5%  ประกอบด้วย ญี่ปุ่น ขยายตัว  8 %  สหรัฐ ขยายตัว  7.2%   สหภาพยุโรป  ขยายตัว 7.3 % ส่วนตลาดศักยภาพสูง ขยายตัว 14.3% สาเหตุจากตลาดจีน ขยายตัว 31.2% ตลาดอาเซียน (9) ขยายตัว 7.1%  ตลาด CLMV  ขยายตัว 13.5% เอเชียใต้  ขยายตัว  18%  เกาหลีใต้ ขยายตัว 24.2% ฮ่องกง ขยายตัว 9.4%  ส่วนตลาดศักยภาพรอง หดตัว 0.4 % จากตะวันออกกลาง ลดลง 8.5% ออสเตรเลีย ลดลง 1.2% แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าตลาดกลุ่มนี้มีรัสเซียที่ยอดส่งออกขยายตัวถึง 55.5%

 

@ ส่งออกทั้งปี’ 60 หลังยังบวก

 

 

‘ปรีดี ดาวฉาย’ ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกร. มองว่าการส่งออก ปี 2560 น่าจะขยายตัว 3.5-4.5% เนื่องจากการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรก ขยายตัวได้ดี 7.8% แรงส่งด้านปริมาณ หรือ คำสั่งซื้อจากคู่ค้ายังอยู่ในเกณฑ์ดี เศรษฐกิจโลกยังขยายตัว แต่ต้องติดตามผลจากนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีการประชุมของธนาคารกลางของประเทศต่างๆ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะมีผลต่อตลาดเงินและค่าบาทอย่างไร

 

ขณะที่นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ มองว่า การส่งออกทั้งปี 2560 จะขยายตัว 5% หากในช่วงครึ่งปีหลังส่งออกได้เฉลี่ย 18,768  ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน แต่มีโอกาสที่จะส่งออกขยายตัว 6% หากสามารถทำยอดส่งออกเฉลี่ย 19,127  ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือนขึ้นไป

 

ทิศทางการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มจะขยายตัวต่อเนื่องจากปัจจัยจากสถานการณ์เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าดีขึ้น  ขณะที่ราคาน้ำมันคาดว่าจะเฉลี่ยที่ 50  เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเพิ่มขึ้นจากราคาเฉลี่ยขณะที่ 47 เหรียญสหรัฐฯ

 

 

แต่ยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจมีผลต่อการส่งออกไทย อาทิ นโยบายกีดกันทางการค้า ทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดและมาตรการ QE  ของประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ และผลกระทบจากปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทแข็งค่า

 

@ ‘ค่าบาท’ ปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลัง

 

โดยจะเห็นว่าสถานการณ์การแข็งค่าของเงินบาทสร้างความกังวลใจให้กับผู้ส่งออก และผู้ดูแลอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย จนได้ออกมาเตือนผู้ประกอบการให้ซื้อประกันความเสี่ยง โดยนับตั้งแต่ต้นปีค่าเงินบาทอยู่ที่ 35.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ล่าสุดอยู่ที่ 33.25 บาท (เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม)

 

ทั้งนี้ ภาคเอกชนที่เป็นผู้ส่งออกโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ถือว่าน่าห่วงมากที่สุด เพราะตามข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า เอสเอ็มอีไทยที่เป็นผู้ส่งออกมีการทำสัญญาล่วงหน้า 74% ถือว่าน้อยมากหากเทียบกับผู้ส่งออกขนาดกลางที่มีการทำสัญญาล่วงหน้า 62% และผู้ส่งออกขนาดใหญ่ที่มีการทำสัญญาล่วงหน้า 55% ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนยังมีโอกาสจะปรับแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ

 

‘บัณฑูร วงศ์สีลโชติ’ รองประธานคณะกรรมการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตว่า ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่ากว่าทุกประเทศคู่ค้าสำคัญนับเป็นเวลา 1 ปีเต็ม (ตามกราฟฟิค) หมายถึงสินค้าไทยที่จะไปขายแพงขึ้นกว่าประเทศเหล่านั้น ส่งผลให้แข่งขันได้ลำบาก เช่น เทียบกับคู่ค่าหลักอย่างจีน ที่มีการค้าขายกันอยู่มาก จะเห็นว่าค่าบาทแข็งกว่าเงินหยวน 6.28% ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง ไทยส่งออกสินค้าไปขายให้จีนแพงขึ้น

 

 

ทั้งนี้ เปรียบเทียบเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ เช่น สินค้าเกษตร อาหารทะเล จะได้รับผลกระทบเต็มๆ เนื่องจากต้องขายแพงขึ้น แต่ถ้าเป็นสินค้าส่งออกที่ใช้วัตถุดิบนำเข้ามาประกอบเป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูป เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า  ซึ่งผมมองว่าแม้ว่าการส่งออกจะขยายตัวมากขึ้นแต่หากไม่แก้ไขปัญหานี้จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกลดลง

เป็นที่น่าสังเกตว่าค่าบาทไทยแข็งค่ามากกว่าหากเทียบกับภูมิภาค ประกอบกับเงินเฟ้อของไทยติดลบเมื่อเดือน 5 ติดลบ 0.4% และเดือน 6 ติดลบ 0.5% ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้นักลงทุนประเมินว่าท้ายที่สุดธนาคารแห่งประเทศไทยต้องลดอัตราดอกเบี้ยแน่นอน ดังนั้น จึงจะเห็นว่ามีเงินไหลเข้ามาลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้เพื่อหวังกำไรสูงมาก หากอัตราดอกเบี้ยปรับลดลง นี่คือสาเหตุที่ทำให้เงินทุนไหลเข้าตลาดตราสารหนี้และตลาดพันธบัตรสูงมาก ซึ่งไม่ได้สร้างผลดีต่อจีดีพีของประเทศ หากไม่ทำอะไรแล้วปล่อยให้บาทแข็งไปเรื่อยๆ ความสามารถในการแข่งขันของไทยในการส่งออกจะต่ำลงไปในระยะยาว

Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333

 

 

 

 

1272 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น