ลงทุน 6 ประเทศอาเซียน ขยายตลาดหนุนสร้างนวัตกรรมตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0

ผลดีจากการขยายการลงทุนออกไปในอาเซียน ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานและการขาดแคนวัตถุดิบเท่านั้น แต่การลงทุนในอาเซียนยังจะช่วยให้ไทยสามารถขยายตลาดให้มีขนาดใหญ่ขึ้น

Highlight :

  • สมาชิกอาเซียน 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการส่งเสริมให้เกิดการลงทุน เพื่อขยายตลาด แก้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและแรงงานทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบการไทยได้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐและสหภาพแรงงานยุโรป
  • สำนักงานบีโอไอเตรียมเปิดสำนักงานประจำเมืองฮานอยประเทศเวียดนามในปี 2561 และมีการส่งเสริมให้ขยายไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนอื่น เช่น อินโดนีเซีย และสนับสนุนให้มีหน่วยงานบีโอไอเคลื่อนที่ในประเทศเมียนมา เพราะเป็นประเทศน้องใหม่ที่นักลงทุนไทยให้ความสนใจในการลงทุน
  • อินโดนีเซีย ถือเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจสำหรับนักธุรกิจที่ต้องการขยายตลาดเพราะมีประชากรจำนวนมากที่สุดในอาเซียนและมีกำลังซื้อที่มีแนวโน้มจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้า

เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งมุ่งเน้นพัฒนานวัตกรรม เพื่อผลิตสินค้าสร้างมูลค่าเพิ่มในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

แต่การจะลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าใดนั้น จำเป็นต้องเน้นส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มสินค้าที่มี ‘ตลาด’รองรับชัดเจน เพื่อให้การลงทุนเกิดผลที่ ‘คุ้มค่า’ ดังนั้น ทางออกที่สำคัญภาคเอกชนจึงได้มุ่งออกไปขยายตลาดในกลุ่มเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศสมาชิกอาเซียนซึ่งมีการ รวมกลุ่มประชาคมอาเซียนเมื่อปี 2015 ส่งผลให้เกิดการรวมตลาด การสร้างฐานการผลิตร่วมกัน การเคลื่อนย้ายแรงงาน บุคลากร และทุนอย่างเสรี

คุณสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์  ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยถึงผลการศึกษาที่ได้ดำเนินการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ว่าการลงทุนในอาเซียนมีโอกาสมาก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย

ผลดีจากการขยายการลงทุนออกไปในอาเซียน ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานและการขาดแคนวัตถุดิบเท่านั้น แต่การลงทุนในอาเซียนยังจะช่วยให้ไทยสามารถขยายตลาดให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพราะ 6 ประเทศนี้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงและมีกำลังซื้อสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีก 5 ปีข้างหน้า ส่งผลให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนพัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในอนาคต

นอกจากนี้ เอกชนไทยยังสามารถใช้อาเซียนเป็นฐานการผลิตเพื่อได้สิทธิที่ประโยชน์ด้านภาษีในการส่งออกไปยัง ประเทศสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปที่ยังคงให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีศุลกากร (GSP) กับประเทศเหล่านี้

ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า “อินโดนีเซีย” มีความเหมาะสมที่จะเป็นตลาดของผู้ประกอบการไทยเพราะเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในอาเซียน โดยกลุ่มสินค้าที่มีโอกาสเข้าไปลงทุนคือ ชิ้นส่วนยานยนต์ เพราะอินโดนีเซียยังผลิตได้ต่ำกว่ามาตรฐานสากล

สำหรับสิทธิประโยชน์ในการลงทุนในอินโดนีเซีย ได้แก่ ลดหย่อนภาษีรายได้นิติบุคคล 30% ใน 6 ปี และยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรหรือวัตถุดิบ 2 ปี แต่อย่างไรก็ตามในการลงทุนในประเทศนี้ยังต้องมีการประเมินถึงแนวทางในการลดต้นทุนโลจิสติกส์ ซึ่งใช้ในการขนส่งสินค้าข้ามไปยังเกาะต่างๆ คิดเป็นสัดส่วนที่สูงมาก นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของการออกกฎระเบียบมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ที่มากเป็นอันดับต้นๆ ในอาเซียน แม้ว่าจะมีการยกเลิกมาตรการไปบ้างแล้วก็ตาม

ส่วน “ฟิลิปปินส์” ซึ่งมีลักษณะภูมิศาสตร์แบ่งเป็นสามหมู่เกาะ คือ เกาะลูซอน, เกาะวิซายัส, เกาะมินดาเนา หากสนใจจะขายสินค้าในเกาะใดเกาะหนึ่ง ควรตั้งโรงงานในเกาะนั้นเลย เนื่องจากค่าโลจิสติกส์สูง ส่วนธุรกิจที่มีความน่าสนใจในการลงทุนคือธุรกิจท่องเที่ยวเพราะฟิลิปปินส์เป็นประเทศเดียวที่มีเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านท่องเที่ยว ซึ่งจะให้สิทธิพิเศษในการลงทุนโดยการยกเว้นภาษีเงินได้ 6 ปี

