จากเด็กหนุ่มที่ไม่รู้จักคำว่า “Startup” สู่เจ้าของระบบบริหารจัดการโรงเรียนที่ดีที่สุด

“สตาร์ทอัพ” คือการคิดอะไรก็ได้ ที่อยู่ในโมเดลของการที่เติบโตเร็ว แล้วสามารถที่จะทำซ้ำๆ กันได้”

“เริ่มทำโดยที่ไม่รู้ความหมายของคำว่าสตาร์ทอัพ เพียงแค่ต้องการทำธุรกิจให้อยู่รอด ไม่เดือดร้อนทางบ้าน เลี้ยงตัวเองได้ พอเข้ามาอยู่ในวงการสตาร์ทอัพ ทำให้รู้ว่านิยามของ “สตาร์ทอัพ” คือการคิดอะไรก็ได้ ที่อยู่ในโมเดลของการที่เติบโตเร็ว แล้วสามารถที่จะทำซ้ำๆ กันได้”

คือคำบอกเล่าของสตาร์ทอัพหนุ่มอนาคตไกล “นรินทร์ คูราน่า” ผู้บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท จับจ่าย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (www.jabjai.school) ที่เปิดเผยกับ Bangkokbanksme ว่า “ผมเติบโตที่เกาะสมุย เป็นเมืองที่ห่างไกล แต่ผมมีความปรารถนาอันแรงกล้าอย่างหนึ่งคือ ผมมีความชอบส่วนตัวในเรื่องเทคโนโลยี  ไม่มีทีมงาน ไม่มีโปรแกรมเมอร์ แต่ด้วยความชอบนี่แหล่ะที่ผลักดันและเห็นโอกาสในการทำธุรกิจเกี่ยวกับด้านนี้ โดยไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเข้ามาอยู่ในวงการสตาร์ทอัพ อีกทั้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสตาร์ทอัพคืออะไร”

ในช่วงที่ยังอยู่บนเกาะสมุย คุณนรินทร์เล่าว่า ตนทำงานเกี่ยวกับการขายโฆษณา ขายสินค้า ทั้งออฟไลน์ออนไลน์บนเกาะสมุย โดยสนใจงานทางด้านซอฟต์แวร์  จุดเริ่มต้นการทำงานร่วมกับโปรแกรมเมอร์ที่อยู่กรุงเทพฯ ในการเขียน Coding โดยใช้เวลาในช่วงกลางคืน ซึ่งทำอยู่ประมาณ 1 ปี แต่ไม่มีความคืบหน้าในการทำงาน จึงตัดสินใจนำเงินเก็บที่มีประมาณ 200,000 บาท ทิ้งเกาะสมุย เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อทำตามความฝันให้ประสบความสำเร็จ

ตามล่าความฝัน

เดือน พ.ย.2558 คุณนรินทร์เดินทางมาอยู่กรุงเทพฯ พร้อมมอเตอร์ไซค์ 1 คัน เช่าห้องอยู่เดือนละ 2,500 บาท เป็นห้องใต้บันไดเล็กๆ ไม่มีหน้าต่าง อยู่อย่างลำบากเพราะต้องประหยัดเงิน  เริ่มทำงานพัฒนาซอฟต์แวร์ ต่อมาไม่นานเงินทุนเริ่มร่อยหรอ ในขณะที่ธุรกิจยังไม่เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน ไม่มีทุนทรัพย์ที่จะทำต่อ ซึ่งสตาร์ทอัพหนุ่มเผยว่า ในช่วงเวลานั้นต้องทำทุกอย่างเพื่อหาเงินเข้ามา หยิบยืมเพื่อนทุกคนที่รู้จัก เขียนจดหมายไปตามแหล่งเงินทุนต่างๆ รวมทั้งเหล่าคนดัง นักธุรกิจที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย โดยเนื้อความจดหมายอธิบายถึงธุรกิจที่กำลังพัฒนาและ ต้องการเงินทุนเพื่อให้ประสบความสำเร็จ

“ผมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมาเพื่อจะไปต่อ เพื่อนบางคนเลิกคบเพราะคิดว่าเป็นมิจฉาชีพคอยยืมเงิน ขับมอเตอร์ไซค์ไปตามบ้านคนดังนักธุรกิจใหญ่ เพื่อยื่นหนังสือขอเงินทุน เสนอโปรเจกต์ ซึ่งมีนักธุรกิจดังคนหนึ่ง และเป็นคนเดียวที่โทร.กลับมา แม้เป็นการปฏิเสธ แต่ในคำปฏิเสธนั้นเป็นการให้กำลังใจ โดยบอกว่าตอนเขาอายุเท่ากับเรานั้นยังไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ซึ่งการที่เราอายุประมาณนี้ คิดและทำอะไรได้ขนาดนี้นั้นเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมาก และจากคำพูดเหล่านั้นทำให้เรามีความฮึดสู้ พร้อมไปต่อ”

ในเดือนเมษายน 2559 คุณนรินทร์เล่าว่า ณ เวลานั้นเหลือเงินก้อนสุดท้าย 20,000 บาท จ่ายให้กับ Co Founder ที่ยอมลดเงินเดือนให้โดยรับแค่ 8,000 บาท จึงนำเงินที่เหลือบินไปประเทศจีนเพื่อพบกับเพื่อนเก่าที่เมืองเซินเจิ้นเพื่อหาลู่ทางการทำธุรกิจ ซึ่งโชคชะตาเข้าข้าง เมื่อเพื่อนได้แนะนำให้รู้จักกับนักลงทุนในด้านธุรกิจซอฟต์แวร์คนหนึ่ง

“ตอนที่เรียนจบจากประเทศจีน  เราก็บินไปแล้วนัดเจอเพื่อนเก่าๆ  โดยเพื่อนได้นัดให้ไปพบกับนักลงทุนคนหนึ่งซึ่งใช้เวลาคุยกันแค่เพียง 15 นาที แล้วเขาตัดสินใจร่วมลงทุนด้วย ผมจึงกลับมาจัดการเรื่องการจดทะเบียนที่มีชาวต่างชาติถือหุ้น กฎหมายต่างๆ และได้เซ็นสัญญากันในช่วงปลายเดือน ทำให้มีเงินเข้าบริษัท ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่เงินหมด จำได้ว่าวันที่ 28 เมษายน 2559 ได้เงินร่วมลงทุนก้อนแรกเข้ามา จับจ่ายรอดชีวิตในวันนั้น และได้ไปต่อ”

ประกวดแผนธุรกิจ

ในช่วงเวลาที่กำลังพัฒนาซอฟต์แวร์และหาผู้ร่วมลงทุน คุณนรินทร์เล่าว่า ได้เจอข้อมูลในเว็บไซต์ของการแข่งขันประกวดแผนธุรกิจ โครงการ  Young Technopreneur เถ้าแก่น้อยเทคโนโลยี โดยซอฟต์แวร์ ปาร์ค สวทช. และสามารถคอร์ปอเรชั่น ซึ่งได้เข้ามาร่วมแข่งขัน โดยเริ่มส่งเอกสารการสมัครในช่วงเดือนมีนาคม เริ่มโครงการประกวดเดือนพฤษภาคม

ซึ่งในการเข้าร่วมโครงการนี้เองที่ทำให้ได้เรียนรู้ว่าสตาร์ทอัพคืออะไร  จากที่ได้เจอเพื่อนที่ทำซอฟต์แวร์เหมือนกัน รู้เรื่องการทำ แอปพลิเคชัน เรียนรู้การพิตชิง การทำแผนธุรกิจ รู้จักกับศัพท์ใหม่ๆ เช่น FinTech EdTech AgTech บวกกับการที่ก่อนหน้านี้ตัวเองได้ทำการบ้านมาอย่างหนักทำให้มีความเข้าใจมากขึ้น ทำให้รู้จักสตาร์ทอัพอย่างเต็มตัว สุดท้ายก็ได้รับชัยชนะอันดับที่หนึ่งในโครงการดังกล่าว

