เจาะลึกประวัติ Priceza ธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย จนขยายวงกว้างสู่ Southeast Asia

Priceza เค้าทำอะไร ทำไมถึงมีผู้ใช้งานเยอะแยะมากมายขนาดนั้น ซึ่งวันนี้แหละครับที่เราจะพาไปเจาะลึกถึงจุดเริ่มต้นของบริษัทที่หลุดพ้นคำว่า Startup

วันนี้เราอยู่กับคุณธนาวัฒน์ มาลาบุปผา CEO และ Co-Founder บริษัท Priceza ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2010 มีผู้ใช้บริการทั้งหมดอยู่ใน 6 ประเทศ ได้แก่ประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย   ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม ซึ่งผู้ใช้งานต่อเดือนทั้งหมดรวมกันแล้วมากกว่า 14 ล้านคนต่อเดือน และมีสินค้าอยู่ในแพลตฟอร์มทั้งหมด 6 ประเทศมากกว่า 100 ล้านรายการ

อ่านมาจนถึงตรงนี้ อาจมีบางคนสงสัยว่า แล้ว Priceza เค้าทำอะไร ทำไมถึงมีผู้ใช้งานเยอะแยะมากมายขนาดนั้น ซึ่งวันนี้แหละครับที่เราจะพาไปเจาะลึกถึงจุดเริ่มต้นของบริษัทที่หลุดพ้นคำว่า Startup ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไปดูกันดีกว่าว่าเค้าเริ่มต้นยังไง ต้องผ่านอะไรมาบ้าง และอะไรที่ทำให้เค้ามาได้ไกลถึงจุดนี้ เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับทุกคนที่ต้องการทำ Startup นั่นเอง

 

Priceza ตัวช่วยเปรียบเทียบราคาอันดับหนึ่งในประเทศไทย

เพื่อนๆ บางคนก็คงรู้จักกับ Priceza กันแล้ว แต่บางคนก็อาจจะยังไม่มั่นใจว่า Priceza คืออะไร ซึ่ง Priceza ก็คือเครื่องมือค้นหาสินค้าและเปรียบเทียบราคา เช่นเวลาเราอยากจะซื้อสินค้าสักอย่างแล้วอยากจะรู้ว่าได้ราคาดีที่สุดหรือยัง ก็เข้าไปที่ Priceza ซึ่งใน Priceza จะมีสินค้าแทบทุกชิ้นให้เพื่อนๆ ได้ลองเข้าไปเปรียบเทียบราคาดูว่า ปกติแล้วราคากลางของสินค้าชิ้นนี้อยู่ที่เท่าไหร่

“ตอนนั้น 8 ปีก่อนยังไม่มีคำว่าสตาร์ทอัพเลยด้วยซ้ำ เราใช้เงินทุนตัวเอง เน้นการทำเว็บไซต์หารายได้เข้าบริษัท ทำยังไงก็ได้ให้บริษัทมีกำไร ช่วงแรกเราเติบโตได้ช้า เพราะไม่มี VC (Venture Capital) ให้เงินทุน ซึ่งตรงนี้ก็เป็นอุปสรรคอยู่บ้างนิดหน่อย ทำยังไงให้คนรู้จักเว็บไซต์เปรียบเทียบราคา เราเป็นเว็บใหม่ ไม่มีใครรู้จัก สมัยนั้นอีคอมเมิร์ซยังไม่ค่อยรู้จักกันเลย โมเดลเราเลยใหม่มาก จนหลายคนก็คิดว่าเราเป็นเว็บไซต์ขายของ ซึ่งไม่ใช่ แต่เรามีหน้าที่ช่วยคุณค้นหาและเปรียบเทียบ”

 

จุดเริ่มต้นของ Priceza บริษัทยักษ์ใหญ่ ฝีมือคนไทย ที่ทุกคนรู้จักกันดี

กว่าที่จะยิ่งใหญ่ถึงขั้นนี้ได้ คุณธนาวัฒน์ ก็เริ่มต้นธุรกิจจากความชอบส่วนตัวเหมือนอย่างสตาร์ทอัพทุกวันนี้นี่แหละครับ เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยมัธยมที่คอมพิวเตอร์เพิ่งเข้ามาในประเทศไทยช่วงแรกๆ ก็เริ่มทำการศึกษามาตั้งแต่สมัยนั้น ด้วยความที่เป็นเด็กชอบรื้อคอมพิวเตอร์เล่น ดูชิ้นส่วน อะไหล่ต่างๆ ทำให้เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร มีความรู้มากกว่าเด็กทั่วไป

“ผมชอบไปเที่ยวพันทิพ ชอบไปเดินเลือกซื้อคอมพ์ ประกอบคอมพ์เอง เราเริ่มต้นจากตรงนั้นจนเชี่ยวชาญ ทีนี้เพื่อนๆ ก็มาปรึกษา อยากซื้อคอมพ์ อยากซื้อปรินเตอร์ จะซื้อตัวไหน ยังไงดี เลือกแบบไหน ตัวไหนคุ้มสุด เรารู้สึกว่าเราชอบที่ได้แนะนำเค้า รู้สึกดี อยากช่วยให้เค้าเลือกสินค้าได้ตรงใจ ซื้อสินค้าได้ในราคาดีที่สุด จากความชอบ บวกกับมีเพื่อนส่งเว็บไซต์มาให้ดูจากต่างประเทศว่า เป็นเว็บไซต์เปรียบเทียบราคา ซึ่งมันใหม่มากในยุคนั้น และโดยส่วนตัวที่เราเองก็ชอบแนะนำสินค้าต่างๆ อยู่แล้ว ทำให้เรารู้สึกว่ามันต่อยอดการทำธุรกิจของเราได้”

