เล่นดิน-เล่นน้ำ แอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์งานด้านเกษตรกรรม

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีจุดเด่นก็คือ การเกษตร พืชผลหลายๆ พันธุ์ มีเฉพาะในประเทศไทย พื้นที่ต่างๆ เราสามารถปลูกได้ในประเทศไทย ก็เลยสนใจที่ว่าจะทำยังไงให้การปลูกพืชมันมีความยั่งยืน

พวกเราเรียนจบทางด้านสายคอมพิวเตอร์กันหมดทุกคนเลย แค่อยากจะเอาความรู้ของเราไปพัฒนาการเกษตรดู ก็เลยไปศึกษาว่าปัญหาหลักหรือปัญหาใหญ่ ที่เราสามารถศึกษาได้ ณ ตอนนั้นมีอะไรบ้าง ก็เลยเจอว่า  เรื่องต้นทุนการใส่ปุ๋ยนี่แหล่ะเป็นปัญหาใหญ่ของบรรดาพี่ๆ เกษตรกร ก็เลยออกเป็น Product แรกชื่อ “เล่นดิน”

“เวลาเราลงพื้นที่แล้วเจอเกษตรกรที่พวกเค้าเลี้ยงสัตว์น้ำอยู่แล้วด้วย ก็เลยพัฒนาเพิ่มเติมองค์ความรู้เดิม ก็เลยสร้างอีกแบรนด์นึงขึ้นมาเป็น “เล่นน้ำ” แต่เกษตรกรเองก็ยังคงมีความคลางแคลงใจกับเทคโนโลยีอยู่ว่าจะใช้งานได้จริงหรอ มันช่วยเขาได้จริงไหม มันเป็นการเพิ่มต้นทุนโดยใช่เหตุรึเปล่า ดังนั้นเราก็เลยต้องทำ Space” ขึ้นมา เพื่อเป็นแหล่งให้ความรู้เกษตรกร เพิ่มความรู้เกษตรกรให้เตรียมพร้อมกับการรับเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ก็เลยจำเป็นต้องทำสามอันนี้ควบคู่กัน”

นี่คือจุดเริ่มต้นของ TechFarm สตาร์ทอัพดีๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรอย่างแท้จริง ซึ่งวันนี้ CEO หนุ่มอย่าง คุณอานนท์ บุญยประเวศ ก็ได้มาร่วมให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นมา อุปสรรคที่ต้องฝ่าฟัน รวมทั้งแผนในอนาคตของสตาร์ทอัพตัวนี้ด้วย ซึ่งจะเป็นยังไงบ้างนั้น ตามไปชมกันเลย

 

TechFarm คืออะไร สร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์การแก้ปัญหาอะไรให้สังคม

TechFarm เราเป็น Startup ในแนวเกษตรครับผม ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีจุดเด่นก็คือ การเกษตร พืชผลหลายๆ พันธุ์ มีเฉพาะในประเทศไทย พื้นที่ต่างๆ เราสามารถปลูกได้ในประเทศไทย ก็เลยสนใจที่ว่าจะทำยังไงให้การปลูกพืชมันมีความยั่งยืน โดยการเอาเทคโนโลยีหรือสิ่งที่เราเรียนจบด้านนี้มาจับ ก็เลยกลายเป็น TechFarm โดยเราทำทั้งหมด 3 Product ด้วยกัน

อันแรกคือ “เล่นดิน”

เครื่องมือตรวจสอบคุณภาพดินขนาดพกพา จัดการเรื่องการใส่ปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่งผลต่อเกษตรกรในการลดต้นทุนในการใช้ปุ๋ย

อีกอันนึงคือ “เล่นน้ำ” เป็นเครื่องมือตรวจสอบคุณภาพน้ำสำหรับเจ้าของฟาร์มกุ้งฟาร์มปลา ก็เป็นเครื่องมือในการลดความเสี่ยงในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ทำให้เค้ารู้ว่าคุณภาพน้ำเป็นยังไง และปรับปรุงคุณภาพน้ำให้เหมาะกับคนเลี้ยงสัตว์น้ำ

และสุดท้ายก็คือ “Space” เป็นแพลตฟอร์มการซื้อขายผลผลิต คือ พอมีคุณภาพน้ำดี การจัดการคุณภาพดินที่ดี มีปกติที่ดีแล้ว เขาก็สามารถส่งขายกับเราได้ด้วยโดยตรง ซึ่งภายใน Space เอง นอกจากจะบอกการซื้อขาย ยังมีระบบบอกข่าวสารให้กับเกษตรกรได้รับรู้ด้วย

 

