ในหลวง ร.9 เสด็จฯ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยด้วยพระองค์เอง

“บ่อยครั้งที่ทรงเสด็จฯ โดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง บินวนเหนือยุทธภูมิที่เบื้องล่างกำลังยิงถล่มกันอย่างหนักหนาสาหัส โดยที่นักบินมิอาจขัดพระราชประสงค์ได้”

เรื่องเล่าจากวังหลวง

ในช่วงนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2500-2524

บ้านเมืองเกิดภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ การต่อสู้ระหว่างฝ่ายทหารและตำรวจตระเวนชายแดนกับผู้ก่อการร้ายในพื้นที่ชนบทห่างไกลทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยด้วยพระองค์เอง โดยมิทรงหวั่นเกรงต่อภยันตราย

เฉลิมศักดิ์ รามโกมุท ตำรวจหลวงในราชสำนัก ซึ่งทำหน้าที่ถวายการรักษาความปลอดภัยแด่ในหลวง เขียนเล่าไว้ในหนังสือ “เรื่องเล่าจากวังหลวง” ว่า

“แม้ฝนตก ฟ้าร้อง พายุพัด หรือแนวรบที่เต็มไปด้วยห่ากระสุน ก็มิทรงย่อท้อ สมัยประเทศไทยตกอยู่ในความคุกคามของพวกสหายคอมฯ ทหารหาญได้พลีชีพปกป้องอธิปไตยของชาติอยู่เป็นประจำ บ่อยครั้งที่ทรงเสด็จฯ โดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง บินวนเหนือยุทธภูมิที่เบื้องล่างกำลังยิงถล่มกันอย่างหนักหนาสาหัส โดยที่นักบินมิอาจขัดพระราชประสงค์ได้ บ่อยครั้งที่ทรงให้เฮลิคอปเตอร์ที่ประทับลงจอดเพื่อรับทหารผู้บาดเจ็บกลับสู่แนวหลัง ทั้งๆ ที่กำลังมีการสาดกระสุนเข้าหากันอย่างหูดับตับไหม้”

ในการเสด็จฯ แต่ละครั้ง พระองค์ทรงพระทานสิ่งของจำเป็นต่างๆ แก่ทหารและตำรวจตระเวนชายแดน โดยมีประชาชนร่วมบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังเสด็จฯ เยี่ยมและปลอบขวัญผู้ได้รับบาดเจ็บตามโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด

(พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเยี่ยมราษฎรและข้าราชการผู้บาดเจ็บ จากการถูกลอบยิงโดยผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ณ โรงพยาบาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2518)

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ต่อทหารและตำรวจตระเวนชายแดนผู้พิการบาดเจ็บ รวมถึงครอบครัวผู้เสียชีวิต โดยทรงมิเคยทอดทิ้ง พระองค์โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมจัดตั้งโรงงานทำแขนขาเทียมที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าและมูลนิธิสายใจไทย เพื่อให้ความช่วยเหลือและฝึกอาชีพให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้อย่างมีคุณค่า

เรียบเรียงจาก : หนังสือตามรอยพ่อ ก-ฮ และหนังสือ “เรื่องเล่าจากวังหลวง”

 

 

แสดงความคิดเห็น