เจาะ 4 ยุคทางระบบเศรษฐกิจ อะไรกันที่ทำให้คนเป็นใหญ่ในสมัยนั้น

อย่างที่เรารู้กันดีว่าอดีตคือรากฐานของปัจจุบัน ซึ่งเรื่องนี้ก็สามารถนำไปปรับใช้กับระบบเศรษฐกิจได้ เราจึงได้ขออาสาเจาะข้อมูลย้อนเวลาเพื่อดูว่ามีปัจจัยไหนบ้างที่ทำให้ประสบความสำเร็จในเศรษฐกิจแต่ละยุค

เจาะ 4 ยุคทางระบบเศรษฐกิจ อะไรกันที่ทำให้คนเป็นใหญ่ในสมัยนั้น

Highlight:

  • ยุคเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรมจะเป็นยุคที่เน้นที่ดิน ใครมีที่ดินจะเป็นผู้มีอำนาจ
  • ยุคเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรมจะเน้นเงินทุน จึงทำให้นายธนาคารเป็นใหญ่ในยุคนี้
  • ต่อมาจะเป็นยุคของการใช้ความรู้ ซึ่งคนที่กุมความรู้ สามารถกำหนดทิศทางการทำงานได้ แม้กระทั่งการทำงานของนายธนาคาร
  • ยุคสุดท้ายคือยุคของผู้ประกอบการเนื่องจากในยุคนี้ คนไม่จำเป็นต้องพึ่งบริษัทใหญ่ๆ เพียงอย่างเดียว

ในหนังสือ ยุคเศรษฐกิจที่ 4 หรือ The Fourth Economy ของ รอน เดวิสัน ได้แบ่งยุคทางเศรษฐกิจออกเป็น 3 ยุค ได้แก่ ยุคเกษตรกรรม ยุคอุตสาหกรรม และ ยุคของความรู้ ซึ่งต่อมา เทย์เลอร์ เพียร์สัน ผู้เขียนหนังสือ ถ้าบอกกันก่อนเรียนจบคงไม่ตกขบวนเศรษฐี ก็ได้นำยุคเศรษฐกิจที่ รอน เดวิสัน แบ่งไว้มาเจาะข้อมูลว่าในแต่ละยุคนั้นมีข้อจำกัด/ชี้ขาดอะไรที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแต่ละสมัย (โดยมียุคผู้ประกอบการเป็นยุคเศรษฐกิจที่ 4)

ยุคเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรม (1300 – 1700)

ต้องขอเกริ่นก่อนว่าในสมัยนั้นผู้มีอำนาจในการปกครองคือคนของศาสนาอย่างพระสันตะปาปา แต่สุดท้ายก็โดนพระราชาเฮนรี่ที่ 8 ปลดและยึดศาสนสถานในอังกฤษเพื่อแจกจ่ายให้ชนชั้นสูง เนื่องจากพระสันตะปาปาไม่อนุมัติการหย่าระหว่างพระราชาเฮนรี่ที่ 8 กับพระมเหสี (สมัยนั้นกษัตริย์จะทำอะไรก็ต้องขออนุญาตกับพระสันตะปาปาก่อน)

แต่ประเด็นก็คือทำไมคนชั้นสูงถึงเห็นด้วยจากการปลดอำนาจของพระสันตะปาปา คำตอบก็คือที่ดิน เพราะในยุคนั้นสิ่งที่เป็นตัวชี้ขาดความมั่นคั่งคือทรัพยากรอย่างที่ดิน ซึ่งพระราชาเฮนรี่ที่ 8 ก็เป็นผู้ครอบครองที่ดินจำนวนมากและได้แจกจ่ายให้ชนชั้นสูงเพื่อเป็นการล็อบบี้กลายๆ ด้วยเหตุนี้การปกครองจึงเปลี่ยนจากศาสนามาเป็นรัฐชาติ

ยุคเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรม (1700 – 1900)

มาต่อกันด้วยยุคเศรษฐกิจที่ 2 นั่นคือยุคเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรม ในยุคนี้คนที่ครอบครองที่ดินไม่สามารถสร้างอำนาจการต่อรองได้ในแบบยุคก่อนแล้ว แต่เป็นนายธนาคารที่ถือครองเงินทุนต่างหาก ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดก็คือ การกู้เงินของกษัตริย์เฟรดดริชเพื่อจัดหาอาวุธให้รัสเซีย