“เล่นดิน” กับ “เล่นน้ำ” ต้องใช้เครื่องมือช่วยด้วยรึเปล่า

ใช่ครับ เล่นดินกับเล่นน้ำจะมีฮาร์ดแวร์แล้วก็ใช้งานกับแอปพลิเคชัน แต่ Space จะเป็นเว็บไซต์ ซึ่งเป็น Market Place แล้วก็เป็น Community

 

การทำทั้ง 3 โปรเจคต์นี้ต้องเผชิญกับอุปสรรคอะไรบ้าง

สิ่งที่เราต้องศึกษาแรกเลยคือ เกษตร ถึงแม้ว่าครอบครัวผมจะเป็นเกษตรกรอยู่แล้ว ปู่ย่าตายายเป็นเกษตรกรอยู่แล้ว แต่มันก็ยากอยู่ดีกับการที่จะไปศึกษาว่า กระบวนการเกษตรทั้งหมดมีอะไรบ้าง ดังนั้นช่วงแรกเราจะเสียเวลากับการศึกษาตัวธุรกิจเกษตรค่อนข้างเยอะอยู่พอสมควร

เรื่องที่สองคือ การเดินทาง เกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัดครับ มันทำให้เราต้องเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อยๆ  ไปศึกษาพฤติกรรมของเขาก่อนจะออกแบบ

สุดท้ายคือ เรื่องของฐานข้อมูล ก่อนหน้านี้เราคิดมาตลอดเลยว่าเราพัฒนาเทคโนโลยี เราจะจับคู่เข้ากับฐานข้อมูลที่ทางรัฐบาลมีอยู่ แต่พอเราลงพื้นที่จริงๆ เราศึกษาเชิงลึกจริงๆ แล้วเราเลยรู้เลยว่าฐานข้อมูลมันไม่ได้เพียบพร้อมขนาดนั้น เราเลยต้องสร้างฐานข้อมูลของพืชผลเกษตรด้วย ซึ่งมันมีประโยชน์อยู่ 2 ด้าน ด้านแรกคือเพื่อให้เราพัฒนาแบบของเราให้ง่ายขึ้น มีประโยชน์ยิ่งขึ้น ในด้านที่สองก็คือผู้พัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตสามารถใช้ฐานข้อมูลของเราได้เช่นกัน

 

จำนวนที่ผู้ใช้งานในตอนนี้มีมากน้อยแค่ไหนแล้ว

ตอนนี้เรามีฟาร์มที่เราทดลอง มีอยู่ประมาณ 500 ฟาร์มทั่วประเทศ ที่อยู่ในเครือข่ายของเรา ซึ่งอย่างที่บอกเลยคือเรา สิ่งแรกที่เรามั่นใจเลยคือทุกๆ Product ที่เราออกแบบมา มันเกิดขึ้นจากการศึกษาพฤติกรรมของเกษตรกรจริงๆ เลยรู้ว่าเนี่ยเเหละคือสิ่งที่พวกเขามองหา และอยากได้จริง ๆ

 

มีปัญหาในการดึงลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการเราซึ่งเป็นบริการใหม่บ้างรึเปล่า

จากที่เริ่มศึกษาและลงพื้นที่หลายๆ ครั้ง เราสรุปได้ว่าตลาดเกษตรกรเข้าถึงไม่ยากครับ แต่เขาจะเข้าใจจากการเชื่อใจ คือการตัดสินใจซื้อเทคโนโลยีหรือการใช้ Product อะไรก็ตามแต่เกษตร เพียงแค่เขาศึกษาแล้ว เขาเห็นมันมีประโยชน์จริงๆ แล้ว เชื่อใจแล้ว เขาถึงจะซื้อ ดังนั้นผมเลยเน้นออฟไลน์เป็นหลัก เน้นการสร้าง Community ก่อนดึงเกษตรที่เป็นฮีโร่ของแต่ละพื้นที่มาอธิบายให้เขาฟังว่าเราทำอะไรบ้าง ประโยชน์ที่เขาได้คืออะไรบ้าง แล้วถ้ามันดีก็เกิดการบอกต่อเองครับ ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าที่มันเกิดขึ้นมาเป็น 500 ฟาร์มทั่วประเทศตอนนั้น มันเกิดขึ้นจากการบอกต่อ

 

