รีบไปเวียดนาม! ผจก.แบงก์กรุงเทพ คาดการณ์ชนชั้นกลางขยายพุ่ง 3 เท่าตัว

เวียดนามเลิก! หนุนสินค้าจีน หันซบไทย หลังปัญหาข้อพิพาทและรายได้ขยายตัว ด้านผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ สาขา โฮจิมินห์ ซิตี้ แนะ อีก 10 ปี แซงไทยแน่นอน

Highlight:

  • ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเจริญรุ่งเรืองมากๆ เมื่อ 10 – 20 ปีก่อน คือภาพของเวียดนามในปัจจุบัน
  • ถ้าดูโครงสร้างประชากรของชาวเวียดนามจะพบกว่า อายุ 15 – 64 ปี มีประมาณ 70% ของประชากรทั้งหมด คนที่อายุเกิน 65 ปี มีประมาณ 7%
  • ขณะที่ยอดค้าปลีกโตเกือบ 10% ทุกปี ไซส์ของชนชั้นกลางจะโตขึ้น 3 เท่าจาก 10 ล้านคนจะแตะ 30 ล้านคน นั่นเท่ากับว่าตลาดอุปโภคและบริโภคจะโตขึ้นอีก 3 เท่าเช่นกัน
  • รัฐบาลเวียดนามบล็อกไว้หมดแล้ว ถ้าจะเข้าเวียดนามต้องไปแบบเป็นรูปแบบบริษัทเท่านั้น จะมาลูกทุ่งหิ้วกระเป๋า เข้าไปตามชายแดนทำไม่ได้เด็ดขาด

เราคงได้ยินกันบ่อยๆ หากใครติดตามนโยบายของรัฐบาลต่อเนื่อง สำหรับวัตถุประสงค์อย่างจริงจังที่จะยกมาตรฐานเอสเอ็มอีให้เข้าไปสู่สิ่งที่เราเรียกว่า 4.0 ที่ผลักดันให้เอสเอ็มอีต้องพัฒนาสินค้าและบริการให้เป็นที่ต้องการของตลาด ขณะเดียวกันภาครัฐบาลก็พยายามช่วยเหลือเอสเอ็มอี เพื่อสร้างโอกาสในตลาดใหม่มากขึ้น

นอกเหนือจากประเทศไทย ที่ผ่านมาเมื่อกล่าวถึงการขยายตลาดของเอสเอ็มอีส่วนมาก ประเทศแรกๆ ที่มักจะนึกถึง คือประเทศในกลุ่มโซน CLMV ที่ประกอบไปด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งสำหรับประเทศเวียดนามดูแล้วยังค่อนข้างเป็นประเทศหิน เมื่อพิจารณาจากศักยภาพของเอสเอ็มอีไทย และสถานภาพการแข่งขันในเวียดนามที่ค่อนข้างรุนแรง

คำถามคือ ทำไมต้องเป็นตลาดเวียดนามที่เอสเอ็มอีไทยต้องเข้าไปลงทุน? วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันกับผู้คร่ำหวอดในตลาดเวียดนามกว่า 12 ปี คุณธาราบดี ซึ้งอดิชัยวิทย์ ผู้จัดการทั่วไป SVP, ผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ สาขา โฮจิมินห์ ซิตี้ ประเทศเวียดนาม และผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าและการลงทุนในตลาดเวียดนาม

ผจก . แบงก์กรุงเทพฟันธง! 10 ปีเท่านั้น เวียดนามแซงไทยแน่นอน

“ถ้านึกถึงเวียดนามตอนนี้ให้นึกถึงประเทศไทยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว” คุณธาราบดีเกริ่นขึ้นเพื่อทำให้เอสเอ็มอีที่ไม่เคยสัมผัสเวียดนามนึกภาพตามได้ชัด

ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเจริญรุ่งเรืองมากๆ เมื่อ 10 – 20 ปีก่อน คือภาพของเวียดนามในปัจจุบันประกอบไปด้วยประชากร 90 ล้านกว่าคน ขนาดประชากรใหญ่กว่า 1.5 เท่าของเมืองไทย อีกทั้งประชากรส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาว ขณะที่ประชากรอายุเกิน 60 ปี มีไม่ถึง 5% เพราะฉะนั้นมั่นใจได้เลยว่า 10 – 50 ปี ไซส์และ GDP ของตลาดเวียดนามโตจากวันนี้อีก 2 เท่าตัว และถึงวันนั้นตลาดเวียดนามใหญ่กว่าไทยแน่นอน

พฤติกรรมและอุปนิสัยของชาวเวียดนามบางอย่างมีความคล้ายคลึงกับชาวไทย กล่าวคือ คนเวียดนามเริ่มเปลี่ยนจากการซื้อสินค้ากับร้านค้าท้องถิ่นหันเข้าหาการค้าแบบสมัยใหม่มากขึ้น ตอนนี้ธุรกิจรายใหญ่ของไทยได้เข้าไปแย่งส่วนแบ่งการตลาดในเวียดนามเกือบทุกธุรกิจ ซึ่งเหลือแต่ระดับเอสเอ็มอีที่โดยส่วนตัวมองว่าตลาดในส่วนนี้ยังเปิดรับเอสเอ็มอีเนื่องจาก “คนเวียดนามรักสินค้าไทย” “ถ้าสินค้าเป็นภาษาไทยขายได้แน่นอน โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคและบริโภค ถ้ามาจากเมืองไทย”

คุณธาราบดี อธิบายเพิ่มเติมว่า หากจะเข้าไปเวียดนามไม่มีคำว่าง่าย และต้องใช้เวลา แม้จะบอกว่าพฤติกรรมคล้ายคนไทย แต่ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว นอกจากนี้กฎเกณฑ์การลงทุนก็มีระเบียบที่ชัดเจนไว้หมดแล้ว ต่างจากลาว เมียนมา และกัมพูชา การลงทุนและค้าขายในเวียดนามจึงไม่สามารถนำสินค้าหิ้วใส่กระเป๋าถือเข้าไปเวียดนามและขายได้ก็นำเงินออกมาเป็นไปไม่ได้” กฎหมายเวียดนามออกมาบล็อกไว้หมด หากจะเข้าไปจำหน่ายสินค้าในเวียดนามต้องเข้าไปตั้งบริษัท จดทะเบียนเป็นบริษัท Trading นำเข้าสินค้าจากเมืองไทย ไปสต๊อกและขายสินค้าที่เวียดนาม

“เอสเอ็มอีจะเอาของใส่กระเป๋าเข้าไปขายเหมือนที่ทำกับลาว เมียนมา และกัมพูชา ทำไม่ได้ หรือขายได้ก็โอนเงินออกจากเวียดนามไม่ได้ รัฐบาลเวียดนามบล็อกไว้หมดแล้ว ถ้าจะเข้าเวียดนามต้องไปแบบเป็นรูปแบบบริษัทเท่านั้น จะมาลูกทุ่งหิ้วกระเป๋า เข้าไปตามชายแดนทำไม่ได้เด็ดขาด” คุณธาราบดีกล่าว

เวียดนามยุติสินค้าจีน หันซบไทย “ขึ้นชื่อด้านคุณภาพและราคา”

