One Belt One Road ศูนย์กลางโลจิสติกส์ใหม่ของโลก!

ความสำคัญคือ EEC ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เส้นทางสายไหมทางทะเลจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบเศรษฐกิจโลก

Highlight

  • EEC เชื่อมเข้ากับนโยบายยุทธศาสตร์ One Belt One Road ในการสร้างเครือข่ายท่าเรือต่างๆ ตามเส้นทางสายไหมทางทะเล จนกลายเป็นอีกหนึ่งความหวังที่ไทยจะทำให้ EEC กลายเป็นศูนย์กลาง (Hub) ด้านคมนาคมขนส่งกระจายสินค้าระหว่างภูมิภาคของอาเซียน จีน และไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ
  • นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เชิญชวนเอกชนจีนเข้าลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และระบบการขนส่งสาธารณะ ในโครงการเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และผลักดันให้เกิดการจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าฮ่องกงในไทย
  • จีนขยายบทบาทในอาเซียนส่งผลให้เกิดการค้าและการลงทุนรูปแบบใหม่ เกิดการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์เศรษฐกิจ ตลอดจนโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ต้องส่งเสริมสภาวะแวดล้อมจากการที่เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่องให้น่าดึงดูดนักลงทุน โอกาสของไทยยังมาจากรูปแบบทางการทูตระหว่างประเทศอันแน่นแฟ้น

One Belt One Road ศูนย์กลางโลจิสติกส์ใหม่ของโลก

Eastern Economic Corridor (EEC) เป็นแผนยุทธศาสตร์ของไทย ในการพยายามพัฒนาบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกเพื่อยกระดับให้สามารถแข่งขันการค้าโลก ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลยังได้มีการนำ EEC เชื่อมเข้ากับนโยบายยุทธศาสตร์ One Belt One Road ในการสร้างเครือข่ายท่าเรือต่างๆ ตามเส้นทางสายไหมทางทะเล จนกลายเป็นอีกหนึ่งความหวังที่ไทยจะทำให้ EEC กลายเป็นศูนย์กลาง (Hub) ด้านคมนาคมขนส่งกระจายสินค้าระหว่างภูมิภาคของอาเซียน จีน และไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 รัฐบาลและเอกชนระหว่างไทย ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้ ได้สร้างความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจตามนโยบาย One Belt One Road ที่ต้องการพัฒนาการใช้พื้นที่เส้นทางคมนาคมและอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เชิญชวนเอกชนจีนเข้าลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายและระบบการขนส่งสาธารณะ ในโครงการเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และผลักดันให้เกิดการจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าฮ่องกงในไทย

ขณะที่นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมเปิดเผยมุมมองศักยภาพการลงทุนของไทย ภายในงานเสวนานุกรมความรู้ ครั้งที่ 8 “Connecting Asia : New Opportunity for Pragmatic Cooperation Between Thailand and China” ณ ห้องประชุม ชั้น 30 ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ สีลม

ซึ่งนายชาติศิริ กล่าวว่า จากการที่จีนขยายบทบาทในอาเซียน ส่งผลให้เกิดการค้าและการลงทุนรูปแบบใหม่ เกิดการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์เศรษฐกิจ ตลอดจนโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ต้องส่งเสริมสภาวะแวดล้อมจากการที่เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่องให้น่าดึงดูดนักลงทุน อีกทั้งโอกาสของไทยยังมาจากรูปแบบทางการทูตระหว่างประเทศอันแน่นแฟ้น

กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ยังกล่าวอีกว่า ปัจจัยสำคัญของ Eastern Economic Corridor (EEC) ยังมีผลพวงมาจากเส้นทางสายไหมทางทะเล ภายใต้ยุทธศาสตร์ One Belt One Road ที่จะสามารถถึงขั้นเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้าเศรษฐกิจโลก จึงกลายเป็นโอกาสทางการค้าของไทยที่จะเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ในเอเชีย จนส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้า การลงทุน ความรู้ และประชาชนได้อย่างเสรียิ่งขึ้น

“อาเซียนมีประชากรรวมกันกว่า 600 และมีศักยภาพการเติบโตระดับสูง จึงมีความน่าสนใจต่อนักลงทุนทั่วโลก โดยประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ เนื่องจากไทยตั้งอยู่ใจกลางของอาเซียน อีกทั้งรัฐบาลยังมุ่งเน้นพัฒนาประเทศในหลายๆ ด้าน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายและกฎระเบียบให้เอื้ออำนวยต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะโครงการที่สำคัญอย่าง Eastern Economic Corridor (EEC) ที่จะทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางการเงิน การขนส่ง และการค้าของภูมิภาค”

นอกจากนี้ ธนาคารกรุงเทพยังสนับสนุนด้านการเงินให้กับบริษัทหลายแห่งที่เข้าไปรับดำเนินการในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู และสายสีเหลือง รวมทั้งยังมีอีกหลายโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี การเงินและการบริการ ประเทศไทยจึงยังมีโอกาสเปิดกว้างอีกมากสำหรับการลงทุน

Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333

1895 Total Views 3 Views Today
แสดงความคิดเห็น