“BIG” วัคซีนพืช นวัตกรรมเพื่อเกษตรกรไทย..ไอเดียเงินล้าน

จากแนวคิด “คนยังมีวัคซีนป้องกันโรคได้ แล้วทำไมพืชจะมีบ้างไม่ได้” ใช้นวัตกรรมช่วยพัฒนา สารสกัดจากพืชและสัตว์ กลายเป็น “วัคซีนพืช” ทำหน้าที่ทดแทนยาฆ่าแมลง สร้างภูมิต้านทานให้พืช มีตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ พร้อมบุกตลาด AEC

ปัญหาการปนเปื้อน

น.สพ.กษิดิ์เดช ธีรนิตยาธาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารนวัตกรรม บริษัท กรีน อินโนเวทีฟ ไบโอเทคโนโลยี เปิดเผยว่า แนวคิดวัคซีนพืชเริ่มมาตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว แรงบันดาลใจเกิดจากปัญหาในการขนส่งกุ้งสดไปยังต่างประเทศ ที่มียาปฏิชีวนะตกค้างในเนื้อกุ้ง ไม่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจากเครื่องมือที่มีความละเอียดสูง ซึ่งส่งผลกระทบจากประเทศที่ส่งออกกุ้งเป็นอันดับหนึ่งของโลก เหมือนเป็นการกีดกันทางการค้าไปโดยปริยาย รวมถึงการส่งออกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ปีก คือไก่ ที่ประเทศไทยส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเช่นกัน ซึ่งเจอกับปัญหาเดียวกันคือมียาปฏิชีวนะเจือปน

เมื่อกระบวนการเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยมีการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นปกติอยู่แล้ว จึงต้องหายาตัวอื่นมาทดแทน เปลี่ยนมาเลือกใช้สารสกัดที่มาจากธรรมชาติ โดยในประเทศไทยมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทังในกลุ่มสมุนไพร หรือกลุ่มจุลินทรีย์ต่างๆ  ซึ่งตนเองในฐานะสัตวแพทย์จึงทำการพัฒนาและวิจัยในส่วนของสัตว์ เช่นจากเปลือกกุ้ง เปลอกปู นำมาสกัด แล้วนำมาจับเชื่อมกับแร่ธาตุต่างๆ จนได้เป็นสารสำคัญ ทดลองนำไปให้สัตว์กิน ปรากฏว่าสัตว์มีการเจ็บป่วยลดลง อัตราการใช้ยาปฏิชีวนะลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ อัตราการรอดตายสูงขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกษตรกรเหลือผลผลิตและได้กำไรมากขึ้น

และอีกส่วนหนึ่งของปัญหาที่มองเห็นซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด คือ อาหารที่ได้จากสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น เนื้อ นม ไข่ พบว่ามีสารที่เป็นโลหะหนัก ยาฆ่าแมลง ปนเปื้อน จากการวิเคราะห์พบว่ามาจากพืชที่เป็นอาหารสัตว์ อาหารที่สัตว์กิน เช่น ถั่ว ข้าวโพด รำ ซึ่งผลผลิตเหล่านี้ได้รับสารปนเปื้อนจากการที่เกษตรกรใช้ยาฆ่าแมลงในการเพาะปลูก ซึ่งหนีปัญหาในเรื่องอาหารจากสัตว์ปนเปื้อนสารพิษไม่พ้น

“เราแก้จากตัวสัตว์ไปแล้ว ต้องย้อนกลับไปแก้ที่ต้นทางคืออาหารที่สัตว์กิน ซึ่งก็คือพืช ต้องคิดอะไรที่จะมาแทนยาฆ่าแมลงเหล่านั้น จึงเกิดเป็นวัคซีนพืชขึ้นมา” น.สพ.กษิดิ์เดช กล่าว

