เปิดตัวความตกลงค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง

ในส่วนความตกลงด้านการค้าสินค้าและบริการ หรือ AHKFTA  กำหนดว่าไทยจะเริ่มลดภาษีนำเข้าสินค้าทันที 6,300 รายการ จากสินค้าทั้งหมด 9,500 รายการ ให้กลายเป็น 0% ใน 3 ปีนับจากความตกลงมีผลบังคับใช้

ไฮไลท์

  • รัฐบาลไทยได้ลงนามความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกงไปเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 และจะมีผลบังคับใช้ ในวันที่ 1 มกราคม 2562
  • ความตกลงการค้าเสรีครอบคลุมการเปิดเสรีทั้งภาคการค้าสินค้า บริการ และการลงทุน โดยไทยลดภาษีสินค้า 6,300 รายการเป็น 0% ภายใน 3 ปีนับจากความตกลงมีผลบังคับใช้, ไทยยังมีการเปิดเสรีภาคบริการให้ฮ่องกง 74 สาขา ฮ่องกงเปิดเสรี 87 สาขา และภาคการลงทุนครอบคลุมการคุ้มครองการลงทุนซึ่งจะเน้นการปฏิบัติด้วยความเท่าเทียมกัน และการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน มุ่งเน้น การสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน
  • ฮ่องกง ถือเป็นคู่ค้าสำคัญของอาเซียน ในปี 2559 มีการค้าระหว่างกัน 100,234 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และเป็นคู่ค้าอันดับ 9 ของไทย

 

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ในโอกาสพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนำคณะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน  (ASEAN Summit) ครั้งที่ 31 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ได้มีพิธีการลงนาม ‘ ความความตกลงการค้าเสรีอาเซียน – ฮ่องกง’ ซึ่งประกอบด้วย

  • ความตกลงด้านการค้าและบริการ (AHKFTA)
  • ความตกลงด้านการลงทุนระหว่างรัฐบาลของเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนกับรัฐบาลของประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (AHKIA) หลังจากใช้เวลาเจรจามานานเกือบ 3 ปี นับจากปี 2557 คาดว่าความตกลงจะมีผลบังคับใช้ได้ในวันที่ 1 มกราคม 2562

สำหรับความตกลงอาเซียน-ฮ่องกงครอบคลุม ทั้งสินค้า บริการ และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและวิชาการ

โดยในส่วนความตกลงด้านการค้าสินค้าและบริการ หรือ AHKFTA  กำหนดว่าไทยจะเริ่มลดภาษีนำเข้าสินค้าทันที 6,300 รายการ จากสินค้าทั้งหมด 9,500 รายการ ให้กลายเป็น 0% ใน 3 ปีนับจากความตกลงมีผลบังคับใช้

ที่มา : กระทรวงพาณิชย์

ขณะที่ภาษีนำเข้าส่วนใหญ่ของฮ่องกงเป็น 0% ไปแล้ว ไทยจึงอาจไม่ได้รับประโยชน์ในส่วนนี้ แต่ไทยหวังว่าการทำเอฟทีเอจะช่วยป้องกันไม่ให้ฮ่องกงปรับขึ้นอัตราภาษีในอนาคต เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทย

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาไทยและอาเซียนเคยทำเอฟทีเอกับจีนมาแล้ว แต่ไม่ครอบคลุมฮ่องกง  ดังนั้น การทำเอฟทีเอครั้งนี้ จะเป็นการล็อคภาษีไว้ที่ 0% ช่วยให้เอกชนไทยสามารถวางแผนการค้าการลงทุนในระยะยาวได้ และผู้ประกอบการไทยจะสามารถนำเข้าสินค้าวัตถุดิบจากฮ่องกงได้ในราคาถูกลง

