เกษตรก้าวหน้าตัวจริง สร้างเครือข่าย พัฒนาด้วยองค์ความรู้

ในเรื่องของการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจแปรรูปบ้านบ่อเหมืองน้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปลูก การตลาด ทุกขั้นตอนต้องอาศัยผู้รู้ ซึ่งคือนักวิชาการ

คุณกัลยณัฏฐ์   พระศรีนาม ตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจแปรรูปบ้านบ่อเหมืองน้อย ผู้นำกลุ่มที่ใช้แนวคิดเกษตรก้าวหน้ามาพัฒนาการเกษตร สร้างเครือข่าย ปลูกแมคคาเดเมีย สตรอว์เบอร์รี แปรรูปสร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ ทำงานด้วยองค์ความรู้

กลุ่มวิสาหกิจแปรรูปบ้านบ่อเหมืองน้อย

โดยคุณกัลยณัฏฐ์ หรือพี่ยิ่ง ได้เล่าถึงความเป็นมาของกลุ่มวิสาหกิจแปรรูปด้านผลผลิตทางการเกษตร บ้านบ่อเหมืองน้อย ว่าเกิดขึ้นมาจากการเป็นเกษตรที่อยู่ในหมู่บ้านและได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากกองทัพภาคที่ 2  ให้ปลูกแมคคาดาเมีย ตั้งแต่ปี  2534 ซึ่งในปี 2546 ผลผลิตแมคคาเดเมียเริ่มออก จึงเลยคิดที่จะทำเรื่องออกตลาด ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้มีการแปรรูปแมคคาเดเมีย แต่ยังไม่เห็นผลชัดเจน จึงคิดตั้งกลุ่มรวมชาวบ้านเข้ามา จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปด้านผลผลิตทางการเกษตร ทำการรวบรวมแมคคาเดเมียที่อยู่ในพื้นที่มาแปรรูปและก็จัดขายมาได้  10 กว่าปี ซึ่งสินค้าเป็นที่ต้องการของตลาด โดยปัจจุบันจึงมีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ประกันราคา

ในฐานะที่เป็นผู้นำเครือข่าย คุณกัลยณัฏฐ์ เผยถึงวิธีบริหารจัดการว่า เบื้องต้นคือการจัดซื้อวัตถุดิบจากกลุ่มสมาชิก โดยมีการประกันราคาที่ 80-100 บาท จากทั่วไปที่ซื้อกัน 30-50 บาท  โดยตั้งราคาให้กับผู้ปลูก เป็นการสร้างเครือข่ายที่มั่นคง เพราะสินค้าเกษตรต้องได้การรับประกันราคา

“เรื่องการรับซื้อวัตถุดิบผลผลิตที่เรานำมาแปรรูป  จะทำเป็นราคาประกันให้กับกลุ่มผู้ปลูก อย่างแมคคาเดเมีย แม้เราไม่ได้เป็นคนส่งเสริมการปลูกแต่แรก  แต่เราก็เป็นคนที่มาซื้อวัตถุดิบมาแปรรูปก็คือ ตั้งราคาให้ แต่ถ้าเป็นสินค้าตัวอื่นที่เราได้มีการส่งเสริมการปลูกสร้างเครือข่าย ก็จะพูดเรื่องของการรับซื้อตั้งแต่เริ่มต้น เหมือนสตรอว์เบอร์รี เราบอกเขาว่ารับซื้อผลสด กิโลละ120 ส่วนที่นำมาแปรรูปกิโลละ 50 บอกไว้ตั้งแต่เริ่มต้นให้เขาได้ตัดสินใจว่าจะลงทุนมาทำสตรอว์เบอร์รีไหม ส่วนเรื่องราคายืนยันว่าผู้ปลูก ผู้แปรรูป ผู้ขาย ต้องกอดคอกันไป ถ้าผู้ขายสามารถที่จะทำตลาดขยับตลาดให้สูงขึ้น  ราคาต้นทุนกับผู้ปลูกวัตถุดิบก็ต้องขยับขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าผู้ปลูกไม่ต้องจัดการอะไรเลย มันก็ต้องมีหลักเกณฑ์ที่จะให้ผู้ปลูกพัฒนาของเขาขึ้นมาอีกทีหนึ่ง อย่างเช่นแมคคาเดเมีย ก็ตั้งราคาอยู่ที่ 80-100 บาท  ผลสดได้ 80 บาท แต่ถ้าจัดการเรื่องของการผึ่งให้แห้งหรือมาคัดเกรดให้ก็จะได้ที่ 100 บาท คือเกษตรกรผู้ปลูกก็สามารถมีรายได้เท่าๆ กันกับผู้ขายเหมือนกัน ซึ่งถ้าคิดในมุมของการทำเกษตร บอกได้เลยว่าจะไม่มีพืชตัวไหนให้ผลตอบแทนสูงเท่าแมคคาเดเมียอีกแล้ว”  คุณกัลยณัฏฐ์ กล่าว

