หลังเอฟทีเออาเซียน-จีน ดันยอดค้าพุ่ง 2.5 เท่า

จีนเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากรมากกว่า 1,360 ล้านคน มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับ 6-7% ถือเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย คิดเป็นสัดส่วน 12-13% ของการส่งออกทั้งหมด

ที่ผ่านมารัฐบาลไทยและจีนมีการลงนามความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างกัน 2 ฉบับ คือ ความตกลงเอฟทีเอไทย-จีน ซึ่งได้เริ่มลดภาษีสินค้ากลุ่มผักและผลไม้ พิกัด 07-08 นำร่องไปก่อนตั้งแต่ปี 2546 แต่หลังจากนั้นจีนได้หันมาเจรจาความตกลงเอฟทีเออาเซียน-จีน โดยจีนมุ่งหวังที่จะขยายการค้าและการลงทุนออกมาสู่กลุ่มอาเซียนทั้งหมด และได้ลงนามความตกลงเอฟทีเออาเซียน-จีน ไปเมื่อ 29 พฤศจิกายน 2547 กำหนดให้เริ่มลดภาษีสินค้ากลุ่มเกษตร พิกัด 01-06 เป็น 0% ในปี 2549 โดยสินค้าที่จีนลดภาษีให้ไทย ได้แก่ มันสำปะหลัง ทุเรียน มังคุด เงาะ สาคู ลำไย กุ้ง และปลา เป็นต้น ส่วนไทยลดภาษีให้จีน ได้แก่ เห็ดแห้ง แครอท บร็อคโคลี่ แอปเปิ้ล ส้ม องุ่น เป็นต้น

 

ต่อมาทยอยลดภาษีสินค้าปกติเป็นกลุ่มที่ 2 ซึ่งมีจำนวน 90% ของจำนวนสินค้าที่ค้ากันทั้งหมด  เป็น 0% ในปี 2553 โดยสินค้าที่จีนลดภาษีให้ไทย ได้แก่ เม็ดพลาสติก สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม แป้งมันสำปะหลัง เครื่องจักรไฟฟ้า และส่วนประกอบ ของผสมน้ำยางธรรมชาติ และน้ำยางสังเคราะห์ เป็นต้น ส่วนสินค้าที่ไทยลดให้จีน ได้แก่ เคมีภัณฑ์ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เครื่องจักรและส่วนประกอบ และเม็ดพลาสติก เป็นต้น

 

ทั้งนี้ ล่าสุดในวันที่ 1 ม.ค.2561 ที่จะถึงนี้ ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน จะมีการเปิดเสรีอย่างเต็มรูปแบบ โดยจะลดภาษีในกลุ่มของสินค้าอ่อนไหว 400 รายการ เหลือ 0-5% ลดจากเดิมที่เหลือไม่เกิน 20% มาตั้งแต่ปี 2555 มีสินค้าที่จีนจะลดภาษี เช่น กาแฟ ใบยาสูบ ขนสัตว์ ฝ้าย ปลายข้าว แป้งข้าวเจ้า สับปะรดแปรรูป กระดาษ โพลีเอสเตอร์ กระปุกเกียร์สำหรับยานยนต์ และถุงลมนิรภัย เป็นต้น

 

สำหรับสินค้าที่คาดว่าไทยจะได้ประโยชน์จากการลดภาษีของจีนในครั้งนี้ เช่น ใบยาสูบ กาแฟ ฝ้าย สับปะรดแปรรูป และโพลีเอสเตอร์ ส่วนสินค้าที่ไทยจะลดภาษี เช่น แป้งข้าวสาลี น้ำผลไม้ โพลีเอสเตอร์ ยางรถยนต์ รองเท้ากีฬา ของเล่น กระจก ตู้เย็น ตู้แช่ เครื่องรับโทรทัศน์ ไมโครเวฟ แบตเตอรี่ เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม 2 ประเทศยังคงเหลือกลุ่มสินค้าอ่อนไหวสูง ที่ยังไม่พร้อมแข่งขัน ซึ่งจะมีการลดภาษีลงมาอยู่ไม่เกิน 50% ของอัตราภาษีเดิม โดยสินค้ากลุ่มนี้ในส่วนของจีน เช่น ข้าวโพด ข้าว พืชน้ำมัน น้ำตาล กระดาษ ด้ายใยสังเคราะห์ กระดาษแข็ง เป็นต้น และในส่วนของไทย เช่น สินค้าเกษตร 23 รายการที่มีโควตาภาษี อาทิ นม ครีม มันฝรั่ง กระเทียม ไหมดิบ และหินอ่อน เป็นต้น

 

ภาพรวมการค้าไทย-จีน

ความตกลงเอฟทีเออาเซียน-จีน ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยผลักดันให้การค้าอาเซียน-จีน เพิ่มสูงขึ้น ‘คุณชุติมา บุณยประภัศร’ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า นับจากทยอยลดภาษีมาเป็นเวลา 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบันตัวเลขการค้าระหว่างอาเซียน-จีนเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า จาก 1.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็น 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ภาคการลงทุน เพิ่มขึ้น 4 เท่า 1.96 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 9.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

 

ดังนั้น หลายฝ่ายคาดหวังว่า ในวันที่ 1 ม.ค. 2561 เมื่อลดภาษีสินค้ากลุ่มสุดท้าย 400 รายการจะช่วยให้มูลค่าการค้าระหว่างอาเซียน- จีน เพิ่มอีก 1 เท่าตัวหรือประมาณ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2563 ขณะที่ไทยก็คาดหวังว่าจะสามารถผลักดันการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้นได้เท่าตัวจากปัจจุบันการค้าไทย-จีนมีมูลค่า  65,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  เป็น 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เช่นกัน

 

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน  9 สาขาใน 10 ประเทศ เพื่อให้บริการท่าน

 

สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล: [email protected] สายด่วน1333

 

 

 

แสดงความคิดเห็น