ถึงแม้กษัตริย์เฟรดดริชจะถือครองที่ดินมากมายสักแค่ไหน แต่ตัวเขาเองนั้นกลับไม่มีเงินทุนจึงต้องไปขอกู้กับตระกูลรอธส์ชายด์ที่เป็นนายธนาคาร โดยตระกูลรอธชายด์ ได้เขียนจดหมายถึงกษัตริย์เฟรดดริชไว้ว่าจะยอมปล่อยเงินกู้ให้ หากกษัตริย์เฟรดดริชเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบรัฐสภา ซึ่งนี่ก็เป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งที่สามารถมองได้ว่าอำนาจเงินทุนของนายธนาคารอยู่เหนืออำนาจที่ดินหรือรัฐชาติของกษัตริย์เฟรดดริช

ยุคเศรษฐกิจของการใช้ความรู้ (1900 – 2000)

หากพูดถึงบริษัทที่เฟื่องฟูในยุคนี้ เชื่อว่า ไอบีเอ็ม ของ โธมัส วัตสัน ต้องติดอยู่ในอันดับต้นๆ เป็นแน่ เนื่องจากไอบีเอ็มมีทุกสิ่งทุกอย่างที่บ่งบอกว่าที่นี่คือบ้านแห่งความรู้ ตั้งแต่การแต่งตัวของพนักงานจนถึงสโลแกนบริษัท โดยในปี 1975 นั้นทางบริษัทไอบีเอ็มต้องการออกพันธบัตรจำนวน 1,000 ล้านดอลลาร์

โธมัสจึงได้บอกกับนายธนาคารมอร์แกนแสตนลีย์ว่า จำนวนเงินที่มากขนาดนี้ต้องการให้ธนาคารอื่นเข้ามาช่วยด้วย แต่มอร์แกนสแตนลีย์กลับปฏิเสธ ถึงแม้โธมัสจะเสียขวัญ แต่สุดท้ายเขาก็ดำเนินการต่อโดยไม่มีมอร์แกนสแตนลีย์ ซึ่งความสำเร็จในการออกพันธบัตรของไอบีเอ็มที่ไม่ต้องพึ่งธนาคารของมอแกนสแตนลีย์นั้น แสดงให้เห็นว่าการทำธุรกิจไม่ว่ากับธนาคารไหนแทบไม่ต่างกัน  แถมยังสามารถกำหนดทิศทางการทำงานให้ธนาคารอื่นๆ ช่วยกันออกพันธบัตรได้อีกด้วย

ยุคของผู้ประกอบการ (ปัจจุบัน)

ในยุคนี้ เทย์เลอร์ เพียร์สัน ผู้เขียนหนังสือ ถ้าบอกกันก่อนเรียนจบคงไม่ตกขบวนเศรษฐี ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรมาก บอกเพียงแค่ว่าในยุคนี้ข้อจำกัดและตัวชี้ขาดนั้นคือมาเป็นผู้ประกอบการ เนื่องจากมีความต้องการบุคคลากรที่มารับมือกับการงานอันยุ่งเหยิง นอกจากนี้จากเดิมที่คอยพึ่งพาแต่บริษัทใหญ่ๆ ก็สามารถหันมาพึ่งพาผู้ประกอบการตัวเล็กๆ ได้แล้ว

ทั้งนี้นอกจากยุคเศรษฐกิจทั้ง 4 แล้วในหนังสือ ถ้าบอกกันก่อนเรียนจบคงไม่ตกขบวนเศรษฐี ของ เทย์เลอร์ เพียร์สัน ยังมีเนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจมากมาย เช่น บทเรียนเรื่องโลกาภิวัฒน์จากบริษัทอีวิลจีเนียส การกระจายสินค้าที่ใครก็ทำได้ ฯลฯ ซึ่งหากใครสนใจก็สามารถหาซื้อ ถ้าบอกกันก่อนเรียนจบคงไม่ตกขบวนเศรษฐี  ได้แล้ววันนี้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

แสดงความคิดเห็น