ทิศทางอุตสาหกรรมหลังลอยตัวน้ำตาล

อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทย ถือเป็นอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรปีละ 120,000 ล้านบาท ทำให้ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลทรายอันดับที่ 2 ของโลกรองจากบราซิล แต่ในปี 2559 รัฐบาลบราซิลได้ร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลก (WTO) อ้างว่าประเทศไทยอุดหนุนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในประเทศ ด้วยวิธีการต่างๆ เช่นการกำหนดราคาน้ำตาลในประเทศ และการให้เงินยืมช่วยเหลือแก่ชาวไร่อ้อย ส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกระทบต่อบราซิลซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำตาลในตลาดโลก ประเด็นดังกล่าวทำให้รัฐบาลไทยต้อง “ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม” โดยการประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลอยตัวให้ระบบน้ำตาลเป็นไปอย่างเสรี โดยใช้ราคาอ้างอิงจากราคาน้ำตาลในตลาดโลก  แทนการกำหนดราคาโดยรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2561 เป็นต้นไป

ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยได้มีการพัฒนาต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 33 ปี  โดยมี พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 เป็นเครื่องมือของรัฐในการบริหารจัดการระบบจนส่งผลให้อุตสาหกรรมนี้กลายเป็นอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรปีละ 120,000 ล้านบาท และทำให้ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลทรายอันดับที่ 2 ของโลกรองจากบราซิล

กระทั่งในปี 2559 รัฐบาลบราซิลได้ร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลก (WTO) อ้างว่าประเทศไทยอุดหนุนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในประเทศ ด้วยวิธีการต่างๆ เช่นการกำหนดราคาน้ำตาลในประเทศ และการให้เงินยืมช่วยเหลือแก่ชาวไร่อ้อย ส่งผลให้เกิดการแข่งขันไม่เป็นธรรม กระทบต่อบราซิลซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำตาลในตลาดโลก

ประเด็นนี้จึงเป็นสาเหตุสำคัญให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จำเป็นต้อง “ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม” โดยการประกาศลอยตัวน้ำตาล เพื่อไม่ให้ถูกฟ้องร้อง ซึ่งรัฐบาลจะมีการประกาศใช้ราคาอ้างอิงจากราคาน้ำตาลในตลาดโลก รูปแบบเสรีตามกลไกตลาด แทนการกำหนดราคาโดยรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2561 เป็นต้นไป

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/008/1.PDF

อย่างไรก็ตาม ถือเป็นจังหวะที่มีการลอยตัวราคาน้ำตาล ในช่วงนี้เป็นช่วงที่ระดับราคาน้ำตาลในตลาดโลกต่ำ ดังนั้น แนวโน้มราคาน้ำตาลหลังจากการลอยตัวจะลดต่ำลงประมาณกก.ละ 2 บาท เมื่อเปรียบเทียบราคาน้ำตาลในประเทศที่เป็นผู้ผลิตและบริโภคน้ำตาลโดยที่รวมค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว ราคาน้ำตาลของไทยยังต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับ จีน กัมพูชา สปป.ลาว พม่า บราซิล และออสเตรเลีย แต่ทว่าในอนาคตราคาจำหน่ายน้ำตาลอาจจะปรับขึ้นหรือลงตามทิศทางตลาดโลกด้วยเช่นกัน

@ ทิศทางราคาน้ำตาลหลังลอยตัว

‘สมชาย หาญหิรัญ’ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ทิศทางราคาน้ำตาลทราย ณ หน้าโรงงาน ที่กระทรวงอุตสาหกรรมดูแล เดิมกำหนดไว้ที่ 14-14.50 บาท/กก. และบวกด้วยเงิน 5 บาท/กก. จากการขายในประเทศเพื่อเรียกเก็บเข้าไว้ในกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย รวมเป็น 19 บาท/กก.

ส่วนการดูแลราคาขายปลีกในประเทศ ‘คุณบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร’ อธิบดีกรมการค้าภายใน  อธิบายว่า ปัจจุบันน้ำตาลถือเป็นสินค้าที่อยู่ในบัญชีควบคุม กำหนดราคาควบคุมจำหน่ายปลีก กก.ละ 23.50 หลังจากมีการลอยตัว กระทรวงอุตสาหกรรมต้องทำหนังสือเพื่อขอยกเลิกสินค้านี้ออกจากบัญชีควบคุม หรือต้องการให้มีมาตรการใดๆ  ซึ่งกระทรวงฯ จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการว่าด้วยเรื่องราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน  เพื่อพิจารณาต่อไปว่าจะดำเนินการหรือมีมาตรการใดอออกมา

@ ยกเลิกการบริหารจัดการผลผลิตน้ำตาลระบบโควตา

พร้อมกันนี้ ในการลอยตัวราคาน้ำตาลทรายตามระบบใหม่ กำหนดให้ยกเลิกโควตาน้ำตาลทรายทั้งหมดที่มีอยู่เดิม ซึ่งจะมีการแบ่งน้ำตาล ออกเป็น 3 ประเภท คือ โควตา ก.สำหรับบริโภค, โควตา ข. สำหรับขายส่งออกต่างประเทศ โดยบริษัทอ้อยและน้ำตาลไทย และโควตา ค. ส่งออกขายต่างประเทศโดยบริษัทเอกชนโดยตรงอิงราคาตลาดลอนดอน (London No.5)

ขณะที่ระบบใหม่ กำหนดให้โรงงานต้องมีการสำรองน้ำตาลทราย (buffer stock) ไว้ประมาณ 1 เดือน เพื่อป้องกันการขาดแคลน พร้อมให้สามารถการนำเข้าน้ำตาลทรายภายใต้กรอบการค้าเสรีอาเซียนที่อัตราภาษีเป็น 0% เพื่อป้องกันการผูกขาด การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหาร กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (กท.) ที่จะถูกกำหนดให้นำเงินเก็บจากส่วนต่างของราคาหน้าโรงงานกับราคาเฉลี่ยที่ขายได้จริงจากการสำรวจ เพื่อเก็บสะสมไว้ดูแลเสถียรภาพราคาอ้อยให้กับชาวไร่เพื่อความเข้มแข็งต่อไป

@ การปรับตัวของทุกภาคส่วน

‘คุณอิสระ ว่องกุศลกิจ ’ ประธานกรรมการกลุ่มมิตรผล ให้มุมมองว่าการเปิดเสรีน้ำตาลครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทย ที่จะพิสูจน์ความสามารถต่อเวทีการค้าน้ำตาลโลก แต่แน่นอนว่าในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เกษตรกรชาวไร่อ้อยจะได้รับผลกระทบในเรื่องรายได้อย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐ โรงงาน และสมาคมชาวไร่อ้อยต้องช่วยกันส่งเสริมให้ชาวไร่อ้อยในด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาผลผลิตให้สูงขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการปลูกอ้อยให้มีค่าความหวานมากขึ้น ชาวไร่ต้องปรับตัวและพัฒนาไปสู่เกษตรสมัยใหม่ โดยใช้เครื่องจักรกลให้มากขึ้น

ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของต้องเร่งพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมอุตสาหกรรมอาหารที่มีคุณภาพสูง และต่อยอดไปสู่ฐานชีวภาพหรือ BioEconomy เพื่อสามารถแข่งขันระดับโลกได้อย่างเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333

แสดงความคิดเห็น