เผย 3 วิธีคิดง่ายๆ ที่จะสร้างสตาร์ทอัพให้รวยล้นฟ้า

ทุกคนล้วนมีปัญหาเป็นของตัวเอง ซึ่งบางคนก็ยอมเสียเงินเพื่อที่จะแก้ปัญหานั้น ใช่แล้วครับ! เราจะเริ่มต้นสตาร์ทอัพด้วยการหาปัญหาที่ลูกค้ายอมเสียเงินนี่แหละ

Highlight

  • ควรเริ่มคิดจากปัญหาที่ลูกค้ากำเผชิญอยู่ก่อน และทำให้สตาร์ทอัพเราแก้ปัญหานั้นของพวกเขาได้
  • ให้ลองจินตนาการถึงโลกอนาคตดูว่าต่อไปจะมีสินค้าตัวไหนที่คนต้องการเป็นพิเศษ
  • ไอเดียสตาร์ทอัพไม่จำเป็นต้องเป็นความคิดที่ยุ่งยากซับซ้อน
  • การคิดแบบยุ่งยากซับซ้อนจริงๆ แล้วสามารถทำได้ แต่พอออกมาเป็นรูปเป็นร่างต้องมีฐานลูกค้ารองรับ

ในสมัยนี้ไม่ว่าใครก็รู้จักคำว่า สตาร์ทอัพ ทั้งนั้น เพราะเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด แถมยังเปลี่ยนชีวิตคนอื่นๆ ให้ดีขึ้นอีกด้วย แต่จะทำสตาร์ทอัพทั้งทีจะเอาไอเดียมาจากไหน? วันนี้ Bangkok Bank SME จะพาไปหาคำตอบกัน

  1. เริ่มคิดจากปัญหาของลูกค้า

ทุกคนล้วนมีปัญหาเป็นของตัวเอง ซึ่งบางคนก็ยอมเสียเงินเพื่อที่จะแก้ปัญหานั้น ใช่แล้วครับ! เราจะเริ่มต้นสตาร์ทอัพด้วยการหาปัญหาที่ลูกค้ายอมเสียเงินนี่แหละ

ตัวอย่างเช่น GrabTaxi แอปพลิเคชั่นที่ปล่อยออกมาเพื่อแก้ปัญหาการเรียกแท็กซี่ หรือ แอป Fixzy ศูนย์ร่วมสารพัดช่างที่ทำขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ไม่สามารถหาช่างประจำบ้านได้

  1. ลองจินตนาการเป็นตัวเองในอดีต หรือ นึกถึงโลกอนาคตดู

ในหนังสือ Start Up คิดให้ดัง ทำให้รวย ได้แนะนำเทคนิคการคิดไอเดียสตาร์ทอัพไว้อย่างน่าสนใจ โดยให้จินตนาการว่าถ้าจะส่งของไปให้ตัวเองในอดีต 1 ชิ้นแล้วตนเองสามารถใช้เป็นประโยชน์ได้ ของชิ้นนั้นคืออะไร? หรือไม่ก็ให้คิดถึงโลกอนาคตว่าต่อไปลูกค้าจะต้องการผลิตภัณฑ์อะไรเป็นพิเศษ

ตัวอย่างเช่น ไม้เท้า 3 ขาของผู้สูงอายุ เพราะในอนาคตนี้โลกเราจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ และแน่นอนผู้สูงอายุบางส่วนใช้ไม้เท้าเพื่อประคองตัวเอง แต่ไม้เท้าปกติที่มีขาเดียวมันใช้ลำบาก เวลาพิงกำแพงก็มีสิทธิ์ล้ม พอล้มเสร็จก็ก้มไปเก็บลำบาก จึงแปลงมาเป็นไม้เท้า 3 ขาเพื่อมาแก้ปัญหาในส่วนนี้ เท่านั้นยังไม่พอ! ไม้เท้าที่ว่ายังมีไฟฉายในตัวเพื่อให้ผู้สูงอายุใช้ในที่มืดอีกด้วย

  1. ทำให้เป็นเรื่องง่ายเข้าไว้ หรือคิดแบบยากๆ ก็ได้ แต่ต้องมีอนาคต

การทำสตาร์ทอัพไม่จำเป็นต้องคิดให้ยุ่งยาก เพราะสตาร์ทอัพส่วนใหญ่มักแก้ปัญหาที่ยากๆ ของลูกค้าให้กลายเป็นเรื่องง่ายกันทั้งนั้น แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าไอเดียที่ยากๆ จะใช้ไม่ได้เสมอไป ซึ่งถ้าคุณคิดอะไรที่ซับซ้อนแล้วล่ะก็ คุณควรพิจารณาด้วยว่าเมื่อไอเดียนั้นออกมาเป็นรูปเป็นร่าง จะมีลูกค้าใช้งานหรือไม่

ตัวอย่างไอเดียง่ายๆ ก็เช่น Teespring เว็บไซต์ขายเสื้อซึ่งใครหลายคนก็ทำกัน แต่ความพิเศษของ Teespring ก็คือเปิดให้คนทั่วไปออกแบบลายเสื้อผ้าบนเว็บนี้ได้ และเมื่อมีคนสนใจ ทาง Teespring ก็จะผลิตเสื้อลายดังกล่าวจำหน่ายให้กับลูกค้า โดยแบ่งเงินบางส่วนให้กับผู้ออกแบบ

ในกรณีไอเดียยากๆ แต่มีอนาคตก็เช่น รถยนต์ไร้คนขับของ Apple หรือ Google ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงแถมยังยุ่งยากซับซ้อนอีกด้วย แต่เมื่อทำสำเร็จก็มีลูกค้ารอใช้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ในหนังสือ Start Up คิดให้ดัง ทำให้รวย จะแบ่งเนื้อหาทั้งหมดออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคือวิธีคิดในการทำสตาร์ทอัพ ส่วนต่อมาคือขั้นตอนดำเนินงาน และส่วนสุดท้าย ทำอย่างไรให้สตาร์ทอัพอยู่รอดมั่นคง โดยเนื้อหาที่ทางเราพึ่งนำเสนอไปนี้มาจากส่วนแรกของหนังสือ และนอกจาก 3 วิธีคิดข้างบนแล้ว ภายในเล่มยังมีวิธีการคิดต่างๆ อีกมากมาย เช่น การเน้นลูกค้าจำนวนมากที่ใช้สินค้าน้อย หรือลูกค้าจำนวนน้อยที่ใช้สินค้ามาก ฯลฯ

หากใครสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถซื้อ Start Up คิดให้ดัง ทำให้รวย ได้แล้ววันนี้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

2266 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น