SME ผลกระทบหลัง Facebook ปรับ News Feed กับคณบดีนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้าฯ

SME ปรับตัวพร้อมพูดคุยเรื่องการปรับ Algorithm ของ Facebook ครั้งใหม่กับ ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

Highlight

  • Facebook ออกมาประกาศปรับ Algorithm หน้า News Feed อีกครั้ง ภายใต้ Concept เดิมในการก่อตั้งสื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังว่า ต้องการเป็นสื่อในการเชื่อมโยงเพื่อน ครอบครัว มากกว่าเป็น Platform เพื่อแบรนด์และธุรกิจ
  • ถูกจับตากันตั้งแต่ปี 2017 แล้วว่าในปี 2018 Facebook จะยิ่งกด Reach ลงไปอีก แม้ว่าในปี 2017 เหล่าคนทำ Page จะให้มาใส่ใจกับการทำ Content ให้ตอบโจทย์ กลุ่มผู้ติดตามใน Page ก็ตาม แต่พอปีนี้ได้ประกาศอย่างเป็นทางการออกมาผ่าน Post ของ Mark Zuckerberg ยิ่งจะทำให้เห็นอนาคตว่า การอาศัยแค่ Organic Post อาจจะไม่สามารถดึงความสนใจกับสาธารณชนได้มากเหมือนกับในอดีต
  • เว็บไซต์หรือบล็อกต่างๆ จะกลับมามีบทบาทสำคัญกับ SME หรือเจ้าของแบรนด์ อีกทั้งยังต้องมองหาเพิ่มบทบาทให้กับ Social Media ตัวอื่นๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น YouTube, Instagram, Twitter ที่เข้ามาเสริม จากเดิมที่เทน้ำหนักไปที่ Facebook อย่างเดียว

นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และสร้างแรงกระเพื่อม ไปทั่วทั้ง SME วงการโฆษณาออนไลน์ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ Platform ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในหมู่ผู้บริโภคอย่าง Facebook ออกมาประกาศปรับ Algorithm หน้า News Feed อีกครั้ง ภายใต้ Concept เดิมในการก่อตั้งสื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังว่า ต้องการเป็นสื่อในการเชื่อมโยงเพื่อน ครอบครัว มากกว่าเป็น Platform เพื่อแบรนด์และธุรกิจ

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นักวิชาการด้านสื่อใหม่ (New Media) ได้วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างน่าสนใจว่า ความจริงแล้ว Facebook มีการปรับมาก่อนแล้วก่อนหน้านี้ แต่ Mark Zuckerberg เพิ่งได้ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ โดยผลกระทบในวงกว้างภายในปี 2018 ค่อนข้างชัดเจนว่า Facebook มีการลด Reach แบบ Organic ทำให้ Post จากหน้า Page ไม่ได้ปรากฏใน News Feed ของผู้ติดตาม จึงถูกจับตากันตั้งแต่ปี 2017 แล้วว่าในปี 2018 Facebook จะยิ่งกด Reach ลงไปอีก แม้ว่าในปี 2017 เหล่าคนทำ Page จะให้มาใส่ใจกับการทำ Content ให้ตอบโจทย์ กลุ่มผู้ติดตามใน Page ก็ตาม แต่พอปีนี้ได้ประกาศอย่างเป็นทางการออกมาผ่าน Post ของ Mark Zuckerberg ยิ่งจะทำให้เห็นอนาคตว่า การอาศัยแค่ Organic Post อาจจะไม่สามารถดึงความสนใจกับสาธารณชนได้มากเหมือนกับในอดีต

SME และแบรนด์จะหันไปใช้ Social Media อื่นแทน และกลับมาเพิ่มบทบาทเว็บไซต์มากขึ้น

คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวต่อว่า ต่อไปเว็บไซต์หรือบล็อกต่างๆ จะกลับมามีบทบาทสำคัญกับ SME หรือเจ้าของแบรนด์ อีกทั้งยังต้องมองหาเพิ่มบทบาทให้กับ Social Media ตัวอื่นๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น YouTube, Instagram, Twitter ที่เข้ามาเสริม จากเดิมที่เทน้ำหนักไปที่ Facebook อย่างเดียว โดยเฉพาะเว็บไซต์ และ Blogger ที่มีไว้เป็นฐานเก็บข้อมูลหรือไว้ลงโฆษณาและและสปอนเซอร์ จะกลายเป็นแนวโน้มใหม่ของปี 2018

นอกจากนี้ กระแสของ Influencer ก็จะยังคงมีอิทธิพลอยู่ แต่เป็นในแง่ของกลุ่มการตลาดจำเพาะ (Niche Market) เท่านั้น หมายความว่า Influencer จะได้ผลดีในกลุ่มของ Niche Market มากกว่าในกลุ่มตลาดหลัก (Mass Market) โดยแบรนด์อาจดึง Influencer ให้มาเป็นพันธมิตรร่วมกับแบรนด์ ในแง่ของ Paid Media ที่ต้องจ่ายเงินเพื่อดึงให้โปรโมทเข้าถึงสื่อของคุณเอง

ทำ Content ต้องตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก

ดร.มานะ ยังแนะนำอีกว่า การทำ Content ยังไงก็ต้องตั้งหลักที่การตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายของเราเป็นหลัก แม้ Facebook จะเป็น Platform ที่คนเล่นเยอะแต่ถ้า Content ไม่ตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมายทำอย่างไรก็ไม่เกิดยอดไลค์ คอมเมนต์ แชร์ และอย่าลืมที่จะสำรวจว่ากลุ่มเป้าหมายของเราอยู่ใน Platform สื่อสังคมออนไลน์ใดบ้าง อย่าลืมว่าคนที่เล่น Facebook เขาไม่ได้เล่นแค่ Application เดียว

Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333

แสดงความคิดเห็น