ไทยได้อะไรในประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-อินเดียครบรอบ 25 ปี

เส้นทางการเชื่อมโยงของอินเดีย ยังมีขนาดเล็กกว่าจีนอยู่มาก อินเดียจำเป็นต้องขยายเส้นทางไปไกลกว่านี้ โดยขยายต่อไปยังเวียดนาม ผ่านกัมพูชาและลาว เพื่อถ่วงดุลอิทธิพลของจีนในภูมิภาคอาเซียน

ไฮไลท์ : ในการประชุมสุดยอดอาเซียน-อินเดียสมัยพิเศษ (ASEAN – India Commemorative Summit) ระหว่างวันที่ 25-26 ม.ค.2561 ณ กรุงนิวเดลี อินเดีย ไฮไลท์ไม่ใช่เพียงการรับรอง “ร่างปฏิญญาเดลี” ซึ่งเป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของผู้นำที่จะเสริมสร้างหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างอาเซียนกับอินเดียในด้านการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมและวัฒนธรรมเท่านั้น แต่นักลงทุนต้องจับตาความคืบหน้าของการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ทางหลวงเชื่อม 3 ประเทศ หรือ  Trilateral Highway ซึ่งจะถ่วงดุลอำนาจกับกับเส้นทางตามโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้น  “One Belt One Road” ของจีนซึ่งขยายอิทธิพลมายังแถบอาเซียน ทั้งนี้ เส้นทางนี้อินเดีย จะใช้เชื่อมต่อมายังเมียนมา และไทย ด้วยระยะทาง 1,360 กิโลเมตร ที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นในปี 2020 และมีเสียงเรียกร้องให้ขยายเส้นทางสู่เวียดนามด้วย ทั้งนี้ ไทยจะได้ประโยชน์มาก หากเส้นทางนี้สำเร็จจะสอดรับกับนโยบายที่รัฐบาลไทยพยายามดึงดูดการลงทุนอาเซียนเข้าสู่โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-อินเดียสมัยพิเศษ (ASEAN – India Commemorative Summit) ในระหว่างวันที่ 25-26 ม.ค. 2561 ณ กรุงนิวเดลี อินเดีย ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาล “นเรนทรา โมดี” เปิดประเทศต้อนรับผู้นำระดับสูงจาก 10 ประเทศอาเซียน เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-อินเดีย ในโอกาสครบรอบ 25 ปีความสัมพันธ์อาเซียนอินเดียด้วย

ที่ประชุมจะมีการรับรอง “ร่างปฏิญญาเดลี” ซึ่งเป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของผู้นำที่จะเสริมสร้างหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างอาเซียนกับอินเดียในสามเสาหลัก ได้แก่การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม

เป็นที่ทราบกันดีว่าอินเดียคาดหวังจะใช้เวทีการประชุมครั้งนี้เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางด้านการค้ากับชาติอาเซียน 10 ประเทศ โดยหวังจะเพิ่มความร่วมมือกับอาเซียนในทุกด้าน เพื่อขยายอิทธิพลของตนเองในเอเชีย ในฐานะประเทศมหาอำนาจ ประเทศหนึ่ง ที่มีประชากรถึง 1,300 ล้านคน ขนาดใกล้เคียงกับประเทศจีน นี่ถือเป็นกลยุทธ์ช่วงชิงบทบาทผู้นำในเอเชีย ถ่วงดุลอำนาจกับมหาอำนาจอย่างที่จีนเคยได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้น  “One Belt One Road” เพื่อเชื่อมโยงทวีปเอเชีย ยุโรป และแอฟริกาไปก่อนหน้านี้

โดยฝั่งอินเดียไม่ได้ยอมน้อยหน้า เพราะรัฐบาลอินเดียก็มีเมกะโปรเจ็กต์ในการเชื่อมทวีป ผ่านเส้นทางหลวงเชื่อม 3 ประเทศ หรือ  Trilateral Highway เช่นกัน โครงการนี้ริเริ่มตั้งแต่ปี 2002 มีจุดเริ่มต้นจากเมืองมานิปูร์ เข้าสู่เมียนมา สิ้นสุดที่อำเภอแม่สอดจังหวัดตาก ด้วยระยะทางกว่า 1,360 กิโลเมตร คาดว่าจะเสร็จสิ้นในปี 2020

อย่างไรก็ตาม มีนักวิเคราะห์เปรียบเทียบว่า เส้นทางการเชื่อมโยงของอินเดีย ยังมีขนาดเล็กกว่าจีนอยู่มาก อินเดียจำเป็นต้องขยายเส้นทางไปไกลกว่านี้ โดยขยายต่อไปยังเวียดนาม ผ่านกัมพูชาและลาว เพื่อถ่วงดุลอิทธิพลของจีนในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งขณะนี้รัฐบาลอินเดียกำลังพยายามระดมเงินทุน

ประโยชน์ทางการค้าที่ไทยจะได้รับมีอยู่มากมาย หากเส้นทางนี้สำเร็จ ไทยจึงได้วางแผนกลยุทธ์เพื่อผลักดันการค้าและการลงทุนไว้ล่วงหน้า โดยน.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นหนึ่งในคณะที่เดินทางเข้าร่วมงาน ASEAN-India Business and Investment Meet and Expo ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 22 ม.ค.2561  ตามคำเชิญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย (H.E. Mr. Suresh Prabhu)  โดยไทยอาศัยเวทีนี้เชิญชวนนักธุรกิจและนักลงทุนอินเดีย ให้เข้ามาลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ด้วย

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้เยือนรัฐคุชราตและรัฐอุตตรประเทศ เพื่อพบกับมุขมนตรีแห่งรัฐคุชราต และรัฐมนตรีกระทรวงโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งรัฐอุตตรประเทศ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองรัฐกับประเทศไทย รวมทั้งเยี่ยมชมกิจการและพบหารือกับผู้บริหารของบริษัทนักลงทุนรายใหญ่ของไทยในรัฐคุชราต อาทิ บริษัท ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตสินค้าเครื่องครัวเมลามีน และบริษัท วี รับเบอร์กรุ๊ป ผู้ผลิตสินค้ายางล้อรถยนต์

ทั้งสองรัฐเป็นตลาดใหญ่ของอินเดียที่มีศักยภาพสูง ซึ่งผู้ประกอบการและนักลงทุนของไทยจะสามารถขยายการค้าและการลงทุนได้เพิ่มขึ้น จึงได้เดินทางไปดูหาโอกาสในการขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้กับไทย

สำหรับรัฐคุชราต เป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของอินเดียภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนเรทรา โมดี ซึ่งมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีมาตรฐานระดับโลก และเป็นแหล่งวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป และอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับที่เมืองสุราต ซึ่งเป็นเมืองคู่แฝดกับจังหวัดสุราษฎร์ธานีของไทย รวมทั้งมีความโดดเด่นด้านอุตสาหกรรมยาที่เมืองอาเมดาบัด

ขณะที่รัฐอุตตรประเทศ เป็นรัฐที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในอินเดียกว่า 210 ล้านคน มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอินเดีย และรัฐบาลอินเดียผลักดันให้เป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมบริการด้านไอที เนื่องจากมีแรงงานมีฝีมือจำนวนมาก

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน 9 สาขาใน 10 ประเทศ เพื่อให้บริการท่านสนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล: [email protected] สายด่วน1333

 

แสดงความคิดเห็น