พืชเศรษฐกิจ “แมคคาเดเมีย”

ส่วนเรื่องของการส่งเสริมการปลูก และการชักจูงให้เกษตรกรมาร่วมเครือข่ายนั้น คุณกัลยณัฏฐ์อธิบายว่าต้องเข้าใจวิถีการทำมาหากินของเกษตรกรไทย คือส่วนใหญ่เป็นการปลูกพืชตามกระแส เช่นปลูกอะไรแล้วรวย ก็จะเกิดกระแสทำตามกัน ซึ่งตนเองขายแมคคาเดเมียมาสิบกว่าปี เกิดการเปลี่ยนแปลงคือการทำอาชีพเกษตรทำให้ชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น  การปลูกแมคคาเดเมียที่เป็นพืชที่มีความเหมาะสมกับสภาพอากาศ ซึ่งโชคดีที่ในภาคอีสานมีพื้นที่ที่มีศักยภาพเช่นนี้น้อย ชี้ให้เห็นว่าความต่างของพื้นที่สามารถนำมาเป็นเกณฑ์ในหาพันธุ์พืชที่จะนำปลูกเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้

คุณกัลยณัฏฐ์ กล่าวต่อว่า ต้องควบคุมคุณภาพตั้งแต่เริ่มปลูก ซึ่งบ้านบ่อเหมืองน้อยได้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เข้ามาช่วยในเรื่องของเทคโนโลยี เรื่องวิชาการ มีทั้งนักวิจัยมาและนักส่งเสริมมาให้คำแนะนำว่าต้องปลูกและดูแลอย่างไร เช่นสตรอว์เบอร์รีนั้นได้รับการดูแลสนับสนุนจาก สวทช.โดยมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี มีการมาอบรมและพาชาวบ้านไปดูงาน มีเจ้าหน้าที่คอยติดตามเป็นระยะ ทั้งในเรื่องของการจัดการโรค การปลูก ตลอดจนเรื่องการตลาด เช่นการเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องของการทำบรรจุภัณฑ์

“ส่วนแมคคาเดเมีย เราก็แนะนำชาวบ้าน ตรงนี้ก็หมือนว่าเป็นศูนย์เรียนรู้ เวลาหน่วยงานราชการเขาจะพาชาวบ้านมาทำ จะมีการส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูก และพามาดูงานที่นี่ เราก็จะเล่าให้ฟังว่าควรทำอย่างไร สำหรับชาวบ้าน สิ่งที่ดีที่สุดก็คือบอกต่อ เป็นกลยุทธ์ เราก็คือส่วนหนึ่งในการบอกต่อกันว่าเราปลูกมาอย่างนี้นะ มันให้ผลดี เราก็ทำเป็นเชิงวิชาการให้ดู เป็นเหมือนศูนย์การเรียนรู้” คุณกัลยณัฏฐ์ กล่าว

ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ

สรุปในเรื่องของการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจแปรรูปบ้านบ่อเหมืองน้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปลูก การตลาด ทุกขั้นตอนต้องอาศัยผู้รู้ ซึ่งคือนักวิชาการ คุณกัลยณัฏฐ์ กล่าวว่า การเป็นเกษตรกรต้องเปิดรับข้อมูลทางวิชาการเข้ามาเพื่อที่จะมาเปรียบเทียบ แล้วหาจุดที่ดีที่สุดในการทำงาน

“ไม่ว่าเราจะเป็นเกษตรกรผู้ปลูก เกษตรกรผู้แปรรูป หรือว่าเกษตรกรผู้ขาย เรื่องของนักวิชาการมีความสำคัญต่อทุกกระบวนการ เราต้องเปิดรับ ซึ่งจริงๆ แล้วเกษตรกรไทยมีความชำนาญในเรื่องของการลงมือทำ แต่เรื่องรายละเอียด เรื่องของวิชาการ ต้องพึ่งพาอาศัยนักวิชาการแล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นเรื่องของการทำตลาด กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม ล้วนมีส่วนที่จะต้องช่วยผลักดัน ซึ่งเราต้องเข้าไปหาหน่วยงานพวกนี้ บอกจุดที่เราไม่รู้แล้วเขาจะแนะนำ เราก็เอามาศึกษา เอาวิชาการมาผสมผสานกับประสบการณ์ของเรา”