ขณะที่อีก 4 ประเทศซึ่งเราเรียกว่า (CLMV) ถึงแม้ว่าจะเป็นกลุ่มประเทศอาเซียนใหม่แต่ก็ถือว่ามีความน่าสนใจในด้านการลงทุนเป็นอย่างมาก

เริ่มจาก“กัมพูชา” ถือเป็นประเทศที่รัฐบาลเปิดเสรีให้นักธุรกิจต่างชาติมากที่สุด ไม่มีกิจการที่ห้ามนักลงทุนต่างชาติลงทุน แต่ยังจำกัดการถือครองที่ดิน ถือว่าเอื้อสำหรับการเป็นฐานผลิตเพื่อการส่งออก นักลงทุนไทยที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชาให้ความสนใจในการตั้งโรงงานในเมือง ปอยเปต เกาะกง พนมเปญ หรือสีหนุวิลล์ เนื่องจากความสามารถเข้าถึงไฟฟ้ามีมากกว่าพื้นที่อื่น อย่างไรก็ตาม กัมพูชามีข้อจำกัดในเรื่องของปัญหาคอร์รัปชั่นค่อนข้างสูงและมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแทบทุกปี

ส่วน “ลาว” มีความโดดเด่นในธุรกิจแปรรูปสินค้าเกษตร ส่วนรูปแบบในการลงทุนผู้ประกอบการควรร่วมทุนกับคนท้องถิ่น เนื่องจากอิทธิพลนักธุรกิจท้องถิ่นยังมีสูง สำหรับสิทธิประโยชน์หากลงทุนในพื้นที่ทุรกันดารจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ 15 ปี  แต่หากลงทุน ในพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมจะได้รับการยกเว้นภาษี 7 ปี

ประเทศน้องใหม่อย่าง“เมียนมา” ปัจจุบันได้เปิดกว้างในด้านการส่งเสริมการลงทุนมากขึ้น โดยรัฐบาลอนุญาตให้ต่างชาติทำการค้าโดยไม่มีข้อจำกัด ใน 5 ธุรกิจ ได้แก่ ปุ๋ย เมล็ดพืช ยาฆ่าแมลง อุปกรณ์การแพทย์ และวัสดุก่อสร้าง

อีกทั้งมีแผนการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษเพิ่ม 7 เขต เพิ่มโอกาสธุรกิจเทรดดิ้งและค้าปลีกเปิดให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 35% ผ่อนปรนให้ธุรกิจต่ำกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม่ต้องขออนุญาตลงทุน พร้อมปรับสิทธิลดภาษีนิติบุคคล 3-7 ปี อย่างไรก็ตามนักลงทุนที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศนี้ควร ต้องมีพันธมิตรทางการค้า และระวังต้นทุนค่าเช่าที่ดินปรับตัวสูงขึ้นมาก เช่นเมื่อ 10 ปีก่อนค่าเช่าที่ดินในย่างกุ้งไร่ละ 1,000 เหรียญสหรัฐ/เดือน ปัจจุบันปรับเพิ่มเป็น 16,000 เหรียญสหรัฐ/เดือน

และสุดท้าย“เวียดนาม” ซึ่งจะเรียกว่าเป็นประเทศที่มีเสน่ห์มากที่สุดในการลงทุนขนาดนี้เพราะมีความได้เปรียบจากการเจรจาจัดทำความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) แบบทวิภาคีกับสหภาพยุโรปซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ทั้งยังมีการสนับสนุนนักลงทุนต่างชาติโดยให้สิทธิประโยชน์ ต่างๆ มากมาย เช่น ยกเว้นใบอนุญาตทำงาน ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่ทำงานในเวียดนามน้อยกว่า 30 วัน/ครั้ง และวันทำงานรวมน้อยกว่า 90 วัน/ปี แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทย ที่สนใจจะไปลงทุนในเวียดนามควรถือหุ้น 100% เนื่องจากมีปัญหาคอร์รัปชั่น และต้นทุนแฝงสูงหากร่วมหุ้นกับทุนส่วนท้องถิ่น

ในด้านบทบาทของการส่งเสริมการลงทุนในอาเซียน  คุณหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้ประกอบการออกไปลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดอาเซียน โดยขณะนี้ได้อนุมัติให้มีการจัดตั้งสำนักงานบีโอไอที่เมืองฮานอย ประเทศเวียดนามคาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการได้ในปีหน้า และในอินโดนีเซีย ส่วนเมียนมาซึ่งเป็นประเทศที่นักลงทุนไทยเริ่มให้ความสนใจที่จะเข้าไปลงทุนมากขึ้นทางบีโอไอได้จัดให้บริการหน่วยส่งเสริมการลงทุนแบบเคลื่อนที่ (BOI Mobile Unit) ไว้ให้บริการ

นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา BOI ได้เปิดอบรมหลักสูตร “สร้างนักลงทุนไทยในต่างประเทศ” มาแล้ว 11 รุ่น   มีนักลงทุนผ่านการอบรมกว่า 400 ราย ปัจจุบันมีผู้ประกอบการไปลงทุนในต่างประเทศแล้วจำนวน 89 ราย และมีแนวโน้มที่ผู้ประกอบการสนใจในการขยายการลงทุนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน  9 สาขาใน 10 ประเทศ เพื่อให้บริการท่าน

 สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล: AECconnect@bbl.co.th สายด่วน 1333

1283 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น