เปิดวาร์ป! 5 แหล่งระดมทุนร้อยล้านสร้างฝันสตาร์ทอัพ

เจาะข้อมูลแหล่งระดมทุนสตาร์ทอัพทั้ง 5 จากหนังสือ Get Backed ระดมทุนร้อยล้านสร้างฝันสตาร์ทอัพ ซึ่งแต่ละแหล่งนั้นจะมีข้อดีข้อเสียที่ต่างกันออกไปรวมถึงความเหมาะสมแต่ละช่วงเวลา

Highlight

  • การระดมทุนของสตาร์ทอัพสามารถหาได้จาก 5 แหล่งด้วยกัน ได้แก่ เพื่อนฝูงและครอบครัว จากมวลชน โครงการเร่งรัดสตาร์ทอัพ นักลงทุนเทวดา และบริษัทลงทุน
  • การระดมทุนแต่ละแหล่งนั้นมีข้อดีและข้อเสียที่ต่างกันออกไป
  • การระดมทุนจากบางแหล่งอาจทำให้คุณสูญเสียการควบคุมธุรกิจได้

หากคุณคิดจะเปิดสตาร์ทอัพแล้วล่ะก็ เงินทุนเป็นสิ่งสำคัญมาก บางครั้งอาจเป็นตัวชี้ชะตาด้วยซ้ำว่าสตาร์ทอัพของคุณจะได้ไปต่อหรือไม่ แต่คำถามก็คือจะหาเงินลงทุนมาจากไหนตั้งมากมายและแต่ละช่วงควรวิ่งเข้าไปหาทุนจากใคร วันนี้ทางเรา Bangkok Bank SME หาคำตอบมาให้แล้วข้างล่างนี้

  1. เพื่อนฝูงและครอบครัว (ช่วงหาเงินทุนตั้งต้น)

ข้อนี้คงไม่น่าแปลกใจสักเท่าไรเพราะนี่คือแหล่งเงินทุนที่หาง่ายที่สุดเมื่อเทียบกับข้ออื่นๆ และยังมีรายงานมาอีกด้วยว่า 82% ของเงินทุนสตาร์ทอัพทั้งหมดในปี 2012 มาจากเพื่อนฝูงและครอบครัวของผู้ก่อตั้ง

ซึ่งในช่วงนี้คุณควรระดมทุนให้ได้ประมาณ 150,000 – 3,000,000 บาท แต่อย่างไรก็ตามคุณควรพูดเรื่องความเสี่ยงจากการลงทุนให้พวกเขาฟังด้วย เพราะอย่างน้อยพวกเขาก็เป็นคนใกล้ตัวคุณ หรือวันใดธุรกิจไม่ได้เป็นไปอย่างที่คุณคิดจะได้ไม่เสียมิตรภาพที่เคยมีให้ นอกจากนี้ให้จำไว้เลยว่าคุณไม่ควรขอเงินลงทุนมากกว่า 5% ของทรัพย์สินที่พวกเขามีอยู่

ข้อดี : เป็นวิธีการที่ง่าย ได้เงินทุนเร็ว คนในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงมักมีความอดทนมากกว่านักลงทุนทั่วไป ไม่โดนกดขี่ในเรื่องข้อตกลง

ข้อเสีย : อาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ ได้เงินทุนไม่มากนัก หากนำคนในครอบครัวหรือเพื่อนมาลงทุนมากกเกินไปนักลงทุนจะไม่อยากลงทุนด้วยเพราะไม่มีระเบียบสักเท่าไร, ขาดความรู้

  1. การระดมทุนจากมวลชน (ช่วงหาเงินทุนตั้งต้น)

การระดมทุนจากมวลชนก็คือการให้คนภายนอกนำเงินมาให้คุณลงทุนสร้างผลิตภัณฑ์หรือดำเนินงานในส่วนอื่นๆ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภทด้วยกัน ดังนี้

  • แบบอาศัยรางวัล คือ การให้รางวัลกับคนที่มอบเงินทุนให้กับคุณ เช่น ให้พวกเขาได้สิทธิ์ในการใช้สินค้าก่อนคนอื่น
  • แบบอาศัยความเป็นเจ้าของ คือ การให้คนอื่นๆ นำเงินมาลงทุนเพื่อแลกกับหุ้นในธุรกิจ ซึ่งคุณอาจต้องแบ่งกำไรในอนาคตให้กับพวกเขาเพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยน

ตัวอย่างการระดมทุนจากมวลชน: Kickstarter,  CircleUp,  Indiegogo และ Crowdfunder

ข้อดี : หากใช้แบบอาศัยรางวัลจะทำให้คุณต้องเสียหุ้นและสามารถได้กำไรเน้นๆ สามารถสร้างฐานลูกค้าในอนาคตได้ มีการสร้างโฆษณาแบบปากต่อปาก

ข้อเสีย : ผู้ให้ทุนอาจใจร้อนหากคุณไม่สามารถให้รางวัลตอบแทนในเวลาอันรวดเร็ว คู่แข่งจะรู้ข้อมูลของคุณเพราะการระดมทุนประเภทนี้คุณต้องเผยข้อมูลให้กับบุคคลภายนอก

