มอง EEC โปรเจกต์ยักษ์ของไทยกับนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล

ความคืบหน้า EEC และเศรษฐกิจไทยในอนาคตกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่พัฒนาจากอุตสาหกรรมเดิมภายใต้ EEC

Highlight

  • การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอาจไม่ได้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเหมือนในอดีต แต่จะค่อยเป็นค่อยไปเพราะแม้แต่ประเทศจีนเองก็ยังอยู่ในช่วงชะลอตัว
  • กล้าฟันธงในฐานะนักเศรษฐศาสตร์เลยว่า พื้นที่ตรงนี้รวมถึงอินโดจีน และบังคลาเทศ ภายใน 10 – 25 ปี ข้างหน้าจะกลายเป็นจุดค้าขายที่สำคัญที่สุดของ One Belt One Road
  • รัฐบาลไทยกับจีนคุยกัน ถึง EEC (Eastern Economic Corridor) ที่จะพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก โดยการทำเป็น Container Port การขยายเชื่อมโยงระบบรางของกรุงเทพฯ พัทยา ระยอง ให้เกิดเป็นอุตสาหกรรมไฮเทค หรือ การพัฒนาเมืองใหม่ที่เรียกว่า Pattaya on pier ที่จะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อีกกว่าปีละ 10 ล้านคน
เครือข่ายโครงสร้างคมนาคม เส้นทางสายไหมศตวรรษ 21 ที่มาภาพ : merics.org

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอาจไม่ได้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเหมือนในอดีต

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมเปิดมุมมองสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยจากเส้นทางสายไหมว่า One Belt One Road เป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญทั้งทางบกและทางทะเล โดยจีนกลับมาสร้างเส้นทางนี้ใหม่ ซึ่งดร.กอบศักดิ์ ยังวิเคราะห์อีกว่า มีนัยยะอย่างยิ่งกับเรื่องของการค้า การขาย การลงทุนต่างๆ ทั่วโลก จีนมองทะลุหมดแล้วว่าจะเชื่อมโยงทุกคนเข้าเป็นผืนแผ่นเดียวกันได้อย่างไรผ่านเส้นทางนี้

ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มองประเด็นนี้ต่อว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอาจไม่ได้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเหมือนในอดีต แต่จะค่อยเป็นค่อยไป เพราะแม้แต่ประเทศจีนเองก็ยังอยู่ในช่วงชะลอตัว ส่วนประเทศที่เจริญมีเงินมากแต่ไม่โต กล่าวคือคล้ายกับไทยในแง่ GDP per capital กำลังซื้อสูงมาก แต่ GDP Growth ไม่โต และยังอยู่ในท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ อย่างยุโรป สหรัฐฯ และญี่ปุ่น จะไม่ตอบโจทย์การค้าไทยอีกต่อไป

จีน

GDP Growth เคยแตะถึง 15% แต่ปัจจุบันมีการปรับตัวลงมาอยู่ที่ 6.9% จากปัญหา NPL (สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้) ที่เป็นผลพวงจากแผนพัฒนาโปรเจกต์ขนาดมหึมาต่างๆ หลายโครงการอยู่ในช่วงหยุดไปหรือชะลอตัว

ยุโรป

อัตราการว่างงานสูงถึง 9.5% นโยบายที่ผ่านมาไม่เกิดผลสำเร็จ ปัญหาการก่อการร้าย และผู้ลี้ภัยสงครามจากตะวันออกกลาง

ญี่ปุ่น

ตกอยู่ในสภาวะที่นั่งลำบากเมื่อรัฐบาลไม่มีงบประมาณมากพอที่จะพยุงเศรษฐกิจจากนโยบายทางการคลังที่ไม่ตอบโจทย์

สหรัฐอเมริกา

แม้ตัวเลขการว่างงานจะลดลง มีการจ้างงานที่สูงขึ้น แต่หนี้สาธารณะที่มีเจ้าหนี้รายใหญ่อย่างญี่ปุ่นและจีน เอาเงินหนุนดอลลาร์ไว้ไม่ให้ร่วง รวมถึงเงินสำรองระหว่างประเทศตอนนี้อยู่ระดับที่ต่ำกว่าเงินสำรองระหว่างประเทศของไทยเสียอีก

อนาคตภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะขับเคลื่อนด้วย 4 ด้าน

การบริโภค การลงทุน การส่งออก และรัฐบาลจะเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต ภายใต้แผนการพัฒนาเศรษฐกิจของรองนายกรัฐมนตรี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่วางโครงการอย่าง EEC เชื่อมกับ One Belt One Road โดยมองว่าจุดที่สำคัญสำหรับเส้นทางนี้คืออาเซียนที่ไทยอยู่จากประชากรมากกว่า 600 ล้านคน รวมแล้วมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 3 รองจากจีนและอินเดียเท่านั้น และที่ผ่านมานักธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในอาเซียนส่วนมากได้กำไรจากพื้นที่ตรงนี้มากที่สุด และกล้าฟันธงในฐานะนักเศรษฐศาสตร์เลยว่าพื้นที่ตรงนี้รวมถึงอินโดจีน และ บังคลาเทศ ภายใน 10 – 25 ปี ข้างหน้าจะกลายเป็นจุดค้าขายที่สำคัญที่สุดของ One Belt One Road

