WEF จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันประจำปี’60 ของไทยดีขึ้น

หากเปรียบเทียบกับสมาชิกอาเซียน  9  ประเทศที่อยู่ในบัญชีการจัดอันดับ (ยกเว้นเมียนมา) พบว่า ไทยมีคะแนนด้านความสามารถในการแข่งขันสูงเป็นอันดับที่ 3 ในอาเซียน

Highlight :

  • ปีนี้ World Economic Forum ประกาศเพิ่มอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน Global Competitiveness Index (GCI) ของไทย มาอยู่ที่ 32 จากอันดับ 34 ในปี 2559 ด้วยคะแนน72  จากคะแนนเต็ม 7 คะแนน
  • หากเปรียบเทียบอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันไทยกับสมาชิกอาเซียน 9  ประเทศที่อยู่ในการจัดอันดับ (ยกเว้นเมียนมาร์) พบว่า ไทยเป็นอันดับที่ 3 ในอาเซียน เป็นรองเพียงสิงคโปร์และมาเลเซีย
  • ปีนี้สิงคโปร์ครองเบอร์ 1 ของประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันในอาเซียน แต่อันดับ GCI ของสิงคโปร์ลดลงจาก 2 มาเป็น 3 ซึ่งเป็นผลมาจากคะแนนในด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สุขภาพและการศึกษาขั้นพื้นฐาน และความพร้อมในเทคโนโลยีปรับลดลงจากปีที่ผ่านมา

 

หลายคนคงตั้งคำถามว่า จากที่รัฐบาลได้ขับเคลื่อนนโยบายทางเศรษฐกิจอย่างมากมาย เพื่อปฏิรูปประเทศตามยุทธศาสตร์ 20 ปี มุ่งหน้าพัฒนาสู่ความเป็นไทยแลนด์ 4.0 แล้ว ขณะนี้สถานะของไทยอยู่ตรงไหน หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน ไทยมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ หรือมีความสามารถในการแข่งขันมากน้อยเพียงใด

 

องค์กร World Economic Forum(WEF) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนไม่แสวงหากำไร ตั้งอยู่ในกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้จัดทำรายงานประจำปีด้านการแข่งขันของประเทศต่างๆ มาเป็นเวลากว่า 30 ปี  หนึ่งในนั้น คือ การสร้างดัชนีด้านความสามารถในการแข่งขันระดับโลกในชื่อ Global Competitiveness Index (GCI) เพื่อเป็นตัววัดระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ทั่วโลก 137 ประะเทศ โดยคำนวณมาจากดัชนีพื้นฐานหลายด้าน  12 ด้าน (Pillars)

 

ล่าสุดในปีนี้ WEF ประกาศเพิ่มอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย มาอยู่ที่ 32 จากอันดับ 34 ในปี 2559 ด้วยคะแนน 4.72  จากคะแนนเต็ม 7 คะแนน มาจากการปรับคะแนนที่ดีขึ้น 8 ใน 12 ด้าน ได้แก่ ด้านสถาบัน โครงสร้างพื้นฐาน ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ด้านอุดมศึกษาและการฝึกอบรม ด้านประสิทธิภาพตลาดสินค้า ด้านประสิทธิภาพตลาดแรงงาน ด้านความพร้อมในเทคโนโลยี ด้านความเชี่ยวชาญในธุรกิจ และด้านนวัตกรรม ส่วนด้านขนาดตลาดมีคะแนนคงที่เท่ากับปีที่ผ่านมา

 

 

ขณะที่ตัวชี้วัดที่ไทยมีคะแนนลดลง คือ ด้านระดับการพัฒนาในตลาดเงิน ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้และลูกหนี้ และด้านสุขภาพและการศึกษาขั้นพื้นฐานปรับตัวลดลง โดยเฉพาะด้านนี้เรียกว่าอยู่ในจุดที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะมีประเด็นเรื่องสัดส่วนของผู้ป่วยวัณโรคต่อจำนวนประชากร และผู้ป่วยจากโรคเอดส์ ในช่วงอายุ 15-49 ปี

 