คนยังมีวัคซีนป้องกันโรค พืชก็เช่นเดียวกัน

น.สพ.กษิดิ์เดช ได้อธิบายรายละเอียดของ “วัคซีนพืช” ว่าสกัดมาจากเปลือกกุ้งและปู สมุนไพร ผ่านเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการรักษาคน เช่น การลำเลียงตัวยาไปสู่เป้าหมายที่คนไข้เป็น เจ็บตรงไหนยาจะต้องไปรักษาตรงนั้น ซึ่งนาโนเทคโนโลยี คือการทำให้อนุภาคของตัวยาที่สกัดมามีขนาดเล็กที่สุด ทะลุทะลวงผ่านไปถึงจุดที่เป็นปัญหาโดยเร็ว วิธีการเคลือบผิวเพื่อให้ตัวยาเดินทางไปที่จุดหมาย ไม่ละลายออกฤทธิ์ระหว่างทาง และการใช้เทคนิคในการเปลี่ยนโครงสร้างเคมีเป็นอินทรีย์ เพื่อให้ต้นไม้ดูดซึมได้ง่ายขึ้น

โดยวัคซีนพืชทำหน้าที่ไปทดแทนยาฆ่าแมลง วิธีการคือเกษตรกรนำวัคซีนนี้ไปกระตุ้นทดแทน ช่วยให้พืชสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง เมื่อพืชมีภูมิต้านทานก็เกิดการเป็นโรคน้อยลง สามารถกำจัดเชื้อโรคได้เอง ตัววัคซีนจะช่วยให้พืชสร้างภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น ป้องกันโรคต่างๆ ได้ดีกว่าเดิม เมื่อพืชมีความแข็งแรงจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งยาฆ่าแมลงหรือยาปฏิชีวนะ คล้ายกับวัคซีนสำหรับคนหรือสัตว์ ใช้ได้กับพืชหลากหลายชนิด ลดการใช้ยาค่าแมลงได้มากกว่า 70% ได้ผลผลิตที่ดี เกษตรกรและผู้บริโภคปลอดภัย สารพิษไม่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม

“กระตุ้นภูมิคุ้มกันของพืชจากภายใน ทำให้พืชแข็งแรง ต้านโรค ต้านแมลง และสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ช่วยให้พืชฟื้นตัวเร็วหลังเก็บเกี่ยว และเพิ่มผลผลิตสำหรับการทำพืชในฤดูและนอกฤดู อีกทั้งปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค”

ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ตั้งเป้าครอบคลุมทั้ง AEC

ผลิตภัณฑ์วัคซีนพืช “บิ๊ก” มีจำหน่ายในขนาดกลาง 500 cc และขนาด ใหญ่ 1000 cc มีตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังอยู่ในโหมดบัญชีนวัตกรรม ซึ่งก็คือรัฐบาลสามารถจัดซื้อได้ 30% ของปีงบประมาณ อุ่นใจได้ว่ามีในส่วนของรัฐบาลในการจัดซื้ออยู่แล้ว และมีตัวแทนจำหน่ายอยู่ในต่างประเทศ เวียดนาม จีน มาเลเซีย และกำลังอยู่ในขั้นตอนเจรจาคือ ลาว กัมพูชา เมียนมา โดย น.สพ.กษิดิ์เดช ตั้งเป้าหมายทางธุรกิจเอาไว้ว่า ภายในสองปีนี้จะขยายให้ครอบคลุมทั้ง AEC และแผนระยะยาวต้องการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ให้ได้ในปี 2563

จะพัฒนาสินค้าต้องมีแนวคิดที่สร้างสรรค์

สุดท้าย น.สพ.กษิดิ์เดช ได้ฝากคำแนะนำไว้ด้วยว่า สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยี แต่ต้องการจะพัฒนาสินค้า ควรมีแนวคิดที่สร้างสรรค์ และแผนการตลาดที่น่าสนใจ โดยใช้ตัวช่วยคือมาพบปะกับผู้เชี่ยวชาญ อาจเป็นอาจารย์หรือนักวิจัย โดยนำปัญหาหรือแนวคิดเข้ามาเสนอ เช่น การนำโจทย์ปัญหาจากภาคเกษตรกรรมเข้ามา ปรึกษาว่าเทคโนโลยีที่นักวิจัยมีจะเข้าไปแก้ปัญหาได้อย่างไร

“ผู้ประกอบการจะอ้างว่าไม่มีความรู้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะมีตัวช่วยคืออาจารย์หรือนักวิจัยจากหลายหน่วยงานที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ เอสเอ็มอีต้องรู้ปัญหา เพียงแค่รู้แล้วสามารถแก้โจทย์ได้เม็ดเงินจะเข้ามาหาเราแน่นอน”

สนใจสินค้า www.gib.co.th  โทรศัพท์ 0-2347-7588

INFO

 

แสดงความคิดเห็น