ชนชั้นกลางอาเซียนจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

ชนชั้นกลางอาเซียนจะขึ้นเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจ ด้านตัวแทน JICA เผย ไทยและเวียดนามกำลังผลักดันเศรษฐกิจโลก

Highlight:

  • กลุ่มชนชั้นกลางจะเป็นกลุ่มที่นักการตลาดให้ความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มประชากรที่มีจำนวน และความต้องการบริโภคสินค้าอุปโภคและบริโภคจำนวนมาก
  • ปัจจุบันประชากรในอาเซียนมีประมาณ 450 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นชนชั้นกลางมากถึง 240 ล้านคน คาดว่าในปี 2020 จะมีชนชั้นกลางมากถึง 290 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 470 ล้านคน
  • ญี่ปุ่นลงทุนในกัมพูชาเพิ่มขึ้นมากกว่า 7% จากปี 2016 เพราะว่ากัมพูชาตั้งอยู่ระหว่างไทยและเวียดนาม และทั้งสองประเทศขณะนี้คือประเทศที่ผลักดันเศรษฐกิจโลก ตัดระเบียงเศรษฐกิจตัดข้ามกรุงเทพ – กัมพูชา – โฮจิมินห์ ซึ่งทั้งสามประเทศ เป็นประเทศที่มีศักยภาพทั้งในแง่ของรายได้ประชากร และระดับขยายตัวของชนชั้นกลาง

สถานะทางเศรษฐกิจ (Socio-Economic Class-SEC) ถูกแบ่งโดยรายได้ต่อครัวเรือน เป็นการกำหนดระดับสถานะชนชั้นตามนิยามทางการตลาด โดยกลุ่มชนชั้นกลางจะเป็นกลุ่มที่นักการตลาดให้ความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มประชากรที่มีจำนวน มีความต้องการบริโภคสินค้าอุปโภคและบริโภคจำนวนมาก

หากจะพิจารณาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในอาเซียน พบว่ามีรายได้ต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นสูงสุดคือ กลุ่มชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดในตลาดอาเซียน ซึ่งตรงกับที่ศูนย์วิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน หรือ “HILL ASEAN” (Hakuhodo Institute of Life and Living ASEAN: HILL ASEAN) เผยแพร่รายงานว่า ปัจจุบันประชากรในอาเซียนมีประมาณ 450 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นชนชั้นกลางมากถึง 240 ล้านคน คาดว่าในปี 2020 จะมีชนชั้นกลางมากถึง 290 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 470 ล้านคน

Neil Ramos ตัวแทนการจัดจำหน่าย Toyota แห่งหนึ่งในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า เจ้าของร้านอาหารท้องถิ่นของประเทศกำลังจะซื้อรถคันหนึ่งเพื่อขับไปส่งลูกสาววัย 7 ขวบไปโรงเรียน โดยรถคันแรกที่เขาเลือกคือ Toyota รุ่น Fortuner ซึ่งเป็นรถ SUV ที่โตโยต้าพัฒนาขึ้นสำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ด้วยราคาประมาณ 1.5 ล้านเปโซ ($ 30,000) และนับว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างเหมาะสมกับคนชนชั้นกลาง

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นไม่ใช่ในฟิลิปปินส์เท่านั้น แต่ยังหมายถึงระดับชนชั้นกลางในอาเซียนจะขยายตัวและมีความต้องการสินค้าอุปโภค บริโภค และปัจจัย 4 มาก ขณะที่เวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา กำลังจะกลายเป็นผู้เล่นหลักรายใหม่ในห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ จากการรายงานของสำนักข่าว Nikkei สื่อยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นระบุว่า ประเทศในกลุ่ม CLMV (เวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา) จะดำเนินรอยตามประเทศไทยในอนาคตที่เป็นประเทศของอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน ด้วยความพร้อมของประชากร การขยายตัวของชนชั้นกลาง ทุกอย่างจะหนุนให้เกิดการสร้างงานในทุกอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ จะไม่หยุดแค่อุตสาหกรรมรถยนต์เท่านั้น

สำนักข่าว Nikkei ยังวิเคราะห์อีกว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ไม่ได้เป็นอุตสาหกรรมเดียวเท่านั้นสำหรับการเปลี่ยนแปลงสำคัญจากการรวมกลุ่มกันทางเศรษฐกิจอาเซียน แต่ทุกภาคอุตสาหกรรมจะได้รับโอกาสมากขึ้นเช่นกัน เพราะอาเซียนนั้นเต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ ที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นสำหรับการแข่งขัน

ตัวแทน JICA เผย ไทยและเวียดนามกำลังผลักดันเศรษฐกิจโลก

ด้าน Daisuke Fukuzawa นักพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ JICA Cambodia Office ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมาญี่ปุ่นลงทุนในกัมพูชาเพิ่มขึ้นมากกว่า 7% จากปี 2016 เพราะว่ากัมพูชาตั้งอยู่ระหว่างไทยและเวียดนาม และทั้งสองประเทศขณะนี้คือประเทศที่ผลักดันเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ และโฮจิมินห์ตั้งอยู่ใกล้กับกัมพูชามาก เท่ากับว่ามีระเบียงเศรษฐกิจตัดข้ามกรุงเทพ – กัมพูชา – โฮจิมินห์ ซึ่งทั้งสามประเทศ เป็นประเทศที่มีศักยภาพทั้งในแง่ของรายได้ประชากร ระดับขยายตัวของชนชั้นกลาง GDP โครงสร้างพื้นฐาน ความต้องการสินค้าอุปโภค/บริโภค ศักยภาพการผลิต และการส่งออก

ไม่เพียงเท่านั้น องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ยังออกมาประมาณการอีกว่า ประชากรชนชั้นกลางจะเพิ่มขึ้นจาก 1.8 ล้านในปี 2009 สู่ 4.9 ล้านในปี 2030 ซึ่งเป็นตัวเลขที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการเมือง และโลกาภิวัตน์ ในแง่ของผลกระทบของการดำเนินชีวิตในปี 20 – 30 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะอนาคตที่จะไม่มุ่งเน้นไปที่แรงงานราคาต่ำอีกต่อไป แต่ธุรกิจและอุตสาหกรรมจะขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี นับเป็นแนวโน้มสำคัญในการสร้างการเติบโตของภูมิภาคจากการเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง ที่จะมีผลกระทบมากที่สุด

Bangkok Bank SME มีบริการสินเชื่อเพื่อการส่งออกในหลายผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองทั้งวงจร ท่านสามารถส่งสินค้าขายถึงปลายทางด้วยบริการแบบเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้านทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333 หรือ  คลิก

 

แสดงความคิดเห็น