  1. โครงการเร่งรัดสตาร์ทอัพ (ช่วงหาเงินทุนตั้งต้น ช่วงเริ่มแรก)

โครงการเร่งรัดสตาร์ทอัพจะให้อารมณ์เหมือนกับการประกวดโมเดลธุรกิจที่คุณต้องแบกโน้ตบุ๊คไปพรีเซนต์ในงานต่างๆ ซึ่งคุณจะได้ทุนประมาณ 150,000 – 1,500,000 บาทต่อโครงการ แต่ที่สำคัญนอกจากเงินก็คือคุณจะมีคอนเนคชั่นที่มากขึ้นและสื่อต่างๆ จะเริ่มให้ความสนใจในตัวคุณ

ตัวอย่างโครงการเร่งรัดสตาร์ทอัพ: Y Combinator, 500 Startups, Techstars และ Seedcamp

ข้อดี : มีคอนเนคชั่นมากขึ้น เป็นทุนทางสัมพันธภาพ มีการประชาสัมพันธ์ที่ดี คุณจะได้ความรู้ด้านธุรกิจเพิ่มเติมรวมถึงคำแนะนำจากคนอื่นๆ ในโครงการ

ข้อเสีย : จำนวนเงินไม่มากนัก ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เข้าร่วมโครงการ ใช้เวลานาน คุณอาจเสียหุ้นในจำนวนที่สูงเพื่อแลกกับทุน คำแนะนำที่มากเกินไปอาจทำให้คุณสับสน

  1. นักลงทุนเทวดา (ช่วงหาเงินทุนตั้งต้น ช่วงเริ่มแรก)

นักลงทุนเทวดาในที่นี้หมายถึงคนรวยที่ต้องการนำเงินไปลงทุนกับบริษัทต่างๆ ในช่วงเริ่มต้น มีรายงานหนึ่งได้ระบุว่าธุรกิจที่ดีที่สุดในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาเริ่มต้นจากเงินของนักลงทุนเทวดา เช่น Yahoo, Google, Facebook, Starbuck ฯลฯ เนื่องจากพวกเขามีเงินมากพอที่จะเนรมิตสิ่งต่างๆ ให้เป็นในแบบที่คุณหวัง

ตัวอย่างนักลงทุนเทวดา : ปีเตอร์ ธีล, เดฟ แมคเคลอร์, ไมค์ เมเปิลส์ และ เนวาล ราวิคานต์

ข้อดี : พวกเขามักลงทุนในธุรกิจที่มีความชำนาญซึ่งในส่วนนี้อาจเป็นประโยชน์กับธุรกิจคุณ คุณจะได้คอนเนคชั่นที่ดี หากพวกเขาชื่นชอบคุณอาจไม่ต้องไประดมทุนรอบที่สอง

ข้อเสีย: อาจโดนก้าวก่ายเกินความจำเป็น ควบคุมได้ยากหากมีนักลงทุนเทวดาหลายคนมาร่วมลงทุนกับคุณ บางทีพวกเขาอาจแค่นำเงินมาให้คุณอย่างเดียวและหวังผลในอนาคต

  1. บริษัทลงทุน (ช่วงเริ่มแรก ช่วงเติบโต ช่วงสุดท้าย)

บริษัทลงทุนคือบริษัทที่รวบรวมเงินจากมูลนิธิ บริษัทประกันภัย กองทุนบำนาญ หรือนักลงทุนสถาบัน และนำเงินพวกนั้นมาลงทุนในธุรกิจความเสี่ยงสูงเพื่อแลกกับหุ้น ซึ่งจะทำให้คุณได้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ

ตัวอย่างบริษัทลงทุน : Kleiner Perkins Caufield & Byers, Andreessen Horowitz, Greylock Partners และ Sequoia Capital

ข้อดี : สตาร์ทอัพที่ได้เงินจากบริษัทลงทุนจะมีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น มีจำนวนเงินที่มหาศาล พวกเขามีประสบการณ์สูง สามารถขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

ข้อเสีย : บริษัทลงทุนจะมีอำนาจต่อรองมากกว่าทำให้พวกเขากดราคาประเมินมูลค่าของคุณให้ต่ำได้ มีสิทธิ์สูญเสียอำนาจการควบคุม พวกเขาอาจหวังให้คุณขายบริษัท บริษัทลงทุนมีความสามารถในการกดดันคุณให้ทำในสิ่งพวกเขาต้องการ

เป็นยังไงกันบ้างครับกับแหล่งลงทุน 5 แหล่งของสตาร์ทอัพที่เราคัดมาจากหนังสือ Get Backed ระดมทุนร้อยล้านสร้างฝันสตาร์ทอัพ ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ยังมีเนื้อหาอีกมากมายที่น่าสนใจ เช่น การทำสื่อนำเสนอเพื่อไประดมทุน การเงินสตาร์ทอัพเบื้องต้น คำถามที่ควรถามก่อนตัดสินใจระดมทุน ฯลฯ

หากใครสนใจเพิ่มเติม ก็สามารถหาซื้อ Get Backed ระดมทุนร้อยล้านสร้างฝันสตาร์ทอัพ ได้แล้ววันนี้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

 

821 Total Views 3 Views Today
แสดงความคิดเห็น