“เนเบอร์” ระบบบริหารจัดการนิติบุคคล สตาร์ทอัพที่เติบโตในแบบเอสเอ็มอี

เห็น Pain Point การทำงานในโครงการนิติบุคคล สร้างแอปพลิเคชันเพื่อแก้ปัญหาทั้งระบบ ไม่หวั่นแม้เป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม ทำงานสตาร์ทอัพ แต่เติบโตในแบบเอสเอ็มอี กระแสตอบรับดีด้วยลูกค้ากว่า 20 โครงการ

สตาร์ทอัพ สร้างแอปพลิเคชันเพื่อแก้ไขปัญหา

คุณวีรยุทธ งานดี CO-Founder เนเบอร์ พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ แอปพลิชันที่ทำให้การสื่อสารและการบริหารจัดการภายในที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องง่ายขึ้น ได้เปิดประเด็นในการพูดคุย ว่านิยามของสตาร์ทอัพสำหรับความคิดของตนเองนั้น คือกลุ่มผู้ประกอบการที่นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในธุรกิจ ทำให้เกิดธุรกิจใหม่ที่สามารถขยายได้อย่างรวดเร็ว

ซึ่งสตาร์ทอัพหนุ่มเล่าว่า แรงบันดาลใจในการทำงานด้านสตาร์ทอัพคือจบมาทางด้านไอที คลุกคลีอยู่กับเทคโนโลยีตลอดเวลา เป็นโปรแกรมเมอร์ทำงานด้านซอฟต์แวร์เฮาส์ ด้วยความรู้ที่มีทำให้เห็นถึงปัญหา และมองว่าในปัญหานั้นมีโอกาส จึงรวมทีมกับเพื่อนสร้างชุดความคิดขึ้นมา มีความฝันที่จะเป็นเจ้าของกิจการโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาส่งเสริม ประกอบกับการที่รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนงานด้านสตาร์ทอัพ จึงเป็นจังหวะที่ดีในการเริ่มทำงานในด้านนี้

จากปัจจุบันที่ทุกคนล้วนมีสมาร์ทโฟนติดตัว และด้วยที่ตัวเองมีความรู้ในการสร้างแอปพลิเคชัน จึงคิดว่าจะสามารถทำอะไรที่จะตอบโจทย์ตรงจุดนี้ได้ มองเห็น Pain Point ของคนที่อยู่ในโครงการนิติบุคคล ในหมู่บ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียม เช่นการติดต่อกับนิติบุคลลำบาก สำหรับคนที่ทำงานตอนเช้า กลับบ้านตอนค่ำ หรือฝ่ายนิติบุคคลต้องการส่งข่าวสารเช่นการส่งจดหมายที่บางครั้งไม่ถึงมือผู้รับ เป็นต้น

ซึ่งหลังจากมองเห็นถึงปัญหา ได้นำมาวิเคราะห์ว่ามีตลาดรองรับหรือไม่ ประจวบเหมาะกับที่ประเทศไทยมีกฎหมายรองรับในเรื่องเกี่ยวกับอาคารชุด บ้านจัดสรร ที่ต้องจัดตั้งนิติบุคคล จึงเห็นโอกาสทางการตลาด จากนั้นได้ศึกษาต่อ ว่ากลุ่มเหล่านี้มีแนวทางแก้ปัญหาหรือไม่ ซึ่งพบว่ามีเพียงซอฟต์แวร์ อย่างเช่นงานบัญชี ซึ่งอำนวยความสะดวกเพียงแค่คนกลุ่มเดียว ไม่ได้แก้ปัญหาได้ทั้งระบบ จึงต้องการสร้างสิ่งหนึ่งขึ้นมา เพื่อเชื่อมต่อคนสองกลุ่มเข้าด้วยกัน โดยให้มีการทำงานครอบคลุมทั้งระบบ

ระบบบริหารจัดการนิติบุคคล

เนเบอร์คือระบบบริหารจัดการนิติบุคคล ที่รวมการสื่อสารภายในไว้ด้วยกัน อย่างแรกเป็นการแก้ปัญหาเรื่องการติดต่อระหว่างลูกบ้านกับนิติบุคคล มีแอปพลิเคชันที่สามารถติดต่อกันได้โดยตรง อย่างที่สองคือแก้ปัญหาเรื่องเงินที่ต้องใช้คนในการจัดการ เนื่องจากต้นทุนของการบริหารนั้นอยู่ที่คนทั้งหมด เมื่อมีระบบจัดการที่เบ็ดเสร็จจะทำให้งานสั้นลง ลดจำนวนการจ้างคน ลดต้นทุนได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้คุณธีรวัฒน์ ยังกล่าวด้วยว่า กระบวนการทำงานตรงจุดนี้ บรรดากลุ่มบริษัทที่รับบริหารสามารถนำไปเป็นเครื่องมือดำเนินงานเพื่อสร้างรายได้และแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่น

