‘Startup’ Beyond 2017 : Part 2

ปี2017 ‘OOKBEE’ ก้าวไปอีกขั้น โดยการพัฒนาไปเป็น User Generated Content (UGC) คือ การพัฒนารูปแบบการให้บริการโดยให้ผู้ใช้เป็นคนสร้างเนื้อหา (Content) ขึ้นมาเอง

“OOKBEE” หรือ e-Book ต้นแบบสตาร์ทอัพรุ่นบุกเบิกที่เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2011 โดยคุณณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ได้สร้างแพลตฟอร์มทางธุรกิจโดยนำเอานิตยสารต่างๆ ขึ้นมาเผยแพร่ผ่านระบบออนไลน์ จนถึงปัจจุบันขยายเป็นหนังสือพิมพ์ หนังสือเสียง คอร์สออนไลน์ และมีบุฟเฟ่ต์เหมาอ่านเดือนละ 200-300 บาท

ปี2017 ‘OOKBEE’ ก้าวไปอีกขั้น โดยการพัฒนาไปเป็น User Generated Content (UGC) คือ การพัฒนารูปแบบการให้บริการโดยให้ผู้ใช้เป็นคนสร้างเนื้อหา (Content) ขึ้นมาเอง เพื่อให้เกิดแพลตฟอร์มใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม ซึ่งจะต้องรอให้หนังสือหรือนิตยสารที่มีกองบรรณาธิการเป็นคนสร้างตีพิมพ์ แล้วจึงนำไปเผยแพร่ในระบบ แต่ปัจจุบันระบบนี้จะคล้ายกับไอจี หรือ เฟซบุ๊ก ที่ผู้ใช้เป็นคนสร้างคอนเทนต์เอง ทำให้ผู้ใช้บริการได้รับสารเฉพาะที่มีเนื้อหาที่ตนสนใจเท่านั้น ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแต่ละคนซึ่งจะมีความต้องการต่างกัน ทำให้มีคอนเทนต์ที่ไม่เหมือนกัน

จุดนี้  ‘คุณณัฐวุฒิ’ ย้ำว่านี่คือ เทรนด์ของโลก คือ ถ้าเราอยากเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มธุรกิจจริง เราต้องให้ลูกค้าเราเป็นสร้างคอนเทนต์ด้วย จุดแข็งนี้ ทำให้ธุรกิจเราโตขึ้น 20 เท่า เพียงแค่ปรับเปลี่ยนรูปแบบ โดยจะมีการสร้างการ์ตูน นิยาย ดนตรี ซึ่งผู้ใช้เป็นผู้สร้างคอนเทนต์เอง และมาใช้งานกันเอง ปลดล็อคไม่ต้องรอให้เป็นหนังสือกระดาษออกก่อนแล้วค่อยมาลง

อย่างไรก็ตาม เขาสรุปว่า อุปสรรคของสตาร์ทอัพ เรื่องความล้มเหลวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ปกติในสตาร์ทอัพ แต่อยู่ในระดับสเกลที่เราควบคุมได้ เป็นล้มเหลวได้โดยไม่จำเป็นต้องหมดเนื้อหมดตัว แล้วก็ลุกมาสู้ใหม่ เพราะว่าโลกอีคอมเมิร์ซ เหมือนอยู่ในเกม เราเคยไปอยู่ในเกมที่เราไม่เก่ง แต่เรารู้ว่ามันเป็นเกมที่ผู้ชนะรวบได้ทั้งหมด

@ บทบาทของรัฐในการสนับสนุนสตาร์ทอัพ

ด้าน ‘ดร.อรรชกา สีบุญเรือง’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เน้นย้ำว่า รัฐบาลมุ่งส่งเสริมสตาร์ทอัพ โดยมีคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ (บอร์ดสตาร์ทอัพ)  ซึ่งแบ่งเป็น 4 คณะทำงานย่อย ตามวัตถุประสงค์ ได้แก่ คณะทำงานเพื่อสร้างการตระหนักรู้และการรับรู้เกี่ยวกับสตาร์ทอัพ, คณะทำงานเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริมสตาร์ทอัพ, คณะทำงานเพื่อส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศน์ในการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ และคณะทำงานเพื่อเสนอแนะนโยบายและมาตรการภาครัฐ เพื่อสนับสนุนมาตรการจูงใจในธุรกิจสตาร์ทอัพ

โดยในปี 2016 มีการดำเนินโครงการ 8 โครงการ คือ

1) สร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับสตาร์ทอัพ

2) สร้างสถาบันการศึกษาให้เป็นจุดเริ่มต้นการประกอบการ (Entrepreneurial University)

3) สร้างกลไกในการพัฒนาสตาร์ทอัพในสาขาต่างๆ (Sectoral Development) 9 สาขา

4) เพิ่มโอกาสให้ สตาร์ทอัพ ที่อยู่ในภูมิภาค หรือในต่างจังหวัดให้เติบโต (Startup Regionalization)

5) สร้างความเชื่อมโยงกับต่างประเทศ (Startup Thailand Connect)

6) สร้างย่านนวัตกรรม (Innovation District) 27 ย่านทั่วประเทศ โดยในปีที่ผ่านมาได้สร้างย่านนวัตกรรม 7 เขตในกรุงเทพฯ และ 4 จังหวัดในภาคตะวันออก และอาจจะพัฒนาได้ถึง 15 แห่งในปีนี้

7) การสร้างฐานข้อมูลสตาร์ทอัพ (Startup Database)

และ 8) การแก้ไขกฎระเบียบ/กฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกกับสตาร์ทอัพ (Ease of Doing Business)

‘ดร.อรรชกา’ กล่าวว่า ภาครัฐ โดยกระทรวงการคลังได้ออกมาตรการจูงใจทางด้านภาษี โดยการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับธุรกิจสตาร์ทอัพที่จดทะเบียน เป็นเวลา 5 ปี และให้แก่ Venture Capital เป็นเวลา 10 ปี ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก็ได้มีมาตรการลดภาษีให้ 8 ปี ให้กับสตาร์ทอัพ และธุรกิจ Co-Working Space ของภาคเอกชน

มาตรการต่างๆ ส่งผลให้จำนวน สตาร์ทอัพ กลุ่มที่จะเริ่มดำเนินธุรกิจ (Idea Startups) ปี 2017 เพิ่มขึ้นเป็น 8,000 รายจากปีก่อน 5,000 ราย และจำนวนธุรกิจสตาร์ทอัพ (Active Startup) มีจำนวน 1,500 ราย จากปีก่อนที่มีจำนวน 700 ราย ส่งผลให้เกิดการจ้างงานในธุรกิจเพิ่มขึ้นเป็น 7,500 ตำแหน่งจากปีก่อนที่มีจำนวน 2,000 ตำแหน่ง มีการลงทุนในสตาร์ทอัพ ไม่ต่ำกว่า 86 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีการลงทุนจาก Venture Capital เพิ่มขึ้นถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 10,000 ล้านบาท

สถานการณ์ธุรกิจสตาร์ทอัพ ปี 2017 เทียบปี 2016

Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333

 คลิกอ่าน ‘Startup’ Beyond 2017 : Part 1

 

558 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น