และสิ่งที่ทำให้ชนะได้นั้น คุณนรินทร์กล่าวว่า มาจากความมุ่งมั่นตั้งใจ เข้าเรียนครบทุกคลาส เพราะต้องการชนะเลิศและอยากที่จะเรียนรู้จากตรงจุดนี้ให้ได้มากที่สุด เนื่องจากไม่มีช่องว่างให้ล้มเหลว เพราะทิ้งทุกอย่างมาจากสมุย เป็นการเดิมพันชีวิตซึ่งต้องรอดเท่านั้น อีกทั้งความคาดหวังจากครอบครัวที่พี่น้องคนอื่นในบ้านทุกคนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ซึ่งครอบครัวคาดหวังความสำเร็จจากตนเองด้วยเช่นกัน

“โดยการชนะเลิศโครงการดังกล่าว คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ซึ่งหลังจากชนะทำให้มี Profile ที่ดี ทำให้ได้เงินสนับสนุนจากนักลงทุนอีกเป็นก้อนใหญ่ในช่วงปลายปี จากที่ไม่เคยรู้จักสตาร์ทอัพ ไม่มีความรู้ ไม่มีคอนเนคชัน ไม่มีอะไรเหนือกว่าคู่แข่งรายอื่น มีเพียงความมุ่งมั่นตั้งใจ เดินไม่หยุด หลังจากนั้น “จับจ่าย” จึงเริ่มเปิดตัวอย่างเต็มที่ รุกออกตลาด มีการพัฒนาโปรดักส์จนถึงจุดที่ขายได้ อีกทั้งได้รับรางวัลจากเวทีประกวดต่างๆ อีกมากมาย”

“จับจ่าย” คืออะไร

คุณนรินทร์อธิบายว่า แอปพลิเคชัน “จับจ่าย for school” คือระบบการบริหารการจัดการโรงเรียนที่ดีที่สุด ด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัย ใช้งานง่าย สะดวกและรวดเร็ว ครอบคลุมทั้งระบบการศึกษา พร้อมระบบการจัดเก็บข้อมูลที่ปลอดภัย ยกระดับความเป็นโรงเรียนดิจิทัลยุค 4.0 ได้อย่างแท้จริง ซึ่ง“จับจ่าย” เริ่มต้นมาจากการพัฒนาระบบการชำระเงินด้วยลายนิ้วมือ แต่มีการปรับเปลี่ยนหลายรอบตามความต้องการของลูกค้า มองตลาดกลุ่มโรงเรียนจากการเห็นปัญหาในเรื่องการใช้จ่ายภายในโรงเรียน การเช็กรายชื่อเด็กนักเรียน ด้านการสื่อสาร การแจ้งผู้ปกครอง รวมถึงเรื่องการบ้านและตารางเรียน

และจากการศึกษายิ่งทำให้พบว่ากว่า 90% ของโรงเรียนไทยไม่มีระบบเพื่อแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ จากจุดนี้จึงเห็นโอกาส พัฒนาระบบบริหารโรงเรียนที่เป็นดิจิทัลทั้งหมด ลงทุนน้อย เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกันทั้งครู ผู้ปกครอง และนักเรียน เพื่อให้การทำงานง่ายขึ้น เป็น Education Tech 100% คือระบบบริหารโรงเรียนยุค 4.0 ที่ทำทุกอย่างผ่านแอปพลิเคชันทั้งหมด มีกลุ่มเป้าหมายคือโรงเรียนในประเทศไทย

“ครู ผู้ปกครอง นักเรียน จะใช้แอปพลิเคชันในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง นักเรียนสามารถใช้จ่ายในโรงเรียนได้ด้วยการสแกนลายนิ้วมือ ดูตารางสอน สถิติการเรียน การบ้าน สำหรับครูจะมีในส่วนการสั่งการบ้าน แจ้งข่าวสาร ผู้ปกครองสามารถติดตามการเข้าเรียนของลูกๆ ตรวจสอบคะแนนความประพฤติ เด็กมีการบ้านอะไรบ้าง นอกจากนั้นจะเป็นในเรื่องของการจัดการต่างภายในโรงเรียน ครอบคลุมทั้งหมด เข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทำให้โรงเรียนเป็นดิจิทัล ง่ายในการบริหารจัดการ” คุณนรินทร์กล่าว