อยากประสบความสำเร็จ ต้องมีคุณธรรม

ข้อดีของการตั้งกลุ่มเครือข่ายคือ เมื่อมีการรวมกลุ่มเข้ามาแล้วจะเป็นการแบ่งเบาการทำงาน รับช่วงกันไปตามความถนัดของแต่ละคน สามารถที่จะติดต่อพูดคุยต่อรองกับตลาดได้ โดยคุณกัลยณัฏฐ์ ในฐานะผู้นำมีหน้าที่ในการแนะนำและตั้งกฎเกณฑ์ อีกทั้งต้องศึกษาหาความรู้เพื่อที่จะให้ทันกับเหตุการณ์ เปิดโลกทัศน์ให้มากกว่าเดิม

ส่วนการพูดคุยกับลูกข่ายในฐานะผู้นำ คือเรื่องของการเล่าประสบการณ์ให้กันฟัง ว่าที่ทำมาก่อนประสบผลสำเร็จอย่างไร

“ในส่วนของแมคคาเดเมีย ก็คือคุยในเรื่องของการดูแลก่อน พอเข้าหน้าฝนเราก็จัดการกำจัดวัชพืช แล้วก็ใส่ปุ๋ย ที่เน้นการใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ การเก็บผลผลิตและเรื่องของการคัดเกรดเพื่อให้ผลผลิตดีที่สุด มีราคาที่น่าพอใจ ส่วนของเรื่องสตรอว์เบอร์รี ที่เป็นพืชในระยะสั้น ซึ่งจะต้องคุยกันตั้งแต่การปลูก เตรียมดิน เวลาปลูกและช่วงในการดูแลรักษาจนให้ผลผลิต เราจะเน้นในเรื่องชีวภาพ เพราะว่าคนที่กินสตรอว์เบอร์รีปัจจุบันจะกลัวเรื่องสารเคมี เราต้องเน้นให้มันชีวภาพที่สุด ซึ่งเราจะบอกอยู่เสมอว่าถ้าอยากไปถึงเป้าหมาย อยากประสบความสำเร็จ ต้องมีคุณธรรม อย่าหวังว่าอยากได้แต่เงินอย่างเดียว” คุณกัลยณัฏฐ์ กล่าว

แปรรูปจากความต้องการของผู้บริโภค

สำหรับการแปรรูป ผู้นำกลุ่มวิสาหกิจแปรรูปบ้านบ่อเหมืองน้อย กล่าวว่า แมคคาดาเมียนั้นเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย จะแปรรูปผลิตภัณฑ์แบบไหนต้องมองจากผู้บริโภค ทำออกมาให้ครอบคลุมเป้าหมายทุกจุด เช่น ช็อคโกแลตสำหรับเด็ก แมคคาเดเมียถั่วตัดสำหรับผู้เฒ่าผู้แก่ แล้วก็แมคคาเดเมียที่แกะสำหรับกลุ่มสังสรรค์เฮฮา แมคคาเดเมียธรรมชาติที่อบเกลือ สำหรับคนรักสุขภาพ กินเพื่อที่จะไปขับไขมัน หรือกินเพื่อที่จะดูแลสุขภาพ เป็นต้น

“อีกแรงผลักดันหนึ่ง ก็คือผู้ซื้อ มีรายหนึ่งเขาถามว่ามีช็อกโกแลตไหม มีเนยไหม มีน้ำมันไหม เราก็จะกลับมาถามนักวิชาการ ขอความช่วยเหลือด้านคำแนะนำ มาสอนวิธีการทำ แล้วทาง สวทช.ก็จะประสานสถาบันทางการศึกษาให้ ผลิตภัณฑ์ทุกตัวจะทำวิจัยก่อน พอทำวิจัยเสร็จก็จะมาถ่ายทอดให้เราทำต่อ นอกจากนี้ยังดูแลในเรื่องของแพ็กเกจจิงให้ด้วย”

ซึ่งในการแปรรูปนั้นได้ใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการผลิต โดยได้รับการสนับสนุนส่งเสริม จาก สวทช.

