เริ่มต้นใหม่ด้วยแนวคิดเกษตรก้าวหน้า “สวนส้มเอกลักษณ์” สู้วิกฤติด้วยวิถีธรรมชาติ

จากวิกฤติล่มสลายของสวนส้มรังสิต มุ่งหน้าสู่เชียงรายเริ่มต้นใหม่ด้วยแนวคิดเกษตรก้าวหน้า ปลูกแบบธรรมชาติ เน้นการเติบโตแบบยั่งยืน

สวนส้มที่เหลือรอด

คุณเสาวลักษณ์ อานุภาวธรรม อดีตเกษตรกรสวนส้มรังสิต เปิดเผยว่าก่อนหน้านี้เคยมีสวนส้มอยู่ที่รังสิต จนถึงปี 2545 ซึ่งเป็นยุคล่มสลาย ต้นส้มตายทั้งหมด จึงย้ายไปสร้างสวนขึ้นมาใหม่ที่จังหวัดเชียงราย เริ่มปลูกส้มจนออกผลเก็บจำหน่ายได้ในปี 2548

โดยในการริเริ่มสร้างสวนขึ้นมาใหม่ที่จังหวัดเชียงราย คุณเสาวลักษณ์กล่าวว่าต้องมีการปรับตัว  จากเดิมที่รังสิตปลูกส้มเขียวหวาน แต่เมื่อไปที่เชียงรายคือ สายน้ำผึ้ง ซึ่งเป็นคนละสายพันธุ์ จึงต้องศึกษาเรียนรู้การปลูกและบำรุงรักษาต้น

จากนั้นคุณเสาวลักษณ์ได้เล่าต่อว่า ในช่วง 3 ปีแรกคือ 2548-2550 ส้มมีราคาถูกมาก บรรดาสวนส้มต่างๆ ในพื้นที่ต้องประสบกับภาวะขาดทุน และล่มสลายอีกครั้งจากปัญหาต้นตาย ซึ่งก่อนหน้านี้ในประเทศไทยมีสวนส้มทั้งหมดประมาณ 7 แสนไร่ แต่ได้รับความเสียหายทั้งหมดจนเหลือไม่ถึง  1 แสนไร่

“แต่สวนส้มเอกลักษณ์นั้นยังยืนหยัดอยู่ได้ จากประสบการณ์สวนส้มที่รังสิตตายยกสวน ทำให้กลับมาคิดว่าต้องมีสาเหตุมาจากอะไร เมื่อมาอยู่ที่เชียงรายจึงใช้วิธีปลูกแบบธรรมชาติ ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้าเพราะจะส่งผลกระทบที่สารพิษจะถูกดูดซึมเข้าสู่รากของต้นส้ม เมื่อรากไม่ได้รับสารพิษจากยาฆ่าหญ้า ต้นส้มที่สวนจึงมีความแข็งแรง ซึ่งส้มชุดแรกที่ปลูกตั้งแต่ปี 2545 ยังเติบโตงดงามให้ผลผลิตจนถึงปัจจุบัน” คุณเสาวลักษณ์ กล่าว

ใช้วิธีการปลูกแบบธรรมชาติ

ซึ่งจุดเด่นของส้มจากสวนส้มเอกลักษณ์ คือรสชาติดี ชานนิ่ม คุณเสาวลักษณ์กล่าวว่า ทางสวนไม่มีการแว็กซ์เปลือกส้ม เพราะจะทำให้ส้มเน่าเร็ว มีความปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง “ต้นส้มของเราสมบูรณ์ดีมาตลอดเพราะใช้วิธีปลูกแบบธรรมชาติ ส้มที่สวนจึงมีความปลอดภัย ไม่มีสารพิษตกค้าง”

หลังจากวิกฤติของราคาที่ตกต่ำและการตายของต้นส้มที่ทุกสวนต้องเจอในช่วงปี 2548-51 ในปี 2552 สวนส้มเอกลักษณ์เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาเนื่องจากเป็นสวนเดียวที่ยังเหลือรอด โดยในปัจจุบันเน้นตลาดในประเทศเป็นหลัก เนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการสูง มีพ่อค้าแม่ค้ามารับถึงหน้าสวน รวมทั้งส่งขายที่ตลาดไทย ตลาดสี่มุมเมือง และในพื้นที่จังหวัดราชบุรี นครปฐม  ซึ่งเป็นลูกค้าเก่าขาประจำสมัยสวนรังสิต

ธนาคารกรุงเทพและงานวันเกษตรก้าวหน้า

และปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้สวนส้มเอกลักษณ์ผ่านพ้นวิกฤติมาได้ คุณเสาวลักษณ์ เปิดเผยว่า คือการได้รับความช่วยเหลือทางด้านการเงินจากธนาคารกรุงเทพ ช่วงแรกเมื่อปี 2545 ที่ทำการย้ายสวนจากรังสิตมาจังหวัดเชียงราย และในปี 2548 ที่เริ่มขายผลผลิตแต่ราคาส้มตกต่ำ ในช่วงเวลานั้นต้องประสบกับภาวะขาดทุน ซึ่งจากการคำนวณจะต้องมีเงินหมุนเวียนอีกอย่างน้อย 3-4 ปี ทางธนาคารกรุงเทพได้ให้ความไว้วางใจในการให้สินเชื่อเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจจนถึงปี 2552

นอกจากนี้คุณเสาวลักษณ์ ยังกล่าวอีกว่า ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานวันเกษตรก้าวตั้งแต่ปีแรกที่จัด และได้มาร่วมออกงานในทุกๆ ปี มองว่าเป็นงานที่ดี ซึ่งนอกจากจะได้นำของมาขายและพบปะกับลูกค้าแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนให้คนทั่วไปได้รู้ว่าการเกษตรของไทยคือเรื่องที่สำคัญ

“โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูงจากกระแสสินค้าเกษตรจากจีนที่เข้ามาบุกตลาดเมืองไทย หากภาคเกษตรกรรมไทยถูกละเลยจากเกษตรกรภายในประเทศจะได้รับความเดือดร้อน ซึ่งทางธนาคารกรุงเทพได้ให้ความสำคัญตรงจุดนี้”

สุดท้าย คุณเสาวลักษณ์ได้ฝากคำแนะนำว่า ถ้าต้องการประสบความสำเร็จ เกษตรกรต้องตั้งมั่นทำในสิ่งนั้นให้รู้จริงแล้วทำให้ยั่งยืน อย่าคล้อยตามกลไกตลาดที่เห็นว่ามีอะไรราคาดี แล้วล้มเลิกสิ่งที่ทำอยู่

“อย่าเห็นว่าอะไรราคาดีแล้วก็แห่กันไปปลูก สุดท้ายปลูกเหมือนกันหมด ผลผลิตก็ล้นตลาดแล้วราคาก็ตกต่ำ ส่วนคนรุ่นใหม่ที่สนใจหันมาทำเกษตรนั้นต้องพร้อมที่จะดูแลเอาใจใส่ในทุกขั้นตอนการทำงาน และต้องแน่ใจว่ารักที่จะทำในสิ่งนี้จริงๆ” คุณเสาวลักษณ์กล่าวทิ้งท้าย

สวนส้มเอกลักษณ์ 08-7087-9955

Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333

แสดงความคิดเห็น