SENZE ตัวช่วยของผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

หลายๆ คนคงรู้กันดีว่าตอนนี้โลกของเรากำลังเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างประเทศไทยเราเองก็ได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไปเรื่อยๆ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

และล่าสุดในปี 2559 จำนวนผู้สูงอายุของไทยมีสัดส่วนสูงมากถึง 16.5% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ผู้สูงอายุทุกคนที่จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์พร้อม ยังมีผู้สูงอายุอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งเป็นความลำบากอย่างมากสำหรับทั้งตัวผู้สูงอายุเองและผู้ที่ดูแล

แต่ถึงแม้สังคมเราจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุยังไง เทคโนโลยีของเราก็ไม่ได้หยุดก้าวตาม เพราะยังคงมีเรื่องราวที่น่าสนใจต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนไปพูดคุยกับ คุณปิยะศักดิ์ บุญคมรัตน์ CEO บริษัท MediTech Solution จำกัด เจ้าของ Startup ที่เข้ามาตอบโจทย์ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้โดยเฉพาะ ซึ่งเรื่องราวความเป็นมา และความสามารถของธุรกิจตัวนี้จะเป็นยังไงบ้างนั้น ตามไปชมกันเลย

MediTech Solution คืออะไร

เราเป็น Health Tech Startup เป็นผู้คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นอุปกรณ์สื่อสารผ่านดวงตาสำหรับผู้ป่วยที่สื่อสารลำบาก เรียกว่า SENZE ครับ เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ผู้ป่วยที่สื่อสารไม่ได้ เช่น ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาต กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือว่า ผู้ป่วยไอซียูนอนติดเตียง ที่ไม่สามารถพูดและเขียนได้ ให้สามารถสื่อสารกับคนอื่นได้ โดยใช้วิธีการมองค้าง 2 วินาที ไปยังตำแหน่งใดก็ตามบนหน้าจอ เสมือนการกด Enter หรือการคลิกเม้าส์ เพราะฉะนั้นผู้ป่วยก็จะสามารถที่จะสื่อสารต่อความต้องการต่างๆ ได้ เช่น บอกอาการ บอกความต้องการ บอกกิจกรรมที่อยากทำ อาหารและเครื่องดื่มที่อยากทาน ความบันเทิง หรือแม้แต่พิมพ์ข้อความลงบนเมนูคีย์บอร์ดสนทนาที่เราทำไว้รองรับทั้งหมด 18 ภาษาด้วยกัน พร้อมระบบแปลภาษาอัตโนมัติ และยังมีระบบที่ให้ผู้ป่วย สามารถท่องอินเตอร์เน็ตได้ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม     ใช้เฟซบุ๊ก อ่านข่าว เช็กเมล ดูยูทูป สั่งซื้อของออนไลน์ หรือแม้แต่ทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ ทุกอย่างคือทำได้เหมือนคนปกติเลย เพียงแต่ผู้ป่วยใช้แค่ดวงตาในการควบคุมเท่านั้น

SENZE เป็นเหมือนคอมพิวเตอร์สำหรับผู้ป่วยเลยรึเปล่า

ใช่ครับ สิ่งที่เราทำก็คือ SENZE ก็เหมือนกับเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ที่เราติดตัวกล้องความเร็วสูงเข้าไป แล้วก็ใช้ซอฟต์แวร์พิเศษในการควบคุมให้กล้องสามารถที่จะตรวจจับดวงตา แล้วก็สามารถใช้ดวงตาสั่งการคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นได้ ก็เป็นอุปกรณ์ All in One ที่เราคิดขึ้นมาครับ ก็จะมีการออกเสียงให้ มีระบบช่วยตอบให้ ทั้ง 18 ภาษา สามารถที่จะมีระบบช่วยเดาคำศัพท์ให้ทั้งหมด

ในส่วนของค่าใช้จ่าย จริงๆ เราตั้งราคาไว้ประมาณสองแสนกว่าบาทครับ ก็มีทั้งระบบเช่าและระบบซื้อ ถ้าเช่าก็ประมาณเดือนละ 8,500 บาท ถ้าซื้อก็ 200,000 บาท สามารถที่จะผ่อนชำระ 0 เปอร์เซ็นต์ 12 เดือนได้ หรือขึ้นอยู่กับกำลังซื้อของผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยคิดว่ากำลังซื้อไม่สูง อาจจะได้ฟีเจอร์แค่บางตัว  ไม่ต้องใช้ Full Function เราก็ลดราคาลงมาได้ครับ