“ทุกวันนี้มันมีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะมาช่วยเหลือเรา ทำให้ในการผลิตเรามีความมั่นใจเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ว่ามองด้วยตาแล้วชิมด้วยปากเฉยๆ เราสามารถที่จะมีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะมาวัดผลิตภัณฑ์ มาวัดตัวสินค้าที่เราผลิตออกมา ช่วยสร้างมาตรฐานและช่วยควบคุมคุณภาพ สร้างมาตรฐานและควบคุมคุณภาพให้นิ่งเสมอกันตลอดไป” คุณกัลยณัฏฐ์ กล่าวถึงการใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการการอบและการแปรรูป

การสร้างแบรนด์และบรรจุภัณฑ์

ต่อมาเป็นประเด็นในเรื่องการสร้างแบรนด์ และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งคุณกัลยณัฏฐ์ อธิบายว่า

ในปัจจุบันแมคคาเดเมียของกลุ่มเป็นแบรนด์ที่ 3 โดยเริ่มต้นจาก ชื่อ “ดอกระฆังทอง” ซึ่งความหมายไม่ตอบโจทย์มากนักเพราะต้องคอยอธิบายกับกลุ่มลูกค้า จึงเปลี่ยนมาเป็น “เกษตรภูสวนทราย” คือใช้ชื่อที่เป็นสถานที่ ที่ปลูกแมคคาเดเมีย แต่ได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่ว่าควรสื่อให้ตรงและเป็นคำสั้นๆ ที่เรียกง่าย จึงตั้งเป็น “แมคนัท” ในที่สุด

“มีความจำเป็นที่เราจะต้องสร้างแบรนด์ขึ้นมาในสินค้าที่เรามี ผู้ซื้อจะได้มีทางเลือก เพราะว่าถ้าเราไม่มีแบรนด์ ก็ไม่มีตัวตน ไม่มีที่มาที่ไป ข้อดีของการที่เกษตรกรมีแบรนด์ก็คือเป็นตัวกำหนดให้เรารักษาคุณภาพ ให้เราพัฒนาให้ดีที่สุด ดีต่อการจดจำสำหรับผู้ซื้อ กินแล้วอร่อย กินแล้วถูกใจ ซื้อได้ที่ไหน แล้วที่สำคัญก็ยังบ่งบอกถึงแหล่งที่ผลิต อีกทั้งเรื่องของราคา เพราะแบรนด์จะเป็นตัวกำหนดราคาว่าแบรนด์นี้ราคาเท่าไหร่ ทำให้เป็นที่จดจำของลูกค้าได้”

ในส่วนของบรรจุภัณฑ์ คุณกัลยณัฏฐ์ เล่าว่า เนื่องจากแมคคาเดเมีย เป็นสินค้าที่ราคาสูง ที่คนมักซื้อเป็นของฝาก ดังนั้นเรื่องของการทำแพ็กเกจจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทำอย่างไรให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และหากยิ่งพัฒนาตัวบรรจุภัณฑ์ให้ดี การตลาดจะกว้างขึ้น ทุกอย่างมีความมีความเกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด

“หากแพ็กเกจจิงเราไม่ดี บรรจุภัณฑ์ไม่สวยด้วย ตลาดเราก็จะได้น้อยกว่านี้ พอเราคิดทำแพกเกจขึ้นใหม่ พัฒนาให้มันตรงกับความต้องการของตลาด มันก็ทำให้ยอดขายเราเพิ่มขึ้น”

เคล็ดลับการตลาด

คุณกัลยณัฏฐ์ กล่าวว่า การทำตลาดก็คือการกระจายสินค้าไปยังที่ต่างๆ เช่นเอาไปฝากตามปั้มน้ำมัน ร้านขายสินค้าโอท็อป หรือการออกบูธตามหน่วยงานที่เรามีส่วนเกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างเช่นในงานเกษตรก้าวหน้าที่จัดโดยธนาคารกรุงเทพ ซึ่งการออกบูธภายในงานทำให้ได้รับการแนะนำจากผู้ซื้อโดยตรง ได้ทราบว่าสินค้าต้องมีการพัฒนาอะไรบ้าง หรือมีตัวไหนอีกที่ไม่รู้จัก อีกทั้งยังทำให้ได้รู้เพิ่มขึ้นอีกว่า แมคคาเดเมียสามารถแปรรูปเป็นอะไรได้บ้าง จากนั้นจึงมาปรึกษานักวิชาการ แล้วนำเทคนิคที่ได้มาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ออกมาดีกว่าเดิม

ส่วนผลตอบรับของตลาดที่ผ่านมาตลอด 10 กว่าปี ตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจฯ กล่าวต่อว่า ได้รับการตอบรับที่ดี ส่วนหนึ่งเกิดจากเป็นแมคคาเดเมียยี่ห้อเดียวที่ราคาถูกกว่าน้ำหนัก และเป็น แบรนด์เดียวที่มีบริการหลังขาย หากซื้อไปแล้วไม่ถูกใจ เรามีการรับประกันสินค้าสินค้า สามารถเปลี่ยนและขอคืนเงินได้