ตอนนี้มีแพลนที่จะขยายไปยังต่างประเทศไว้บ้างรึเปล่า

คือถ้าต่างประเทศมองครับ มองไปที่ประเทศเพื่อนบ้านเลย อย่างเวียดนาม แต่ต้องบอกก่อนเลยว่าแผนต่อไปคือทำให้มันเกิดเป็นการซื้อขายแบบเป็นทางการในประเทศไทยก่อน นี่คือเฟสต่อไป ถัดมาก็คือเวียดนาม เหตุผลเพราะจะได้ยินข่าวเยอะมากเลยว่าเวียดนาม ขายข้าวได้เงินเยอะกว่าไทย ในเชิงปริมาณตอนนี้เราสู้เวียดนามไม่ได้จริงๆ แต่ถ้ากลับมาดูจะพบว่า ประเทศไทยจุดเด่นไม่ใช่เรื่องของการแข่งขันด้านปริมาณ แต่มันคือเรื่องของคุณภาพมากกว่า เช่น ข้าวที่คุณภาพที่ดีที่สุดกลับกลายเป็นข้าวของประเทศไทย เริ่มมีพืชผลอีกมากมายที่มีคุณภาพดีมากๆ อยู่ในไทย ผมมองว่าเป็นเกษตรทั้งในอนาคตได้ เราหันมาโฟกัสทางด้านคุณภาพดีกว่า

 

ในอนาคต TechFarm จะมีการพัฒนาฟีเจอร์ไหนเพิ่มเติมเข้ามาอีกหรือไม่

เราพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อยู่ครับ เรามีโรดเเมพอยู่ว่าช่วงไหนเราควรออกฟีเจอร์อะไร แต่อีกอันนึงที่เรามองเห็นว่าต้องรีบทำที่สุดเลยคือ เรื่องของฐานข้อมูลพืชผล อันนี้มันเป็นข้อมูลที่ผมได้ตอนไปศึกษามา ถ้าเกิดเรามองในมุมเคสของสัตว์ป่า มันจะมีสัตว์ป่าคุ้มครอง สัตว์ป่าสงวน แต่พืชผลไทยมันไม่มีตรงนั้น มันมีผักอีกหลายพันธุ์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วโดยที่เราไม่รู้ ดังนั้นตอนนี้คือ ทำยังไงก็ได้ให้เก็บพืชผลที่เป็นท้องถิ่น เก็บเอาไว้ให้ได้เยอะที่สุด เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นโปรเจคต์ที่ผมกำลังเร่งที่จะทำเรื่องนี้อยู่

นอกจากเก็บข้อมูลแล้ว เราทำการเอาข้อมูลไปบอกตลาดข้างนอกด้วย มันก็เลยทำให้จากเดิมที่มีจุดเล็ก  ก็ให้เกษตรกรรู้ว่า มันมีความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้น ขยายตัวมากขึ้น ผมอยากทำอย่างนี้กับพืชพันธุ์อื่นๆ อีกที่เป็นพื้นบ้าน ซึ่งตอนนี้ต่างประเทศเวลาเข้ามาในไทย เขาไม่ได้เข้ามาแล้วช้อปปิ้งใน Shop แต่เขาจะเดินไปตลาดตามท้องถิ่นต่างๆ  ดังนั้นผมมองว่านี่เป็นความสุขอย่างหนึ่ง ผมสร้างอารมณ์ให้คนในท้องถิ่นเริ่มรู้ว่าผักแต่ละชนิดมันมีคุณค่านะ มันขายได้นะ และนี่คือสิ่งที่เขาควรต้องดูแลต่อไปด้วย นี่คืออีกมุมหนึ่งที่เราทำ

 

มีคำแนะนำอย่างไรให้กับคนที่ต้องการทำ Startup

ส่วนใหญ่มันจะเกิดขึ้นจากการที่เราพัฒนาโปรดักต์บนปัญหาที่เราสนใจ แต่กระบวนการระหว่างทางมันมีปมปัญหาที่น่าสนใจแบละน่าพัฒนาเป็นโปดักต์มากๆ เลย ถ้าหากมีโอกาสอยากให้ลองลงศึกษาตรงนี้ดู จะเห็นมุมที่น่าสนใจอีกมาก สิ่งที่สำคัญที่สุดมันไม่ใช่การประชุมและนั่งทำงานกันในห้อง มันคือการออกไปหากลุ่มลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นโปรดักต์ใดก็ตาม การพบลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะว่าลูกค้าคือคนที่ใช้บริการเรา ถ้าเกิดเราไม่ไปพัฒนาโปรดักต์กับลูกค้า แบน่นอนว่าเรามีโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้โปรดักต์เราไม่มีคนใช้สูงมากๆ  ดังนั้นให้เจอลูกค้าเยอะๆ จับลูกค้ามาเป็นหนึ่งในคนพัฒนาโปรดักต์ของเรา มันจะเป็นการลดความเสี่ยงเเล้วก็สร้างโปรดักต์ที่มีคุณค่าสู่สังคมได้ไม่ยาก

3575 Total Views 2 Views Today
แสดงความคิดเห็น