คิกออฟเส้นทางหลวงไฮเวย์ 3 เชื่อมอินเดีย-เมียนมา-ไทย

โดยอินเดียได้หันมาผลักดันการเจรจาเอฟทีเอระดับอาเซียน-อินเดียแทน เมื่อปี 2547 เพื่อขยายตลาดมายังกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ

ไฮไลท์ :

  • อินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีประชากร 1,324 ล้านคน มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ2% เป็นคู่ค้าสำคัญของอาเซียน และไทย
  • ที่ผ่านมาอินเดียเคยทำความตกลงเปิดเขตการค้าเสรีกับไทย หรือ เอฟทีเอไทย-อินเดีย ซึ่งลดภาษีสินค้ากลุ่มแรก 82 รายการ แล้วหยุดชะงักไป เพื่อมาเร่งเจรจาความตกลงเอฟทีเออาเซียน-อินเดีย แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปทั้งหมด และทั้งสองฝ่ายต่างหันมาให้ความสำคัญที่จะมาเร่งเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในภูมิภาค หรือ RCEP แทน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองที่แข็งแกร่งให้กับกับสมาชิก 16 ประเทศ โดยวางเป้าหมายจะสรุปให้ได้ในปี 2560
  • ปัจจุบันรัฐบาลทั้งไทยและอินเดียให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมโยงในภูมิภาค โดยเฉพาะการเตรียมตัวเพื่อใช้ประโยชน์จากเส้นทางเศรษฐกิจใหม่ ทางหลวง 3 ประเทศ หรือ Trilateral Highway  ที่เชื่อมระหว่างเมียนมา ไทย และอินเดีย ซึ่งคาดว่าจะเปิดใช้ในปี 2562

อินเดียยังคงถือว่าเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญ มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) สูงถึง 7.2% ถือเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากร 1,324 ล้านคน เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีนและมีมูลค่าเศรษฐกิจ 2.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เป็นอันดับที่ 7 ของโลก จึง ได้กลายเป็นตลาดที่น่าสนใจของนักธุรกิจทั่วโลก รวมถึงไทยที่มุ่งจะขยายตลาดสู่อินเดีย ลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดหลักเดิมอย่างสหรัฐ สหภาพยุโรป หรือญี่ปุ่น

เดิมไทยและอินเดียได้มีการเจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-อินเดียโดยปรับลดภาษีนำเข้าสินค้ากลุ่มเร่งลดภาษี (Early Harvest Scheme : EHS) จำนวน 82 รายการ ให้เป็น 0% นับตั้งแต่ 1 ก.ย. 2547 และลดภาษีเป็น 0% ในวันที่ 1 ก.ย. 2549 ส่งผลให้อินเดียขาดดุลการค้ากับไทยอย่างต่อเนื่อง จากนั้นเอฟทีเอไทย-อินเดียได้หยุดชะงักลงและไม่ได้สานต่อในสินค้ากลุ่มอื่น รวมถึงไม่ได้สานต่อภาคบริการ และการลงทุน

โดยอินเดียได้หันมาผลักดันการเจรจาเอฟทีเอระดับอาเซียน-อินเดียแทน เมื่อปี 2547 เพื่อขยายตลาดมายังกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ เพราะอาเซียนรวมกลุ่มมีประชากร 630 ล้านคน คิดเป็น 9%ของประชากรโลก มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับที่ 6 ของโลก จึงทำให้อินเดียมุ่งเป้าที่ตลาดอาเซียน ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง

ทางอินเดียต้องการขยายการเปิดตลาดสินค้า และอำนวยความสะดวกทางการค้า และปรับปรุงกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าระหว่างกันให้เกิดความสะดวกมากขึ้น  เพราะรัฐบาลอินเดียก็ต้องการสนับสนุนให้เกิดความเชื่อมโยงในภูมิภาคตามโครงการทางหลวง 3 ประเทศ หรือ Trilateral Highway เพื่อขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น ตามนโยบายเศรษฐกิจมองตะวันออก (Look East) ตลอดจนส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนผ่านสภาธุรกิจอาเซียน-อินเดีย (AIBC)

