แนวพระราชดำริ “ขาดทุนคือกำไร” การขาดทุนเพื่อประโยชน์สุขแก่มวลมหาชน

“แต่ในไม่ช้าประชาชนจะได้รับผล ราษฎรอยู่ดีกินดีขึ้น ราษฎรได้กำไรไป ถ้าราษฎรมีรายได้รัฐบาลก็เก็บภาษีได้สะดวกเพื่อให้รัฐบาลได้ทำโครงการต่อไป เพื่อความก้าวหน้าของประเทศชาติ”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นกษัตริย์ที่มีสายพระเนตรยาวไกล รอบรู้ในทุกๆ ด้านไม่เว้นแม้ในเรื่องของหลักเศรษฐศาสตร์ ที่พระองค์ทรงมองเรื่องการลงทุนด้วยความคิดที่เฉียบแหลม โดยผลกำไรที่ได้จะตกอยู่กับผู้รับคือส่วนรวม ซึ่งหมายถึงทุกคนในสังคม

สะท้อนชัดเจนได้จากแนวคิดในการลงทุนดำเนินโครงการขนาดใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ทรงแนะให้มองถึงผลสำเร็จของงานในลักษณะความคุ้มค่ามากกว่าคุ้มทุน คือมองถึงผลสำเร็จที่จะมีต่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชน มากกว่าผลกำไรที่เป็นตัวเงิน อันเป็นหลักที่พระองค์ทรงเรียกว่า “ขาดทุนคือกำไร” “เราขาดทุน เราก็ได้กำไร” “ขาดทุนเป็นกำไรของเรา” หรือ “Our loss is our gain”  ซึ่งพระองค์มีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2534 ความตอนหนึ่งว่า

ขาดทุนเป็นการได้กำไรของเรา นักเศรษฐศาสตร์คงค้านว่าไม่ใช่ แต่เราอธิบายได้ว่า ถ้าเราทำอะไรที่เราเสีย แต่ในที่สุดที่เราเสียนั้น เป็นการได้ทางอ้อมตรงกับงานของรัฐบาลโดยตรง เงินของรัฐบาลหรืออีกนัยหนึ่งคือเงินของประชาชน ถ้าอยากให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ก็ต้องลงทุนต้องสร้างโครงการ ซึ่งต้องใช้เงินเป็นร้อย พัน หมื่นล้าน ถ้าทำไปเป็นการจ่ายเงินของรัฐบาล

แต่ในไม่ช้าประชาชนจะได้รับผล ราษฎรอยู่ดีกินดีขึ้น ราษฎรได้กำไรไป ถ้าราษฎรมีรายได้รัฐบาลก็เก็บภาษีได้สะดวกเพื่อให้รัฐบาลได้ทำโครงการต่อไป เพื่อความก้าวหน้าของประเทศชาติ ถ้ารู้ รัก สามัคคี รู้เสียสละ คือการได้ ประเทศชาติก็จะก้าวหน้า และการที่คนอยู่ดีมีสุขนั้น เป็นการนับที่เป็นมูลค่าเงินไม่ได้…

จากพระราชดำรัสสะท้อนได้ว่า การขาดทุนที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการขาดทุนเพื่อประโยชน์สุขแก่มวลมหาชน และประโยชน์สุขที่ได้กลับมาคือ “ผลกำไร” ที่มหาศาลจนเทียบกันไม่ได้ ซึ่งผลกำไรเหล่านั้นก็มิได้ตกอยู่ในมือพ่อค้าคนไหนหรือนักลงทุนผู้ใด แต่ตกอยู่กับพสกนิกรชาวไทยของพระองค์ท่านทุกคนนั่นเอง

เรียบเรียงจาก : หนังสือตามรอยพ่อ ก-ฮ

แสดงความคิดเห็น