นอกจากนี้ไทยยังมีการเปิดเสรีภาคบริการให้ฮ่องกง 74 สาขา ซึ่งเทียบเท่ากับที่เปิดให้ความตกลงเปิดเสรีบริการอาเซียน โดยเปิดคู่ค้าอาเซียน-ฮ่องกงเข้ามาให้ถือหุ้นสูงสุด 70% ในสาขาบริการให้คำปรึกษา และบริการด้านพยากรณ์อากาศและอุตุนิยมวิทยา และเปิดให้มีการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรม 44 สาขาย่อย เช่น ผู้เยี่ยมเยือนทางธุรกิจ ให้มาพักในไทย และผู้โอนย้ายภายในบริษัท ให้มาพักในไทย

ส่วนฮ่องกงเปิดเสรีธุรกิจบริการ 87 สาขา มากกว่าไทย และที่สำคัญยังเปิดให้ถือหุ้น 100% ได้ในจำนวน 80 สาขาจาก 87 สาขา เช่น บริการเกี่ยวกับการผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์ และยกเว้นบางสาขาที่ฮ่องกงเปิดตลาดแบบมีเงื่อนไข เช่น บริการวิศวกรรม บริการด้านโทรคมนาคม และบริการด้านการเงิน ส่วนสาขาบริการที่เหลือจะเจรจาต่อหลังจากความตกลงมีผลบังคับใช้ครบ 1 ปี

ส่วนความตกลงด้านการลงทุน AHKIA  ครอบคลุมการคุ้มครองการลงทุนซึ่งจะเน้นการปฏิบัติด้วยความเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน การส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน มุ่งเน้น การสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน กระบวนการที่ช่วยให้กระบวนการขออนุมัติการลงทุนง่ายขึ้น การตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ และการเผยแพร่ข้อมูลการลงทุน ส่วนประเด็นที่เหลือ เช่น การระงับข้อพิพาทด้านการลงทุนระหว่างภาคีกับนักลงทุน จะหารือกันต่อเนื่องในอีก 1 ปี หลังจากความตกลง AHKIA มีผลบังคับใช้แล้วเช่นกัน

ประโยชน์ที่จะได้รับ จากการเปิดตลาดการค้ากับฮ่องกง ถือเป็นคู่ค้าสำคัญของอาเซียน ในปี 2559 มีการค้าระหว่างกัน 100,234 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยอาเซียนส่งออก 78,751 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นำเข้า 21,482 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นฝ่ายได้ดุลการค้าฮ่องกง 57,268 ล้านเหรียญ

ส่วนการค้าไทย-ฮ่องกงนั้น ฮ่องกงถือเป็นคู่ค้าอันดับที่ 9 ในปี 2559  มีมูลค่า 13,067 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งปรับตัวลดลงต่อเนื่องมา 4 ปี นับจากปี 2556 โดยไทยส่งออก 11,467 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นำเข้า 1,599 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 9,868 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้านการลงทุนฮ่องกงถือเป็นนักลงทุนอันดับที่ 7 ของไทย

และที่สำคัญ ฮ่องกงถือเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับจีน มีการทำความตกลง Closer Economic Partnership (CEPA) และความร่วมมือ Pan Pearl River Delta (PPRD) ในอนาคตฮ่องกงจะมีบทบาทสำคัญในนโยบายเส้นทางสายไหมยุคใหม่ หรือ One Belt One Road (OBOR)  ดังนั้น การทำเอฟทีเอกับ “ฮ่องกง” ถือเป็นการเปิดประตูสู่ตลาดจีนอีกด้านหนึ่งด้วย

ส่วนประโยชน์ที่จะได้รับจากการเปิดเสรีบริการ  จะเห็นชัดว่าฮ่องกงเปิดตลาดบริการให้กับอาเซียนมากกว่าที่ผูกพันไว้ใน WTO ถือเป็นโอกาสสำคัญของนักลงทุนไทยที่จะขยายการลงทุน และหวังว่าฮ่องกงจะเพิ่มการอำนวยความสะดวก และสามารถยกระดับมาตรฐานภาคบริการของไทยได้มากขึ้นด้วย

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน  9 สาขาใน 10 ประเทศ เพื่อให้บริการท่าน

 

สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล: [email protected] สายด่วน 1333

แสดงความคิดเห็น