คาดการณ์จุดคุ้มทุนภายในสิ้นปี

“จับจ่าย” เริ่มเปิดเมื่อช่วงต้นปี 2560 ปัจจุบันมีลูกค้าประมาณ 10 โรงเรียน 1 แห่งใน กทม. ที่เหลือกระจายอยู่ตามต่างจังหวัดในภาคกลาง ภาคใต้ ภาคอีสาน กำลังเริ่มเจาะตลาดภาคเหนือ ในจำนวนลูกค้าบางส่วนเป็นรูปแบบการใช้งานทดลอง ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงการประเมินการตอบรับ แต่สำหรับโรงเรียนที่ตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ไปใช้แล้วนั้นได้รับการตอบรับดีมาก เป็นที่พอใจของผู้บริหารโรงเรียน ครู รวมทั้งผู้ปกครอง

สำหรับเรื่องงบประมาณที่ใช้ในการสร้างธุรกิจ “จับจ่าย” คุณนรินทร์ เผยว่า ในภาพรวมเป็นเงินประมาณ 1,000,000 บาท ทั้งในส่วนของตัวเองและผู้ร่วมลงทุน ค่าใช้จ่ายหลักจะเป็นในส่วนของทีมงานในการบริหารจัดการ ฝ่ายขายและการตลาด ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสตาร์ทอัพหนุ่มกล่าวอย่างมั่นใจว่า หากไม่มีอะไรผิดพลาดคาดการณ์จะสามารถถึงจุดคุ้มทุนได้ภายในสิ้นปี 2560 โดยในอนาคตตั้งเป้าเป็นที่ 1 ของตลาดการศึกษา คือด้านบริหารจัดการโรงเรียน

ห้ามยอมแพ้ ห้ามหยุดเดิน

คุณนรินทร์กล่าวอีกว่า ที่จับจ่ายประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ก้าวมาถึงทุกวันนี้ได้ ไม่ใช่เป็นเพราะเชี่ยวชาญในเรื่องของสตาร์ทอัพ แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องความไม่ยอมแพ้ ที่เริ่มต้นจากไม่มีอะไรเลย ขาดความพร้อม ขาดความรู้ ไม่มี Co-Founder รวมทั้งแหล่งเงินทุน แต่ด้วยใจที่สู้ไม่ถอย จึงแก้ปัญหาและฝ่าฟันอุปสรรคทุกอย่างได้ ซึ่งคิดว่าสตาร์ทอัพส่วนใหญ่ที่ไปไม่รอดเป็นเพราะหยุดเดิน และยอมแพ้ให้กับปัญหา

ซึ่งการทำได้หรือไม่ได้นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าเรื่องความพร้อม เรื่องเงินทุน หากไม่พร้อมก็ไปหาความรู้เพิ่มเติม ฝึกฝนตัวเองมาใหม่ ไม่มีเงินก็หาลู่ทาง เสาะหาผู้ลงทุน ความสำเร็จนั้นไม่กลัวคนเก่งหรือคนมีเงิน แต่กลัวคนที่อึด คนที่ไม่หยุด จะช้าหรือเร็วขอเพียงแค่ไม่หยุดเดิน สามารถประสบความสำเร็จได้แน่นอน

สุดท้าย คุณนรินทร์อยากฝากถึงผู้ที่สนใจงานด้านสตาร์ทอัพว่า ข้อแรก ให้ลงมือทำทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อม อย่างเช่นโปรเจกต์ของจับจ่ายนั้นเริ่มทำด้วยเงินลงทุนเพียง 2 แสน ทั้งที่วางแผนไว้ว่าต้องมีความพร้อมที่ทุนถึง 4 ล้านบาท ข้อที่สองคือ เมื่อลงมือทำแล้วต้องพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาและอุปสรรค ซึ่งในการทำงานไม่สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ได้

“ผู้ที่ไม่ยอมแพ้เท่านั้นที่จะอยู่รอด ผมบอกกับทีมงานตลอดว่า พวกเราไม่เคยแพ้ คำว่าแพ้จะเกิดขึ้นก็คือมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหยุด และยอม ความผิดพลาดคือเราแค่ล้ม ต้องลุกขึ้นมาใหม่ ถ้าล้มแล้วไม่ลุก นั่นคือพ่ายแพ้” สตาร์ทอัพหนุ่มกล่าวทิ้งท้าย

ติดต่อ jabjai.school โทรศัพท์  :  0-2029-9373 09-1823-3139

Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333

แสดงความคิดเห็น