“สมาร์ทโฟน” ช่องทางสร้างตลาดที่แบรนด์ต้องมอง

แบรนด์ควรวางแผนการใช้สื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค มองไปที่การเปรียบเทียบครัวเรือนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตและครัวเรือนที่ยังไม่ใช้อินเทอร์เน็ต

ไฮไลท์

  • อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยมีมูลค่าสูงถึง 9.32 หมื่นล้านบาท ซึ่งการซื้อสินค้าจากร้านค้านั้น ส่วนหนึ่งมาจากการตัดสินใจซื้อที่เกิดจากการหาข้อมูลต่างๆ บนออนไลน์ไว้ล่วงหน้า โดยครัวเรือนที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ค่อนข้างมีกำลังซื้อสูง มูลค่าในการจับจ่ายจากผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมีอัตราสูงถึง 1.24 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มครัวเรือนที่ยังไม่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต
  • คำแนะนำสำหรับนักการตลาดในการวางแผนสื่อให้แบรนด์สินค้า คือ ต้องวิเคราะห์สัดส่วนการเติบโตให้ชัดเจนของการใช้งบลงในสื่อที่เป็นอินเทอร์เน็ต อาทิ กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า มีการลงงบถึง 79% ส่งผลให้เกิดอัตราการเติบโตของการใช้สินค้าเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ใช้อินเทอร์เน็ต และไม่ใช้อินเทอร์เน็ตที่ 6%

“สมาร์ทโฟน” หรือ โทรศัพท์มือถือที่ทุกคนมีไว้ในครอบครองนั้น เป็นช่องทางสำคัญของการทำธุรกิจที่จะทำให้นักการตลาดต้องหันมามองอย่างจริงจัง  วิเคราะห์และวางแผนการทำตลาดให้กับแบรนด์สินค้าต่างๆ เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ติดตัวผู้บริโภคไปทุกหนแห่ง ไม่ว่าจะกิน ก่อนนอน หรือเข้าห้องน้ำ การส่งต่อข้อมูลสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย หรือการผ่านบล็อกเกอร์ต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

โดยล่าสุด “Think CPG” Google รวมกับ TNS ได้เปิดเผยงานวิจัยชิ้นใหม่เกี่ยวกับพฤติกรรมและกระบวนการตัดสินใจซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค (Path to Purchase) พบว่า การค้นหาบนสมาร์ทโฟน มีมากถึง 59% เป็นการค้นหาข้อมูลเบื้องต้นทั่วไป 49% ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม 73% และเป็นการค้นหาข้อมูล ณ จุดขายที่ 42%

สำหรับการสำรวจข้อมูลชุดนี้ เริ่มเก็บข้อมูลระหว่างม.ค.-ธ.ค.2558 ทั้งเพศชายและหญิง อายุระหว่าง 18-60 ปี จำนวนทั้งสิ้น 4,000 ครัวเรือน ใน 2 รูปแบบคือ เก็บข้อมูลผ่านการตอบแบบสอบถามบนออนไลน์ และเก็บข้อมูลผ่านการตอบแบบสอบถามโดยตรง กับผู้ซื้อสินค้าและบริการที่เฉพาะเจาะจง คือ สินค้าสำหรับเด็กแรกเกิด สินค้าดูแลเส้นผม สินค้าดูแลผิวหน้า และสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ประจำวัน

กระบวนการตัดสินใจซื้อสินค้าของคนไทย

เอพริล ศรีวิกรม์ หัวหน้าทีมอุตสาหกรรม Google (ประเทศไทย) กล่าวว่า จากผลการสำรวจ 85% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าแบรนด์ต่างๆ จากการค้นหาข้อมูลล่วงหน้าก่อนไปซื้อที่ร้าน ซึ่งผู้บริโภคชาวไทยได้รับข้อมูลข่าวสารที่ดีขึ้นกว่าเดิม ด้วยช่องทางการค้นหาสินค้าและบริการที่หลากหลาย ผู้บริโภคไปที่ร้านด้วยจุดประสงค์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับสินค้าที่ต้องการจะซื้อ

ทั้งนี้จำนวนกว่า 6 ใน 10 หรือ 61% ของผู้บริโภคไทยเห็นพ้องต้องกันว่า การใช้สมาร์ทโฟนทำให้พวกเขาศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าต่างๆ ก่อนตัดสินใจซื้อจริง ผู้บริโภคไทยเปิดใจรับฟังความคิดเห็นต่างๆ มากขึ้น

