4 ข้อคิดที่ทำให้สตาร์ทอัพประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

รวม 4 ข้อคิดในการเริ่มทำสตาร์ทอัพให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นข้อคิดที่เรียบง่าย ใช้ได้จริง แต่ใครหลายคน (อาจ) ไม่เคยรู้

Highlight:

  • สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจคือการหาลูกค้า ไม่ใช่สร้างสินค้า
  • ลูกค้าจะซื้อสินค้าเพราะผลิตภัณฑ์นั้นมอบวิธีแก้ปัญหาให้พวกเขาได้
  • ควรรวบรวมข้อมูลก่อนทำธุรกิจ
  • การรวบรวมข้อมูลจะสามารถลดความเสี่ยง และเพิ่มความโชคดีให้กับธุรกิจที่ทำได้

อย่างที่เราทุกคนรู้กันดีว่าในสมัยนี้มีคนสนใจทำธุรกิจสตาร์ทอัพจำนวนมาก และแน่นอนหนังสือที่เกี่ยวกับข้องกับการทำสตาร์ทอัพก็มีให้เรามาอ่านกันอย่างมากมายเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามหนังสือพวกนั้นส่วนใหญ่จะอธิบายถึง “วิธีการ” ผิดกับหนังสือ All in Startup ที่เขียนโดย Diana Kander เพราะในเล่มนี้จะอธิบายว่า “ทำไม” คนทำสตาร์ทอัพถึงต้องเลือกใช้วิธีการต่างๆ ผ่านข้อคิดพื้นฐาน 4 ข้อ ดังนี้

  1. สิ่งสำคัญคือการหาลูกค้า ไม่ใช่สร้างสินค้า

ความล้มเหลวของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเพราะพวกเขาไม่สามารถสร้างสินค้าได้ แต่เป็นเพราะว่าพวกเขาไม่สามารถหาลูกค้ามาซื้อผลิตภัณฑ์ที่เขาสร้างได้ตางหาก ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักจะมีขั้นตอนในการทำงานแบบผิดๆ ดังนี้

คิดไอเดีย -> เปลี่ยนไอเดียเป็นสินค้า -> สร้างแบรนด์ -> หาลูกค้า

แต่ปัญหาก็คือ เมื่อพวกเขาไม่สามารถหาลูกค้าได้ในขั้นตอนสุดท้าย สินค้าที่ทำมาตั้งแต่ต้นก็ไม่สามารถขายได้ และแน่นอนเมื่อสินค้าขายไม่ออก บริษัทก็ไม่มีกำไร ทำให้พวกเขาต้องย้อนกลับมาที่ขั้นตอนแรก นั่นคือ การคิดไอเดียใหม่ และถ้าสินค้านั้นไม่มีคนซื้ออีก ก็จะวนลูปซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นี่คือวิธีแก้ปัญหา!

คิดไอเดีย -> หาลูกค้า -> เปลี่ยนไอเดียเป็นสินค้า -> สร้างแบรนด์

ทันทีที่มีสุดยอดไอเดีย สิ่งที่ควรทำในขั้นตอนต่อไปก็คือการหาลูกค้ามากกว่าการสร้างผลิตภัณฑ์ เพราะการตรงไปหาลูกค้าจะทำให้รู้ข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นว่าพวกเขาต้องการอะไร และความต้องการของพวกเขานั้นคุ้มค่าในการสร้างเป็นผลิตภัณฑ์หรือไม่ นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องการันตีได้อีกด้วยว่าสินค้าดังกล่าวจะมีฐานลูกค้ารองรับเมื่อผลิตออกมาจำหน่าย

  1. ลูกค้าไม่ได้ซื้อผลิตภัณฑ์ แต่ซื้อวิธีแก้ปัญหาที่ผลิตภัณฑ์นั้นมอบให้

ลูกค้าจะซื้อผงซักฟอกเพราะเสื้อผ้าของพวกเขามีคราบสกปรก พวกเขาต้องการวิธีแก้ปัญหาที่ผลิตภัณฑ์นั้นมอบให้ โดยไม่สนใจเลยว่าในบรรจุภัณฑ์นั้นจะเป็นผงขาวๆ หรือของเหลว แค่ขจัดคราบสกปรกบนเสื้อเขาได้ก็พอแล้ว

แต่ปัญหาก็คือผู้ประกอบการไม่สามารถทึกทักได้เองว่าอะไรคือปัญหาของลูกค้า และเขาจะชอบวิธีการแก้ปัญหาที่ผลิตภัณฑ์นั้นยื่นให้หรือไม่ วิธีเดียวที่จะรู้ก็คือผู้ประกอบการต้องมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าโดยตรง และนี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่ว่าทำไมหลังจากคิดไอเดียเสร็จแล้วควรวิ่งเข้าหาลูกค้าเลย

  1. ผู้ประกอบการต้องทำตัวเป็นนักสืบ ไม่ใช่หมอดู

สิ่งที่ต่างกันระหว่างผู้ประกอบการตัวจริง และคนที่ฝันหวานอยากเป็นผู้ประกอบการนั้น คือ การค้นหาความจริง เจ้าของสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จจะรู้ว่าไอเดียเริ่มแรกของเขานั้นเต็มไปด้วยการคาดคะเนและสมมติฐาน ซึ่งแน่นอนบางครั้งก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงต้องทำการทดสอบสมมติฐานนั้น ไม่ว่าเป็นการลงพื้นที่หาลูกค้า ศึกษาโมเดลธุรกิจที่ใกล้เคียง หรือแม้กระทั่งลองขายสินค้านั้นจริงๆ แม้จะยังไม่ 100% ก็ตาม

  1. ผู้ประกอบการต้องเป็นผู้สร้างโชค ไม่ใช่ผู้เสี่ยงโชค

หลังจากหาข้อมูล ไม่ว่าจากลูกค้า หรือลงพื้นที่จริงก็ตาม ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจะประเมินสถานการณ์ต่างๆ และลดความเสี่ยงให้มากที่สุด ซึ่งสุดท้ายการกระทำแบบนี้นี่แหละที่เป็นนางกวักเรียกโชคเข้าหาธุรกิจ

ถ้าอธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็เหมือนกับการเล่นโป๊กเกอร์ที่ผู้เล่นจะประเมินความเสี่ยงจากไพ่บนมือกับไพ่ที่หงาย ซึ่งนักเล่นโป๊กเกอร์ที่ดีจะทุ่มหมดตัวตอนที่พวกเขาเห็นชัยชนะที่อยู่แค่เอื้อมเท่านั้น ในทางกลับกันพวกเขาจะหมอบเมื่อประเมินสถานการณ์แล้วว่าไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยง

ทั้งนี้ในหนังสือ All in Startup จะเล่า 4 ข้อคิดนี้ด้วยการเขียนแบบนิยายผ่านตัวละครของ โอเวน เชส ผู้ประกอบการที่สร้างธุรกิจใหม่ด้วยวิธีการแบบเก่า ซึ่งถ้าใครสนใจ All in Startup ก็สามารถหาซื้อได้แล้ววันนี้ตามหนังสือชั้นนำทั่วไป

1890 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น