อีกทั้งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2560 อินเดียมีการปรับกฎหมายเรื่องการจัดเก็บภาษีในอัตราเดียวกันทั่วประเทศ (GST) จากเดิมที่มีการเรียกเก็บภาษีในอัตราแตกต่างกันเป็นปัญหากับผู้ประกอบการ ประเด็นนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น

ขณะที่ฝ่ายไทยมุ่งหวังถึงการสร้างความเชื่อมโยงในภูมิภาคโดยการคมนาคมขนส่ง โดยเฉพาะแนวทางการใช้ประโยชน์จากเส้นทางหลวง 3 ประเทศ หรือ Trilateral Highway  ซึ่งเป็นทางหลวงเชื่อมต่อ 3 ประเทศ ระหว่างเมืองโมเรห์ รัฐมณีปุระ อินเดีย-มัณฑะเลย์ประเทศเมียนมา และ อ.แม่สอด จ.ตาก (ระยะทาง 3,200 กม.) เชื่อมโยงไปยังกัมพูชา ลาว และเวียดนาม รวมถึงพัฒนา Mekong – India Economic Corridor เพื่อเป็นเส้นทางลัดเชื่อมโยงภูมิภาคลุ่มแม่น้าโขงกับอินเดียฝั่งตะวันออกเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งสนับสนุนการเปิดน่านฟ้าเสรีกับอาเซียนด้วย

รัฐบาลไทยพยายามขอให้อินเดียยกระดับจุดผ่อนปรนให้เป็นด่านถาวร เพื่อเตรียมใช้ประโยชน์เพราะขณะนี้ถนนที่ฝ่ายไทยให้การสนับสนุนมีความพร้อมแล้ว แต่ยังคงเหลือถนนฝั่งอินเดียเท่านั้นซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งคาดว่าจะสำเร็จประมาณปลายปี 2561

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ความตกลงเอฟทีเออาเซียน-อินเดียก็ยังคงไม่มีการเจรจาต่อในช่วงปีนี้ เพราะรัฐบาลทั้งสองฝ่ายต่างให้ความสำคัญกับความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในภูมิภาค (RCEP) ซึ่งเป็นความตกลงที่มีขนาดใหญ่กว่า เป็นการรวมสมาชิกระหว่างอาเซียน และพันธมิตรอีก 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย ซึ่งหากความตกลงดังกล่าวสำเร็จจะให้ประโยชน์ สร้างอำนาจต่อรองให้กับสมาชิก 16 ประเทศ ได้มากกว่าเอฟทีเออาเซียน-อินเดีย

ในมุมเอกชน ‘นายเจน นำชัยศิริ’ มองว่า เอกชนต้องการให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขประเด็นที่เป็นปัญหาอุปสรรคในการเจรจา และหวังว่ารัฐบาลจะเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-อินเดียต่อเนื่องโดยเร็ว เพราะอินเดียยังคงถือว่าเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญ มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง เป็นตลาดขนาดใหญ่มีจำนวนประชากรจำนวนมาก และยังคงน่าสนใจสำหรับนักลงทุนไทย ดังนั้น รัฐจำเป็นต้องเร่งการเจรจาหาช่องทางให้ผู้ประกอบการทำตลาดได้

ทั้งนี้ ปัจจุบันการค้าระหว่างประเทศไทย-อินเดียขยายตัวต่อเนื่องเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในช่วง 7 เดือนแรก (ม.ค-ก.ค.) 2560 มีมูลค่ารวมกว่า 5,696.69 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 182,750 ล้านบาท ขยายตัว 27.13%  การส่งออก 3,550.76 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ รถยนต์/อุปกรณ์และส่วนประกอบ  และนำเข้า 2,145.93 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าสำคัญเช่น เครื่องเพชรพลอย/อัญมณี/เงินแท่งและทองคำ เคมีภัณฑ์เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ไทยได้ดุลการค้า1,404.83 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

การส่งออกนำเข้าสินค้าระหว่างไทย-อินเดีย

ที่มา : กรมศุลกากร หน่วย : ล้านเหรียญสหรัฐฯ

 

 

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน 9 สาขาใน 10 ประเทศ เพื่อให้บริการท่าน

สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล: [email protected] สายด่วน1333

แสดงความคิดเห็น