ที่มาของโปรเจคต์นี้เกิดขึ้นได้ยังไง

เกิดจากเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว คุณพ่อของเพื่อนผมคนหนึ่ง ท่านป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง แรกๆ ก็รับประทานอาหารไม่ได้ ไม่มีแรง ตอนหลังก็เริ่มที่จะพูดไม่ได้ เขียนไม่ได้ แล้วก็จะสื่อสารกับใครไม่ได้เลย แต่ว่าสมองยังรับรู้ปกติเหมือนคนทั่วไป เพื่อนก็มาปรึกษาผมว่ามีเทคโนโลยีอะไรที่จะช่วยให้พ่อเขาสามารกลับมาสื่อสารกับคนอื่นได้ไหม โดยที่ไม่ต้องพูดและเขียน

ตอนนั้นผมก็ลองไปทำการบ้านดู แล้วก็ไปพบเทคโนโลยีที่เรียกว่า Eye Tracking System เป็นระบบการติดตามดวงตาครับ ซึ่งมีพัฒนาอยู่ในสหรัฐอเมริกาและสวีเดน แต่ว่าในเมืองไทยแล้วก็ในเอเชีย ยังไม่มีใครพัฒนาเทคโนโลยีตัวนี้มาก่อนเลย เราก็เลยปิ๊งเป็นไอเดียว่า ทำไมเราไม่ทำเทคโนโลยีแบบนี้เพื่อช่วยให้พ่อของเพื่อนสามารถกลับมาสื่อสารกับคนอื่นได้

ผมก็เลยลองไปขอทุนวิจัยจากทางสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ องค์กรมหาชน และจากทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้ทุนวิจัยมาก้อนหนึ่งในการทำตัวต้นแบบ เราก็ไปทดลองใช้กับคุณพ่อของเพื่อน ปรากฏว่าใช้งานได้ เราจึงขยาย ต่อยอดเป็นเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่เวอร์ชั่นแรกสุดจนถึงตอนนี้ก็ 5 ปีครับ เวอร์ชั่น 1 ออกมาตั้งแต่ปี 2556 ตอนนี้เราอยู่ถึงเวอร์ชั่น 4 แล้วครับ

จากเวอร์ชั่น 1 ถึงเวอร์ชั่นนี้ SENZE มีการพัฒนายังไงบ้าง

เยอะมากครับ ตั้งแต่เวอร์ชั่นแรกเรายังใช้กล้องแบบธรรมดา เป็นกล้องเว็บแคมทั่วไปในท้องตลาด แล้วก็เทคโนโลยีตอนนี้ยังเป็นระบบออฟไลน์ทั้งหมด ก็คือต้อง Install โปรแกรมลงบนเครื่อง แล้วก็การใช้งานผู้ป่วยกับผู้ดูแลจะต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา เพราะว่าเป็นการสั่งการโดยที่ผู้ดูแลต้องอยู่ด้วยถึงจะรู้ว่าผู้ป่วยต้องการอะไร แล้วก็การออกคำสั่งจะใช้การกระพริบตา 2 ครั้งในการเอาคำสั่งมาเป็นตัว Enter

แต่ว่าเวอร์ชั่น 2-3 เราก็เริ่มพัฒนามาเป็นรูปแบบของออนไลน์ ในรูปแบบของเว็บแอปพลิเคชั่น โดยผู้ป่วยสามารถที่จะใช้งานได้โดยที่ผู้ดูแลหรือว่าแพทย์สามารถที่จะมองตัวมอนิเตอร์ผ่านตัวมือถือหรือสมารท์โฟนได้ สามารถที่จะแชทคุยกับผู้ป่วยได้ แล้วก็มีระบบตัวแปลงภาษา ระบบมอนิเตอร์ระบบต่างๆ เข้ามา แล้วก็เวอร์ชั่น 4 ที่เราพัฒนาเพิ่มขึ้นมา ก็คือในส่วนของอัลกอริทึ่ม ที่เราเปลี่ยนจากการกระพริบตา 2 ครั้ง เป็นการมองค้าง 2 วินาทีบนหน้าจอ ซึ่งก็ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น แม่นยำมากขึ้น แล้วก็มีในเรื่องของอินเทอร์เน็ต ที่สามารถท่องโลกในเว็บไซต์ได้เหมือนคนปกติเลยครับ