กลุ่มเป้าหมายหลักของเนเบอร์ที่วางไว้ในตอนนี้มีทั้งหมด 3 กลุ่มคือ 1.กลุ่มผู้บริหารนิติบุคคล หรือเอสเอ็มอีที่เป็นบริษัทแล้วรับงานไปบริหาร 2.กลุ่มที่เป็นผู้พัฒนาโครงการ อาจเป็นบ้านจัดสรร หรือคอนโดมิเนียม ที่อยู่ในช่วงการดำเนินงาน มีการประกันโครงการ ประกันโครงสร้าง ระหว่างดำเนินการขาย เนเบอร์จะช่วยในการติดต่อกับลูกค้า เป็นซีอาร์เอ็ม (CRM) คือ ระบบบริหารเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า และ 3.กลุ่มลูกบ้าน จากการศึกเรื่องซอฟต์แวร์เดิมที่ใช้อำนวยความสะดวกเพียงกลุ่มบริหาร แต่ไม่ได้ตอบสนองกลุ่มลูกบ้าน ที่ปัจจุบันต่างใช้สมาร์ทโฟนกันทุกคน ซึ่งเนเบอร์เป็นเหมือนประตูเพื่อเชื่อมต่อข้อมูลของลูกบ้านกับกลุ่มบริการเข้าด้วยกัน

คุณวีรยุทธ เล่าต่อว่า “เนเบอร์” เริ่มจัดตั้งบริษัทเมื่อเดือน ตุลาคม 2558 ในการดำเนินงานช่วงแรกต้องทำการเปิดตลาด อธิบายให้ลูกค้าเข้าใจว่าเราคืออะไร ช่วยหรือแก้ไขปัญหาอะไรได้บ้าง ซึ่งค่อนข้างลำบากกว่าจะได้ลูกค้ารายแรก เพราะเป็นสิ่งที่ลูกค้าไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยคนเพียงคนเดียว งบประมาณที่จะนำมาใช้เป็นค่าบริการคือเงินส่วนกลาง ความท้าทายคือทำอย่างไรจึงจะปิดการขายตรงนี้ให้ได้ ต้องอธิบายให้คนหมู่มากเห็นพ้องต้องกันแล้วสั่งซื้อซอฟต์แวร์

หลังฟันฝ่ามาแล้วในระดับหนึ่ง จากประสบการณ์ทำให้รู้ทางว่าตอนนี้จะเริ่มเจาะกลุ่มลูกค้าได้อย่างไร ปิดการขายได้ง่ายและเร็วขึ้น จากเดิมที่ 1-2 เดือน ได้ลูกค้าเพียง 1 ราย ปัจจุบัน 1 เดือนได้ 4-5 ราย

โดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมาของการดำเนินงาน ในเรื่องผลตอบรับจากลูกค้า CO-Founder หนุ่ม กล่าวว่า

“เป็นไปในทิศทางที่ดี กลุ่มนิติบุคคลที่จ้างพนักงานเพื่อดำเนินงานให้ฟีดแบ็กว่าคนของเขาทำงานได้ง่ายขึ้น ส่งข้อมูลทุกอย่างผ่านแอปพลิเคชันได้ทั้งหมด มีความสะดวกและลดขั้นตอนการทำงานได้มาก จากที่ต้องแจกเอกสารกว่า 200 ฉบับ ตอนนี้เพียงแค่ส่งผ่านระบบก็สามารถกระจายถึงลูกบ้านผู้รับสารได้พร้อมกันทันทีผ่านแอปพลิเคชัน”

มีลูกค้ามากกว่า 20 โครงการ

สำหรับเรื่องการลงทุน สตาร์ทอัพหนุ่มเปิดเผยว่า “เนเบอร์” ใช้เงินลงทุนไปประมาณ 2,000,000 บาท ซึ่ง 80% เป็นค่าใช้จ่ายด้านการพัฒนาแอปพลิเคชันและระบบ เนื่องจากต้องการสร้างให้เป็นแพลตฟอร์มที่ครบถ้วนและมีความพร้อมมากที่สุด จึงเป็นส่วนที่ลงทุนมากที่สุด โดยใช้ระยะเวลาพัฒนายาวนานถึง 8 เดือน และอีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันคืองบประมาณในการทำ PR ซึ่งต้องทำหลายส่วน ไม่ใช่เพียงการโฆษณาอย่างเดียว แต่ต้องนำเสนอให้เกิดความเข้าใจทันทีว่าเนเบอร์คือโปรแกรมที่เหมาะสมกับงานของลูกค้า

