Commerzy ช่วยให้ชีวิตคนทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ “ง่ายขึ้น”

ทุกช่องทางความสำเร็จย่อมมีการแข่งขันรออยู่ Commerzy ก็เช่นกัน หลังจากเปิดให้บริการมาได้ 1 ปี การเป็นเจ้าเดียวในตลาดก็หายไป กลับกลายเป็นมีคู่แข่งหน้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมา

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เป็นเทรนด์ที่มาแรงมาก ดูเป็นงานที่ง่ายดาย ใครจะทำก็ได้ แต่สำหรับคนที่เริ่มต้นจากธุรกิจออฟไลน์ และอยากผันตัวมาสู่ออนไลน์ควบคู่กันไป ถึงแม้จะทำให้ได้รับลูกค้าใหม่ๆ แต่ก็ต้องแลกกับการปวดหัวเพราะความงงของการรับออร์เดอร์สองทางนั่นเอง ซึ่งแน่นอนครับว่ายังมีเพื่อนๆ  อีกหลายคนที่ยังคงต้องจมอยู่กับปัญหานี้ วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับสตาร์ทอัพที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตคนที่ต้องการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซให้ง่ายขึ้น จะขายของออฟไลน์ หรือออนไลน์ ก็สบายทั้งสองช่องทาง ถ้ารู้จักกับ Commerzy พระเอกของวันนี้นั่นเอง

Commerzy ตัวช่วยของคนทำธุรกิจออฟไลน์ ที่ฝันไกลอยากไปถึงออนไลน์

Commerzy เป็นระบบบริหารจัดการร้านค้า ที่สามารถบริหารได้ทั้งหน้าร้าน (ออฟไลน์) และออนไลน์ ไม่ว่าจะโซเชียลมีเดีย หรือเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ซึ่งจะช่วยจัดการให้การขายทั้ง 2 ด้านให้เชื่อมโยงกัน โดยคุณเวชอมร จรูญผลฐิติ ได้บอกเล่าเรื่องราวของ Commerzy ไว้ว่า

“ตอนนี้เราสามารถเชื่อมต่อกับแชทเฟซบุ๊กได้แล้ว ทำให้การขายของออนไลน์ง่ายขึ้น และมีการช่วยให้ลูกค้าขายของผ่านตัวแทนจำหน่ายได้ มีตัวช่วยในการดรอปชิปต่างๆ มีเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซให้ ทำให้ลูกค้าสามารถขายของได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ในระบบการจัดการเดียว”

คุณเวชอมร จรูญผลฐิติ เจ้าของธุรกิจ Commerzy

จุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ ของธุรกิจ Commerzy

ผมกับแฟนเคยขายของมาก่อน เราเคยเจอการ Disruption การขายของออนไลน์เข้ามา ทำให้การขายแค่ออฟไลน์เป็นไปไม่ได้ การจัดการทั้งหน้าร้านและ ออนไลน์ไปพร้อมๆ กันมันยากมาก ผมจึงลงมือทำขึ้นมาเองเลย

“หลังจากเราทำขึ้นมาเองแล้ว ก็มีคนรู้จักอยากได้บ้าง เค้าก็ติดต่อขอซื้อระบบจากเราไป จากตรงนั้นเราเลยมองเห็นว่ามันสามารถสร้างคุณค่าได้ เราเห็นตลาดว่ามันสามารถแก้ปัญหาให้กับทุกคนได้จริง และยังไม่มีใครทำระบบนี้ขึ้นมา บวกกับโอกาสตอนนี้สตาร์ทอัพและอีคอมเมิร์ซนั้นเยอะมาก ทำให้ Commerzy เป็นสตาร์ทอัพที่เราคิดว่าน่าจะไปรอด”

ครองใจลูกค้า ด้วยการป้อนคอนเทนต์ที่มีประโยชน์

หลังจากเปิดให้บริการมากว่า 1 ปีทำให้ Commerzy มีผู้ใช้บริการกว่า 300 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ช่วงแรก ๆ เราไม่ได้โฟกัสคนที่ขายออนไลน์ 100% เราอยากช่วยให้คนที่ขายออฟไลน์สามารถย้ายมาขายออนไลน์ได้ ซึ่งคนพวกนี้ต้องอาศัยการชี้นำเยอะ เพราะเค้าจะไม่ถนัดในเรื่องออนไลน์เลย ซึ่งเราต้องลงไปแก้ปัญหาให้เค้าอยู่ตลอดเวลา เราเลือกงานยาก”