ซึ่งเคล็ดลับการทำตลาดอีกอย่างหนึ่งคือต้องเปิดใจกว้าง เช่น แมคคาเดเมียมีราคาสูง ต้องทำตลาดโดยเอาสินค้าไปวางให้ลูกค้าก่อนแล้วค่อยเก็บเงินทีหลัง นั่นคือการเริ่มต้นขายออกสู่ตลาดเพื่อเรียกความมั่นใจ

นอกจากนี้ คุณกัลยณัฏฐ์ ยังกล่าวด้วยว่า ตลาดที่ประทับใจที่สุดและรอคอยมากที่สุดก็คือ การออกบูธในงานวันเกษตรก้าวหน้าที่จัดโดยธนาคารกรุงเทพ โดยเธอกล่าวว่า

“ออกบูธในงานวันเกษตรก้าวหน้า ที่ธนาคารกรุงเทพ ถนนสีลม เป็นที่เดียวที่ทำรายได้วันเดียวถึง 6-7 แสนบาท เตรียมสินค้าไปประมาณราคาแสนสี่ ขายไม่กี่ชั่วโมงก็หมด ต้องเอามาเพิ่ม  ได้รับคำแนะนำเยอะว่าตรงนั้นขายดี คนจะซื้อเยอะ และเรายังได้เจอกับคนที่เป็นรายใหญ่ เดิมทีเขากินแมคคาเดเมียเมืองนอก เอาของนอกมาให้เราชิมแล้วบอกว่าของนอกมันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้นะ คือของเขามันจะนุ่มกว่าเรา ซึ่งเราก็อธิบายว่าที่มันนุ่มเพราะใส่เนย แต่ของเราใส่เกลือเฉยๆ แล้วเราจะบอกลูกค้าเสมอว่าแมคคาเดเมีย อย่ารับประทานให้อร่อยอย่างเดียวต้องเพื่อสุขภาพด้วย และปัจจุบันลูกค้าท่านนั้นก็กลายมาเป็นลูกค้าประจำของเรา โทร.มาสั่งสินค้าตลอด”

 

 “เครือข่าย” สร้างความเข้มแข็งในทุกกระบวนการ

สุดท้าย คุณกัลยณัฏฐ์ ได้ฝากข้อคิดให้เกษตรกรท่านอื่นด้วยว่า หากต้องการประสบความสำเร็จและอยู่รอดได้นั้น ต้องมีเครือข่ายในการทำงาน เนื่องจากอาชีพเกษตรกรรมมีความเกี่ยวเนื่องกับหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นภูมิประเทศ ภูมิอากาศ การผลิต การตลาด รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องมีเครือข่ายที่จริงใจคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันไปในทุกเรื่อง

“การทำเกษตรจะสำเร็จได้เร็วคือการมีเครือข่าย ต้องสร้างเครือข่ายในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการผลิต การแปรรูป การขาย ความเป็นเครือข่ายจะทำให้เรามีความเข้มแข็งในทุกกระบวนการ อย่างเครือข่ายการตลาดก็จะมีอำนาจในเรื่องของการต่อรองราคา เครือข่ายการผลิตมันจะมีเรื่องอำนาจในการจัดซื้อ ต้องสร้างเครือข่ายในทุกขั้นตอน เหมือนคำโบราณที่ว่า กินข้าวคนเดียวไม่อร่อย ต้องกินหลายคน ผลพลอยได้ของความสุขก็คือรายได้ที่มั่นคง และสุดท้ายสิ่งสำคัญที่สุดของความสำเร็จก็คือการมีคุณธรรมต่อกัน ไม่ว่าจะอยู่จุดไหนระดับไหน ทุกอย่างต้องมีคุณธรรม ศีลธรรมมาเกี่ยวข้องตลอดเวลา” คุณกัลยณัฏฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

“ออกบูธในงานวันเกษตรก้าวหน้าทำให้ได้รับการแนะนำจากผู้ซื้อโดยตรงว่าสินค้าต้องมีการพัฒนาอะไรบ้าง หรือมีตัวไหนอีกที่ไม่รู้จัก ทำให้ได้รู้เพิ่มขึ้นว่าแมคคาเดเมียสามารถแปรรูปเป็นอะไรได้บ้าง”

กัลยณัฏฐ์   พระศรีนาม ผู้นำกลุ่มวิสาหกิจแปรรูปบ้านบ่อเหมืองน้อย

แสดงความคิดเห็น