“พื้นที่ตรงนี้กำลังปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญและมันเป็นโอกาสนักธุรกิจในภูมิภาค เมืองเหล่านี้ผมก็ไปมาหมดแล้ว เมืองมัณฑะเลย์ ฮานอย ดานัง โฮจิมินห์ พนมเปญ และเมืองอื่นๆ อีกหลายเมืองกำลังพลิกโฉมเมืองของตนเองและต้องการคนมาช่วยในการพลิกโฉมและลงทุน ทำให้เราเห็นโครงการใหญ่ที่ต้องการเงินทุนในพื้นที่อาเซียนของเรา  เวียดนามกำลังอยากจะสร้างปิโตรเคมี พม่ากำลังต้องการไฟฟ้า มันคือโอกาสของนักธุรกิจไทย ที่จะเข้าไปร่วมกับคนพม่าในการสร้างเขื่อน ร่วมกับคนลาว ร่วมกับคนเวียดนามที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน” ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ดร.กอบศักดิ์ ยังแนะนำอีกว่า  หากมองไปที่ภูมิประเทศ สนามบินจากไทยไปเพื่อนบ้านใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมงกว่า ท่าเรือแหลมฉบังห่างจากเมียนมา กัมพูชา ลาว ไม่กี่ร้อยกิโลเมตร และจุดแข็งของไทยที่ได้เปรียบกว่าคนอื่นยังเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย – จีน ที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นประเทศที่มีปัญหากับจีนน้อยที่สุด เราทำธุรกิจกับจีนด้วยความสบายใจ คนไทยค่อนประเทศมีเชื้อสายจีน ความเชื่อมโยงดังกล่าวมันพร้อมหมดแล้ว

“รัฐบาลจีนสร้างถนนจบหมดแล้ว การลงทุนในเวียดนาม ลาว จากหนานหนิงทะลุมาไทย 800 กิโลเมตร ไม่กี่วันก็สามารถส่งตัวสินค้าจากจีนตอนใต้หนานหนิงทะลุส่งมาถึงเมืองไทย ส่วนฝั่งภาคตะวันออก คือตั้งกงศุลคุณหมิง ที่สามารถทะลุมายังเชียงรายได้ ไม่ใช่แค่รถไฟอย่างเดียว แต่รวมถึงถนนหนทางที่เชื่อมโยงกันได้ดีขึ้นทั้งรถไฟความเร็วสูง ท่าเรือ หรือสนามบิน” ดร.กอบศักดิ์ กล่าว

ดร.กอบศักดิ์ ยังเปิดเผยอีกว่า มันไม่จบแค่นั้น สิ่งที่รัฐบาลจีนทำภายใต้ One Belt One Road คือการเชื่อมโยงการค้าเข้าไปในยุโรปในอนาคต แต่ประการสำคัญคือไทยต้องเป็นประตูสู่จีนตะวันตกให้ได้ ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่เมืองจีนมองเช่นเดียวกัน นอกจากนี้จีนยังต้องการประตูตะวันออกออกสู่ทะเล โดยเจ้าถิ่นคือเมียนมา เขาประกาศปีที่แล้วจะมีการขุดอุโมงค์ 35 กิโลเมตร เพื่อทะลุเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดในการออกสู่ทะเลของคุณหมิง และที่สำคัญไปกว่านั้น รัฐบาลไทยกับจีนคุยกัน ถึง EEC (Eastern Economic Corridor) ที่จะพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก โดยการทำเป็น Container Port  การขยายเชื่อมโยงระบบรางของกรุงเทพฯ พัทยา ระยอง ให้เกิดเป็นอุตสาหกรรมไฮเทค หรือการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การพัฒนาเมืองใหม่ที่เรียกว่า Pattaya on pier ที่จะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อีกกว่าปีละ 10 ล้านคน

EEC ยังเป็นโครงการที่สนับสนุนหลายโครงการเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเป็นโครงการท่องเที่ยว New city และ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต (NEW ENGINE OF GROWTH) นอกจากนี้ยังรวมถึงการเชื่อมโยงสนามบินใหม่ที่อู่ตะเภา เป็นสนามบินที่มีความสำคัญมากเท่ากับสุวรรณภูมิ รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ ท่าเรือแหลมฉบัง ให้กลายเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าของอินโดจีน เชื่อมต่อจากกรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา พัทยา ระยอง โดยที่ผ่านมาบอกได้เลยว่าทั้งจีนและญี่ปุ่นสนใจโปรเจกต์นี้มาก

ดึงดูดนักลงทุน ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์กลางผลิตในอินโดจีน

EEC มีเป้าหมายที่ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ดึงดูดการค้า การลงทุน การจ้างงาน อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และกลายเป็นศูนย์กลางผลิตในอินโดจีน จากโครงการทั้งหมดที่จะเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ กันภายในประเทศ ทั้งรถไฟความเร็วสูง ถนน สนามบิน และท่าเรือ จากนั้นก็จะเป็นการวางแผนร่วมกับกรมศุลกากรเพื่อจะร่วมกันปลดล็อคชายแดนในการเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้านให้เป็นการอำนวยความสะดวกทางการค้ามากขึ้น

“นอกจากนี้ LAZADA ยังมีการประกาศว่าจะเข้ามาลงทุนในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เพื่อใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งกระจายสินค้าในภูมิภาคอินโดจีน” ดร.กอบศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333

แสดงความคิดเห็น