อีกทั้ง ในการหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่สนใจมีถึง 58% ระบุว่า พวกเขาค้นพบแบรนด์ใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับนักการตลาดที่ต้องการสร้างอิทธิพลต่อผู้บริโภค โดยสื่อออนไลน์มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ซึ่ง 80% ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าต่างๆ อาทิ สินค้าสำหรับเด็กแรกเกิด เครื่องสำอาง

ส่วนการค้นหาบนโปรแกรมช่วยค้นหา หรือ เสิร์ชเอนจิน (search engine) มีอิทธิพลมากที่สุด 85% ของผู้ที่ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค และยังพบว่า ใช้เสิร์ชเอนจินเป็นเครื่องมือในการหาเกี่ยวกับสินค้าดูแลผิวหน้า 93% รวมถึงการเข้าชมหรือค้นหาในรูปแบบวิดีโอก็มีบทบาทในการเลือกแบรนด์ด้วยเช่นกัน มีถึง 95% ที่ระบุว่า วิดีโอออนไลน์ทำให้พวกเขาเกิดความรู้สึกต่อแบรนด์ๆ หนึ่งในเชิงบวกมากขึ้น

โดยในช่วงที่มีการสำรวจงานวิจัยดังกล่าว อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยมีมูลค่าสูงถึง 2.74 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9.32 หมื่นล้านบาท ซึ่งการซื้อสินค้าจากร้านค้านั้น ส่วนหนึ่งมาจากการตัดสินใจซื้อที่เกิดจากการหาข้อมูลต่างๆ บนออนไลน์ไว้ล่วงหน้า

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าครัวเรือนที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ค่อนข้างมีกำลังซื้อสูง มูลค่าในการจับจ่ายจากผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมีอัตราสูงถึง 1.24 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มครัวเรือนที่ยังไม่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต และสะท้อนได้ชัดขึ้นจากการเข้าซื้อสินค้าในออนไลน์ โดยแบรนด์ต่างๆ ควรให้ความสำคัญในการสื่อสารกับกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง

คำแนะนำสำหรับนักการตลาด

ส่วนคำแนะนำสำหรับนักการตลาดนั้น มองว่านับวันโลกของเราก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ และมีแหล่งข้อมูลให้เลือกมากมาย แต่การวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่านักการตลาดสามารถดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคด้วยข้อมูลที่เป็นประโยชน์และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของพวกเขา ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าหรือบริการได้เป็นอย่างดี การวิจัยยังแสดงให้เห็นอีกว่าปัจจุบันคนไทยให้ความสำคัญกับสิ่งที่พวกเขาต้องการมากกว่าสิ่งที่พวกเขาเป็น ในอดีตนักการตลาดต้องพึ่งพาแหล่งข้อมูลทางอ้อมเพียงอย่างเดียว อาทิ ข้อมูลประชากร อายุและเพศ 

ในขณะที่ข้อมูลประชากรยังคงมีความสำคัญในการวางแผนการตลาด แต่เจตนาของผู้บริโภคหรือสิ่งที่ผู้คนต้องการในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่สำคัญที่นักการตลาดต้องตอบสนองให้ได้

โดยแบรนด์ควรวางแผนการใช้สื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค มองไปที่การเปรียบเทียบครัวเรือนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตและครัวเรือนที่ยังไม่ใช้อินเทอร์เน็ต การรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ก็จะต่างกัน ซึ่งที่ผ่านมาการวางแผนสื่อทั่วไป จะลงงบโฆษณาในผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพียง 15% เท่านั้น แต่ใช้ในกลุ่มที่ไม่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตถึง 85%

แต่สำหรับในประเทศไทยนั้น มีการลงงบในสื่อที่เป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ตถึง 59%และใช้ในกลุ่มที่ไม่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต 41% ซึ่งทำให้เห็นสัดส่วนการเติบโตชัดเจนของการใช้งบลงในสื่อที่เป็นอินเทอร์เน็ต อาทิ กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า มีการลงงบถึง 79% ส่งผลให้เกิดอัตราการเติบโตของการใช้สินค้าเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ใช้อินเทอร์เน็ต และไม่ใช้อินเทอร์เน็ตที่ 6% โดยอัตรานี้มีแนวโน้มที่ดีว่า ในอนาคตการใช้งบในกลุ่มดังกล่าวจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333

แสดงความคิดเห็น