อุปสรรคที่ต้องเจอระหว่างการพัฒนา SENZE คืออะไร

คือความยากในเรื่องของเทคโนโลยีครับ เพราะว่าเนื่องจากไม่เคยมีคนไทยทำเทคโนโลยีนี้มาก่อน เราเป็นรายแรกของเอเชีย เป็นรายที่ 3 ของโลกที่ใช้เทคโนโลยีนี้ แต่ว่าที่น่าภูมิใจก็คือว่า SENZE เป็นเทคโนโลยี Eye Tracking System ครั้งแรกของโลกที่เป็นภาษาไทย และความยากก็คงเป็นเรื่องของการเก็บซอฟต์แวร์ ในตอนแรกอัลกอริทึ่ม และในเรื่องของการที่จะต้องทำยังไงให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อผู้ป่วย จะต้องมีการนำไปทดสอบกับผู้ป่วยจริงในโรงพยาบาลด้วย เป็นกระบวนการทำวิจัยที่ค่อนข้างจะยุ่งยากหน่อยในช่วงแรกครับ

ตอนนี้ SENZE ติดตั้งตามโรงพยาบาล 13 แห่งทั่ว แล้วก็มีผู้ป่วยตามบ้านที่ซื้อใช้หรือเช่าใช้อยู่สักประมาณ 10-20 เคส ก็จะเป็นคนไทยทั้งหมด แต่ว่าผู้ป่วยที่ใช้ในโรงพยาบาลก็จะมีทั้งต่างชาติด้วยคนไทยด้วยครับ

คุณหมอในโรงพยาบาล ทั้งผู้บริหาร หรือว่าบุคลากรการแพทย์ พยาบาล เขาก็ตื่นเต้นกับเทคโนโลยีแบบนี้ เพราะว่าเขายังไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเหมือนกัน เขาก็ยินดีเปิดรับแล้วเราก็เข้าไปไปสาธิตการใช้งาน เมื่อเห็นว่าโปรดักต์ของเรามีคุณภาพ ปลอดภัย เขาก็ให้ผู้ป่วยทดลองใช้ ซึ่งผลออกมาก็เป็นที่น่าพอใจ

ในอนาคตจะมีการพัฒนาอะไรเพิ่มเติมขึ้นจากเดิมบ้างหรือไม่

มีครับ ตอนนี้เวอร์ชั่น 5 เรากำลังพัฒนาอยู่ครับ ก็กำลังจะทำในรูปแบบของ ผู้ป่วยสามารถที่จะทำ Video Call ได้ สามารถพูดคุยแบบเห็นหน้ากับผู้ดูแลหรือญาติได้ เขาก็สามารถเห็นหน้าผู้ป่วย ผู้ป่วยก็สามารถพิมพ์ข้อความหรือว่าแชทคุยกันได้แบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เลย แล้วก็กำลังพัฒนาตัวเกมที่ฟื้นฟูผู้ป่วยที่จะเป็นอัมพาต ฟื้นฟูสมอง ฟื้นฟูทักษะความจำ ฟื้นฟูตรรกะเหตุผลต่างๆ พวกนี้ ก็มีการร่วมมือกับทางศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ แล้วก็โรงพยาบาลวิชัยยุทธในการทำโปรเจคต์ร่วมกันครับ

มีคำแนะนำยังไงให้กับคนที่สนใจมาทำ Startup บ้าง

ช่วงแรกก็คงต้องเหนื่อยหน่อย เพราะใช้ความอดทนสูงมากในการที่เราจะต้องลองผิดลองถูก ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ เพราะว่าโดยเฉพาะการทำเกี่ยวกับนวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ๆ มันไม่ได้มีความสำเร็จให้เราทำตามมาก่อน ความเหนื่อยถัดมาก็คือ ตอนทำเทคโนโลยีตอนแรกเราอาจจะเหนื่อยแค่ในห้องแลป แต่พอเราทำออกมาแล้ว ทำอย่างไรที่เราจะเอาชนะใจลูกค้าได้ ก็เป็นเรื่องของการตลาด เพราะ Startup ก็จะต้องมองทั้ง 2 อย่างนี้ไปพร้อมๆ กัน

โปรดักต์ดีมากแต่ขายไม่ได้ เราก็ไปต่อยาก แต่ถ้าการตลาดที่เก่ง แต่โปรดักต์ไม่เก่งจริง คุณก็จะอยู่ได้แค่แป๊บเดียว อยู่ได้แค่สั้นๆ ลูกค้าก็อาจจะเบื่อ แล้วก็จะรู้สึกว่ามันไม่ใช่โปรดักต์ที่เขาจะรัก

แสดงความคิดเห็น