TPP และ RCEP โอกาสดีสำหรับประเทศไทย

การเป็นสมาชิกข้อตกลง “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคของอาเซียน” (RCEP) และ “ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก” (TPP) จะกลายเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย

 นายโจเซฟ อินคาลเทอร์ร่า นักเศรษฐศาสตร์  HSBC’s Asean และ ผู้เชี่ยวชาญด้านประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) กล่าวว่า ไทยจะได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมข้อตกลง RCEP ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ จีน,ญี่ปุ่น และอินเดีย ขณะที่ TPP นั้นมีประเทศระดับแนวหน้าไม่ว่าจะเป็นสหรัฐและญี่ปุ่น โดยอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะส่งออกไปยังตลาดในประเทศสมาชิก TPP
ทั้งนี้ “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคของอาเซียน” (RCEP) จะขยายกลุ่มการค้าในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกัน 2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย 83.8 ล้านล้านบาท
อินคาลเทอร์ร่า กล่าวต่อว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่จะนำไปสู่การหลั่งไหลของกระแสเงินทุนที่มีประสิทธิภาพและการค้าบริการระหว่างประเทศ รวมถึงการขนย้ายสินค้าอย่างอิสระ อย่างไรก็ตาม การค้าบริการระหว่างประเทศจะประสบกับความยากลำบาก เนื่องจากอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษี (non-tariff barriers) โดยสถานการณ์ปัจจุบันประเทศในกลุ่มสมาชิกจะต้องปรับปรุงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเปิดเสรี ในปี 2025
ภายในอาณาเขตของ AEC  การเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ จะช่วยอำนวยความสะดวกในการลดค่าใช้จ่ายสำหรับการค้าข้ามพรมแดน ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานโลกจะได้รับประโยชน์จากการประหยัดค่าใช้จ่ายในพื้นที่ฐานผลิตเดียว
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ มองว่า ประเทศในอาเซียนต้องการความร่วมมือทางด้านการเมืองที่รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน และเพิ่มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศนอกภูมิภาค ขณะที่การดำเนินการเพื่อปฏิรูปโครงสร้างยานยนต์และอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่นเดียวกับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
“ใน AEC ไทยถือได้ว่าเป็นประเทศที่อยู่ในระดับแนวหน้า เนื่องจากมีตลาดผู้บริโภคและ อุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่ รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ดังนั้นบริษัทของไทยสามารถใช้ประโยชน์จากความพร้อมตรงนี้ ”
นอกเหนือจากประเทศไทย ประเทศอื่นๆในอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียเตรียมเข้าร่วมกับกลุ่มการค้า TPP ในอีก 2 ปีข้างหน้า
สำหรับปีนี้ อินคาลเทอร์ร่า กล่าวว่า อัตราการเติบโตเศรษฐกิจของไทยมีแนวโน้มที่คงยู่ในระดับต่ำสุดในกลุ่มประเทศ อาเซียน โดย HSCB คาดว่าจะขยายตัว 3.3% นอกจากนี้ การชะลอตัวของจีนจะส่งผลกระทบต่อไทยและ มาเลเซีย เนื่องจาก 2 ประเทศมีสัดส่วนการส่งออกที่มากไปยังจีน ซึ่งคาดว่าจะเติบโตอย่างน้อย 6.7% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2015 ที่เติบโต 7.1%
ทั้งนี้ การที่ธนาคารกลางสหรัฐมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี นักเศรษฐศาสตร์มองว่าจะสร้างความผันผวนในระยะสั้น ไม่ได้นำไปสู่การหยุดชะงักแต่อย่างใด
ขณะที่ ไฮน์ พาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร HSBC ประเทศเวียดนาม กล่าวว่า พื้นที่ว่างสำหรับการเติบโตของการค้าภายในของกลุ่มประเทศ AEC จะเติบโตร้อยละ 20 ของการค้ารวม เมื่อเปรียบเทียบกับสมาชิกของสหภาพยุโรปที่เติบโตมากกว่าร้อยละ 60
พาม กล่าวเพิ่มว่า การลงทุนข้ามพรมแดน เป็นส่วนสำคัญที่สร้างการเติบโตให้กับบริษัทในอาเซียน เช่น บริษัทที่เข้าไปลงทุนในอาเซียนของเวียดนามและสินค้าในภาคอิเล็กทรอนิกส์
สำหรับเวียดนาม การเติบโตของ GDP คาดว่าจะอยู่ประมาณร้อยละ 6 – 7 ในปีนี้ แต่ความท้าทายของธุรกิจคือการพยายามก้าวเข้าไปเสนอตนเองอยู่ใน AEC ซึ่งยังไม่พร้อมกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น และคาดการณ์ว่าปี 2016 บริษัทภายในเวียดนามจะมีการควบรวมกิจการมากขึ้น เนื่องจากผลกระทบของการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
596 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น