 

ซึ่งปัจจุบันมี “เนเบอร์” มีลูกค้ามากกว่า 20 โครงการ รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 35,000 บาทต่อปี สำหรับแต่ละโครงการ

“เราค่อยๆ เติบโต เนื่องจากสินค้าของเราเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม เป็นสตาร์ทอัพกึ่งเอสเอ็มอี ใช้วิธีการดำเนินงานแบบสตาร์ทอัพ แต่เติบโตในแบบเอสเอ็มอี ซึ่งเตรียมการวางแผนรับมือไว้อย่างน้อยเป็นเวลา 3 ปี ในการถึงจุดคุ้มทุน”

ทุกขั้นตอนจบได้ด้วยแอปฯ

ส่วนแนวทางในอนาคต “เนเบอร์” กำลังจะปล่อยซอฟต์แวร์อีกหนึ่งตัวสำหรับกลุ่มลูกค้าหอพักหรืออพาร์ตเมนต์ เนื่องจากมองว่าเป็นตลาดที่กว้าง และสามารถปิดการขายได้ง่ายเนื่องจากมีเจ้าของคนเดียว ซึ่งอาจมีรูปแบบราคาค่าบริการที่แตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ยังมองถึงการพัฒนาในด้านการชำระเงิน ที่ลูกจ้างจะสามารถจ่ายเงินค่าส่วนกลางผ่านทางแอปพลิเคชันได้ โดยกำลังมองหาพาร์ตเนอร์ที่จะสามารถมาช่วยเหลือการให้บริการในจุดนี้ได้ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร ซึ่งสอดคล้องกับในปัจจุบันเป็นยุคที่คนใช้เงินสดน้อยลง ไม่ต้องเสียเวลาไปจ่ายหรือโอนเงิน ทุกขั้นตอนจบได้ด้วยแอปพลิเคชันเดียว

“สตาร์ทอัพซอมบี้”/ Inside out and Outside in

และคุณวีรยุทธยังได้พูดถึงสิ่งที่สตาร์ทอัพควรระวัง คือเรื่องให้ความสำคัญกับการทำงาน เพราะในปัจจุบันมีสตาร์ทอัพจำนวนมากที่สนใจในเรื่องการขึ้นเวทีประกวดมากเกินไปจนไม่มีเวลามาพัฒนางานของตัวเอง เมื่อโปรดักส์ไม่ได้ออกตลาดจะไม่สามารถรู้ได้ว่าคอนเซ็ปต์หรือไอเดียนั้นจะขายได้หรือมีคนซื้อหรือไม่ ทำให้กลายเป็นสตาร์ทอัพซอมบี้ที่ไม่มีการเติบโต ซึ่งต้องโฟกัสเรื่องการทำงานเป็นหลักโดยนำโปรดักส์ออกมาทดลองตลาดให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

นอกจากนี้ CO-Founder “เนเบอร์” ได้ฝากคำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจด้านสตาร์ทอัพ ว่าต้องวิเคราะห์จากปัญหา เริ่มต้นจากคำถามว่า ทำไมลูกค้าถึงจะต้องมาซื้อบริการของเรา ซึ่งก็คือสิ่งที่เราทำนั้นจะแก้ปัญหาให้เขาได้ มองลูกค้าเป็นหลัก แล้วกลั่นกรองให้เป็นโปรดักส์

“อย่ามอง Inside out แต่ต้องมอง Outside in เพราะ Inside out คือทำตามใจเราเอง เนเบอร์เคยหลงทางเสียเวลา สุดท้ายฟีเจอร์เหล่านั้นไม่มีคนใช้เพราะไม่ได้วิเคราะห์ลูกค้าก่อนจะเริ่มต้น หากมองลูกค้าเป็นหลัก รู้ความต้องการ เห็นตลาดว่ามีกำลังซื้อยังไงเราก็ขายได้ โฟกัสในสิ่งที่เราทำ จับประเด็นให้ได้ว่าเราขายให้ใคร การทำ Business Model Canvas เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะจะช่วยให้เห็นภาพรวมทั้งระบบว่าลูกค้าคือใคร ให้คุณค่าอะไรกับเขา และผ่านช่องทางไหนได้บ้าง” สตาร์ทอัพหนุ่มกล่าวทิ้งท้าย

ติดต่อ nabour.me โทรศัพท์ 08-3943-5554

 

แสดงความคิดเห็น