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ‘ตัวชี้วัดด้านสถาบัน ‘มีคะแนนดีขึ้นก็จริง แต่ก็ยังจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้อง ‘เฝ้าระวัง’ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การสูญเสียทางธุรกิจจากการก่อการร้าย และความน่าเชื่อถือของตำรวจ

 

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับสมาชิกอาเซียน  9  ประเทศที่อยู่ในบัญชีการจัดอันดับ (ยกเว้นเมียนมา) พบว่า ไทยมีคะแนนด้านความสามารถในการแข่งขันสูงเป็นอันดับที่ 3 ในอาเซียน เป็นรองเพียงสิงคโปร์และมาเลเซีย และพบว่าผลการจัดอันดับประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนมีอันดับที่ดีขึ้นจากปีก่อนเช่นเดียวกัน มีเพียงลาว และกัมพูชาเท่านั้นที่มีอันดับลดลงจากปีก่อน เพราะมีคะแนนปรับลดลงเกือบทุกด้าน

 

(กราฟิกเปรียบเทียบคะแนนและอันดับของสมาชิกอาเซียน)

 

สาเหตุที่กัมพูชามีอันดับลดลงจากตัวชี้วัด เช่น สถาบัน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพในตลาดสินค้า ขณะที่ลาวมีอันดับลดลงเกิดจากตัวชี้วัดเรื่องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สุขภาพและการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประสิทธิภาพในตลาดสินค้า ประสิทธิภาพในตลาดแรงงาน ต่างปรับลดลง

 

และที่สำคัญเป็นที่น่าสังเกตอีกอย่างว่า ปีนี้สิงคโปร์แม้ว่าจะยังครองความเป็นผู้นำในอาเซียน แต่อันดับของสิงคโปร์ลดลงจาก อันดับ 2 มาเป็น อันดับ 3 ซึ่งเป็นผลมาจากคะแนนในด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สุขภาพและการศึกษาขั้นพื้นฐาน และความพร้อมในเทคโนโลยีปรับลดลงจากปีที่ผ่านมา

 

ด้าน’ดร.พสุ เดชะรินทร์’ คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ซึ่งเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของ  WEF ในประเทศไทย มองว่า ในปีนี้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 32 โดยมีคะแนน 4.7 จากคะแนนเต็ม 7 คะแนน  ซึ่งดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนจากปีที่ผ่านมาที่อยู่ในอันดับที่ 34 มีคะแนน 4.6   เป็นผลมาจากปัจจัยการปรับคะแนนที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นจาก 4.4 เป็น 4.7 และได้รับอันดับดีขึ้นจาก 49 เป็น 43 โดยอันดับที่สูงขึ้นเป็นผลจากคุณภาพของถนน  คุณภาพของโครงสร้างระบบราง  การขนส่งทางอากาศ  คุณภาพของท่าเรือ และโดยเฉพาะในด้านของสัดส่วนการเป็นสมาชิกโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือมือถือ  ได้รับอันดับดีขึ้นอย่างมากจากอันดับที่ 55 ในปีที่แล้วมาเป็นอันดับที่ 5ในปีนี้

 

และผลการจัดอันดับครั้งสะท้อนถึงการทำงานของรัฐบาล ‘ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์​’ รองนายกรัฐมนตรี แสดงความพอใจกับการปรับอันดับที่ขึ้น และมั่นใจว่าประเด็นที่ 2 ตัวชี้วัด โดยเฉพาะเรื่องการเงินยังอยู่เท่าเดิม เป็นผลจากสถาบันการเงินของไทยมีความแข็งแกร่ง ทั้งนี้ ตัวเลขอัตรการการขยายตัวของจีดีพีไตรมาส 2 ที่ผ่านมาขยายตัว 3.7% ซึ่งตัวเลขทางเศรษฐกิจดีขึ้นเกือบทุกรายการ แต่ไทยยังได้ตั้งคณะทำงานที่เกี่ยวข้องขึ้นมาดูแลเรื่องเฉพาะแต่ละเรื่อง เพื่อปรับปรุงในส่วนต่างๆ ให้ดีขึ้นในปีต่อไป

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน  9 สาขาใน 10 ประเทศ เพื่อให้บริการท่าน

สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่

อีเมล: AECconnect@bbl.co.th สายด่วน 1333

 

918 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น