 

จากจุดเล็กๆ สู่บริษัทแนวหน้าของประเทศด้วยเทคนิคการตลาดออนไลน์

ช่วงแรก คุณธนาวัฒน์ ก็ไม่ได้มีเงินทุนอะไรมากมาย เพราะฉะนั้นการเติบโตจึงเป็นไปอย่างธรรมชาติ ค่อยเป็นค่อยไปแบบที่ไม่ต้องใช้เงินอะไรมาก

“ตอนแรกเราพยายามทำให้เนื้อหาของเว็บไซต์เราแตกต่าง เช่น ถ้าจะเปรียบเทียบโน้ตบุ๊กสักรุ่นหนึ่งมีเจ้าไหนขายบ้าง คอนเทนต์แบบนี้มันแตกต่าง มีเอกลักษณ์ เลยทำให้ติด SEO ได้ดี ทำให้มีคนเข้ามาในเว็บไซต์เราเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนมีการเติบโตถึงทุกวันนี้”

เห็นไหมครับ ว่าการตลาดออนไลน์ที่แท้จริงนั้นไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากเหมือนอย่างทุกวันนี้เลย ขอแค่คอนเทนต์เราโดนใจ และตรงกับที่คนต้องการ ก็สามารถขึ้นเป็นอันดับหนึ่งแห่งวงการได้อย่างไม่ยากเย็น ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ทาง Priceza ก็ยังคงทำคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ควบคู่กับการทำการตลาดออนไลน์ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

 

โฟกัสที่กลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่คู่แข่ง สิ่งสำคัญที่คนทำธุรกิจมักลืม

หลายคนเมื่อเริ่มทำธุรกิจมาได้สักระยะก็จะเจอคู่แข่งหน้าใหม่ๆ เข้ามาแย่งส่วนแบ่งในตลาดไป ทำให้พยายามออกโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อตัดราคาคู่แข่งสุดท้ายก็กลายเป็นทำกำไรให้กับตัวเองไม่ได้เลย ซึ่ง Priceza มองเรื่องของการทำธุรกิจแตกต่างไปจากนี้มาก

“เราไม่ได้มองคู่แข่งเป็นหลักนะ เรามองว่าผู้ใช้งานของเราต้องการอะไร แล้วเราให้บริการที่ตอบโจทย์เค้าได้ดีพอหรือยัง ถ้ายังไม่ดีพอจะต้องปรับปรุงยังไงให้บริการได้ดีขึ้น ซึ่งตอนนี้เราก็เป็นเจ้าใหญ่ที่สุดในตลาดแล้ว และครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 80% ซึ่งในอนาคตเราจะพัฒนาให้การเปรียบเทียบราคาของเราคลอบคลุมสินค้ามากขึ้น ไปสู่สินค้ากลุ่มการเงินต่างๆ ซึ่งมีเยอะมากมาย ทั้งประกันต่างๆ สินเชื่อบัตรเครดิต ประกันชีวิต เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการตัดสินใจซื้อสินค้าต่างๆ ได้อย่างดี”

 

คำแนะนำจากรุ่นพี่ที่ผ่านการทำธุรกิจมานานกว่า 8 ปี

อยากให้ตัดสินใจให้แน่นอนว่ารักและอยากเป็นสตาร์ทอัพจริงรึเปล่า เพราะมันไม่ได้เหมาะกับทุกคน ถ้าทุกคนทำสตาร์ทอัพกันหมดก็เท่ากับทุกคนเป็นเจ้าของกิจการทั้งหมด คุณรักในสิ่งที่คุณจะทำรึเปล่า อันนี้คือสิ่งที่ต้องตอบให้ได้ ถ้าคุณรักมันจริงๆ ก็มาลงมือกัน

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของทีม การทำสตาร์ทอัพต้องใช้ทักษะหลากหลายด้าน ทั้งการตลาด ทั้งโปรแกรมมิ่ง คุณมีทักษะตรงนี้หรือไม่ ถ้ายังไม่มีก็ต้องหาทีมงานมาเพิ่ม ถ้าทำเองคนเดียวไม่ได้ก็ต้องมีทีม

และเรื่องสุดท้ายคือเรื่องของการลงมือทำ การทำสตาร์ทอัพคือเรื่องของการลงมือทำล้วนๆ ถ้ามีไอเดียอะไรที่คิดว่าจะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ให้เข้าไปคุยกับลูกค้าจริงๆ ว่าเค้าอยากใช้ไหม ไม่ใช่คิดเอง หลังจากได้คำตอบแล้วให้รีบทำออกมาสู่ตลาดโดยเร็ว เพื่อเช็คความต้องการว่ามันตรงกับที่ลูกค้าต้องการไหม ถ้าไม่ตรงก็ต้องพัฒนากันต่อไปจนมันตอบโจทย์ได้ในที่สุด”

8282 Total Views 4 Views Today
แสดงความคิดเห็น