“ท่านต้องรีบไปเวียดนามตอนนี้ ขณะที่เวียดนามกำลังโต มีความเชื่อมั่น และชอบสินค้าไทย แต่ก่อนระดับรายได้เขาใช้ได้แค่สินค้าจีน แต่ที่ผ่านมาเวียดนามและจีนมีปัญหาข้อพิพาทกัน ประกอบกับชนชั้นกลางขยายตัวขึ้นเขาจะหันมาหาสินค้าไทยมากขึ้น เนื่องจากดีและถูกกว่าเกาหลีและญี่ปุ่น” ผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ สาขา โฮจิมินห์ ซิตี้ ย้ำขึ้นมา และยังแนะนำสำหรับเอสเอ็มอีที่ต้องการเข้าไปลงทุนในเวียดนามว่า คนเวียดนามเริ่มยุติบริโภคสินค้าจีน ผนวกกับปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ตั้งแต่ปี 2012 รัฐบาลเวียดนามปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ชะลอไม่ให้ประเทศโตเร็วเกินไปเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ ทำให้ตั้งแต่ 2012 เป็นต้นมา เศรษฐกิจเวียดนามโตอย่างมั่นคงที่ GDP 6 – 7% โดยการกุมปัจจัยทางเศรษฐกิจไว้ทั้งหมดทำให้เป็นข้อดีข้อหนึ่งสำหรับเวียดนามหากเอสเอ็มอีไทยจะเข้าไปลงทุน

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ถ้าดูโครงสร้างประชากรของชาวเวียดนามจะพบกว่า กลุ่มคนอายุ 15 – 64 ปี มีประมาณ 70% ของประชากรทั้งหมด คนที่อายุเกิน 65 ปี มีประมาณ 7% ขณะที่ยอดค้าปลีกโตเกือบ 10% ทุกปี โดยที่ประชากรในเวียดนามรวมแล้วมีราว 90 ล้านกว่าคน เพราะฉะนั้นตลาดเวียดนามถ้ายังโตแบบนี้เรื่อยๆ จะโตกว่าเมืองไทย 1.5 เท่าแน่นอน

ด้านชนชั้นกลางของเวียดนามปัจจุบันอยู่ที่ 10 ล้านคน แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีชนชั้นกลางเยอะ อาทิ ในสหรัฐฯ ที่มีชนชั้นกลาง 80% ด้วยอุปนิสัยของชนชั้นกลางมักนิยมบริโภคมากกว่ารายได้ที่มี ความต้องการสินค้าจะมีจำนวนมากกว่าคนที่มีรายได้ต่ำ ทำให้การบริโภคทุกประเภทจะพุ่งสูงขึ้น หากกลับมาดูที่เวียดนามไซส์ของชนชั้นกลางจะโตขึ้น 3 เท่าจาก 10 ล้านคนจะแตะ 30 ล้านคน เท่ากับตลาดอุปโภคและบริโภคจะโตขึ้นอีก 3 เท่าเช่นกัน

คุณธาราบดี ยังกล่าวอีกว่า หากเอสเอ็มอีที่อยากไปเวียดนามให้ติดต่อนัดเข้ามาพูดคุยได้ที่ธนาคารกรุงเทพได้เลย เนื่องจากเป็นธนาคารแรกหลังสงครามเวียดนามในปี 1992 รวมระยะเวลา 20 กว่าปี ที่ผ่านมาเราสะสมข้อมูลเพื่อเอสเอ็มอีที่เรียกว่า Local Knowledge และ Local Connection สำหรับเอสเอ็มอีไทยที่ต้องการเข้าไปลงทุนที่นั่น

“นักลงทุนไทยเกือบ 100% ที่เข้าไปลงทุนในเวียดนามล้วนเข้ามาปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คำถามที่เอสเอ็มอีจะถามที่ผ่านมาจึงหนีกันไม่พ้นเท่าไหร่ ประกอบด้วย ลงทุนที่ไหน ลงทุนอะไร ติดต่อยังไง ธนาคารกรุงเทพ  ยินดีแชร์ให้ท่านทุกอย่าง จึงอยากแนะนำว่าเอสเอ็มอีไทยอย่าลองเอง หากจะไปเวียดนามให้เข้ามาผม” คุณธาราบดี กล่าวทิ้งท้าย

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน 9 สาขาใน 10 ประเทศเพื่อให้บริการท่าน สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล: AECconnect@bbl.co.th สายด่วน 1333 หรือ คลิก 

 

100318 Total Views 435 Views Today
แสดงความคิดเห็น