ส่วนกลยุทธ์การดึงลูกค้าให้เข้ามาเป็นที่รู้จักของ Commerzy นั้นก็ไม่ใช่กลยุทธ์ดาษดื่นทั่วไปอย่างการซื้อโฆษณาเฟซบุ๊ก แต่เป็นการทำคอนเทนต์ให้ความรู้ เพื่อจูงใจให้ลูกค้ามาใช้บริการ

“เราทำคอนเทนต์ที่มีคุณค่า ให้ความรู้ต่างๆ ทำให้คนที่มีความสนใจในการทำอีคอมเมิร์ซเข้ามามีส่วนร่วมกับเรา ให้เค้ารู้สึกว่าเรามีประโยชน์ และอยากเข้ามาใช้บริการกับเรา”

Commerzy ทิ้งห่างคู่แข่ง ด้วยการพัฒนานำหน้าไป 1 ก้าวอยู่เสมอ

แต่ทุกช่องทางความสำเร็จย่อมมีการแข่งขันรออยู่ Commerzy ก็เช่นกัน หลังจากเปิดให้บริการมาได้ 1 ปี การเป็นเจ้าเดียวในตลาดก็หายไป กลับกลายเป็นมีคู่แข่งหน้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมา ซึ่งเป็นเรื่องปกติในการทำธุรกิจ

“ทุกคนที่ทำระบบแบบเรา เค้าพยายามจะสร้างธุรกิจของเค้าให้เป็น Omni Channel หรือก็คือการบริหารทั้งแบบออฟไลน์และแบบออนไลน์ไปพร้อมๆ กัน คู่แข่งบางคนเริ่มต้นจากโซเชียลคอมเมิร์ซ เค้าก็จะได้รับความต้องการของลูกค้าจนเค้าพัฒนาขึ้นเป็น Omni Channel ได้ และส่วนตัวผมเองก็ค่อนข้างจะเกิดขึ้นมาเพื่อรองรับตรงนี้แต่แรกอยู่แล้ว เราก็เลยเหมือนนำหน้าเค้าอยู่หนึ่งก้าว และเราก็เพิ่มฟีเจอร์หนีคนเหล่านี้อยู่เรื่อยๆ ตลอดเวลา ทำให้เราไม่ต้องกลัวเรื่องการมีคู่แข่ง”

 

สิ่งที่ Commerzy จะพัฒนาต่อไป เพื่อช่วยให้อีคอมเมิร์ซไทยเติบโตยิ่งขึ้น

หลังจากพูดคุยและเข้าใจถึงแนวคิดรวมทั้งเคล็ดลับการทำธุรกิจฉบับ Commerzy กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาถามไถ่ถึงก้าวต่อไปที่ Commerzy กำลังจะมุ่งไปต่อ

“ตอนนี้แต่ละร้านจะเอาระบบของเราไปใช้ และบริหารภายใต้ร้านค้าของตัวเอง แต่มันคงจะดีกว่าถ้าเรามีมาร์เก็ตเพลส สำหรับขายตรงๆ เพื่อให้คนเข้าไปหาสินค้าได้ง่าย เราจึงจะทำเป็นแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสขึ้นมา แล้วใช้แชทบอท ช่วยในการขายทางโซเชียล เรากำลังดูว่ามันเป็นไปได้ไหมที่จะให้ AI เรียนรู้ประโยคภาษาไทยที่ซับซ้อน เพื่อลดหน้าที่การจ้างแอดมินมาตอบอินบ็อกซ์”

 

คำแนะนำสำหรับคนที่อยากทำสตาร์ทอัพ จากรุ่นพี่อย่าง Commerzy

“การทำสตาร์ทอัพบางคนเริ่มจากคนทำธุรกิจ บางคนเริ่มจากการเป็นนักพัฒนา ซึ่งทั้งคู่ต้องหากันให้เจอ แมทช์กันเองให้ได้ เพราะมันมีปัญหาอย่างหนึ่งคือ คนที่เป็นนักพัฒนาจะมีไอเดีย แต่บ่อยครั้งที่มันไม่ได้เป็นสิ่งที่มีคนต้องการจริง พอลงมือทำไปแล้วก็เป็นไอเดียที่นักลงทุนเค้าไม่ซื้อ สตาร์ทอัพนั้นๆ ก็จะหลงทาง และ Fail ไป ดังนั้นถ้ามีไอเดียควรปรึกษาและขอคำแนะนำจากคนที่เคยทำธุรกิจมาก่อน ไอเดียมันจะสามารถแก้ปัญหาจริงได้มากขึ้น และเวลาไปพิทชิ่งกับนักลงทุน เค้าก็จะมองเห็นคุณค่า และรู้ว่ามันทำกำไรได้ เกิดขึ้นจริงได้”

 

 

777 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น