เอสเอ็มอี เตรียมรับผลกระทบค่าแรง – ต้นทุนพุ่ง

คณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 19 ครั้งที่ 2/2561 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2561 พิจารณาปรับขึ้นอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ประจำปี 2561 โดยกำหนดให้มีปรับขึ้นค่าแรงทั้งหมด 7 อัตรา ตั้งแต่ 8-22 บาท หรือประมาณ 308-330 บาทต่อคนต่อวันตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2561 อย่างไรก็ตามมีการประเมินว่าการปรับขึ้นค่าแรงจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าทำให้ปรับสูงขึ้น 0.0008% – 0.1% ส่งผลให้เงินเฟ้อปี 2561 มีโอกาสเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดิม 0.6-1.6% เพิ่มเป็น 0.7-1.7% ทั้งนี้อุตสาหกรรมภาคการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น และภาคบริการจะได้รับผลกระทบสูงสุด

ในการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 19 ครั้งที่ 2/2561 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2561 โดยมีคุณจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธานใช้เวลากว่า 7 ชั่วโมงในการหาข้อสรุปอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ประจำปี 2561

โดยกำหนดให้มีปรับขึ้นค่าแรงทั้งหมด 7 อัตรา ตั้งแต่ 8-22 บาท ตามแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ อัตราค่าแรงใหม่จะมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2561 หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ให้ความเห็นชอบแล้ว

การปรับขึ้นค่าแรงงานครั้งเกิดขั้นท่ามกลางเสียงคัดค้านของภาคเอกชน โดย ‘คุณเจน นำชัยศิริ’ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  ส.อ.ท.ไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศ เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีค่าครองชีพแตกต่างกัน ส่วนจะปรับขึ้นเท่าไร ขอให้พิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง หากปรับขึ้นจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอี

อย่างไรก็ตาม ในมุมของ ‘คุณจรินทร์ จักกะพาก’ ปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่า  อัตราค่าแรงงานใหม่ที่ปรับเพิ่มขึ้น พิจารณาจากสภาพเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และความสามารถในการแข่งขัน ของแต่ละพื้นที่ซึ่งมีความแตกต่างกัน และที่สำคัญในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการเสนอข้อเสนอเพิ่มเติม 3 เรื่อง คือ

1.กำหนดให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ต้องมีการกำหนดโครงสร้างเงินเดือน เพื่อให้ลูกจ้างเห็นอนาคต และเป็นหลักประกันในเรื่องอัตราค่าจ้างที่จะมีการขึ้นทุกปี

2.กำหนดอัตราค่าจ้างแบบลอยตัวให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยจะมีการนำร่องในจังหวัดเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)  ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งจะทำให้สถานประกอบการได้แรงงานฝีมือที่ต้องการ ในทางหนึ่งจะช่วยให้เกิดการพัฒนาฝีมือแรงงานเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะจ้างในอัตราที่สูง

และ 3. การกำหนดมาตรการลดหย่อนภาษีของผู้ประกอบการที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น ให้สามารถนำเงินดังกล่าวมาลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า ซึ่งข้อเสนอทั้งหมด 3 ข้อนี้ยังต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการค่าจ้างชุดใหม่อีกครั้ง

 

@ ผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต-เงินเฟ้อ

ในส่วนของผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำต่อต้นทุนการผลิตสินค้านั้น  “คุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลศึกษาว่าการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำปี 2561 ส่งผลกระทบต่อต่อต้นทุนการผลิตสินค้าต่ำสุด 0.0008% และสูงสุดอยู่ที่ 0.1% หรือมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 0.05% ซึ่งถือว่ามีผลกระทบต่อต้นทุนไม่มาก ซึ่งผู้ผลิตไม่สามารถใช้เหตุผลนี้ปรับขึ้นราคาสินค้า ในส่วนของผลกระทบเชื่อมโยงที่มีต่ออัตราเงิน เพิ่มขึ้น 0.08% ทำให้กรอบคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อปี 2561 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดิม 0.6-1.6% เพิ่มเป็น 0.7-1.7%

ทั้งนี้ ในบทวิเคราะห์ผลการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำต่อภาคการผลิต ของกระทรวงพาณิชย์ พบว่า ต้นทุนค่าแรงในภาคการผลิตและบริการจะเพิ่มขึ้น 10,006 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 0.07% ของจีดีพี  ส่วนผลกระทบต่อภาคการส่งออกจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 0.022% หรือมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นประมาณ 167 ล้านบาทต่อปี โดยสาขาที่มีสัดส่วนต้นทุนเพิ่มมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ การพิมพ์ เครื่องหนัง เครื่องแต่งกาย โลหะประดิษฐ์ และเฟอร์นิเจอร์ ส่วนอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบน้อย ได้แก่ เคมีภัณฑ์ สิ่งทอ และยานยนต์

@ เอกชนชี้กระทบหนัก

อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ “แรงงาน” ในการผลิตจำนวนมาก จึงถือเป็นสินค้าหนึ่งที่มีโอกาสได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

‘คุณยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์’ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ยอมรับว่า อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก หากเทียบกับอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตเดียวกันอย่างเช่นอุตสาหกรรมฟอกย้อม สิ่งทอ หรืออื่นๆ ดังนั้น การปรับขึ้นค่าแรงจึงส่งผลกระทบต่อต้นทุนของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มมากที่สุด คิดเป็นต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้น 3-5%

หากคำนวณผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงจะต้องคำนวณทั้งห่วงโซ่การผลิตไม่สามารถจะคำนวณเฉพาะช่วงการผลิตอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง เช่น การผลิตเสื้อผ้า 1 ตัว เริ่มจากผ้าผืน เส้นด้าย อาจจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเพียงประเภทละ 0.5% การผลิตเสื้อเพิ่มขึ้น 3-5% ไม่นับรวมต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนการบริการในระบบค้าปลีก ซึ่งต่างต้องเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งหากรวมต้นทุนของทุกช่วงของห่วงโซ่การผลิตอาจทำให้ต้นทุนเสื้อเฉลี่ยปรับขึ้นไปกว่าตัวละ 25-50 บาท จากที่เคยจำหน่ายราคา 500 บาท ก็อาจจะต้องจำหน่ายราคาไม่ต่ำกว่า 550 บาท เป็นต้น

ปัจจุบันการผลิตเสื้อผ้าของไทยแบ่งเป็นผลิตเพื่อการส่งออกปีละ 90,000 ล้านบาท สัดส่วนใกล้เคียงกับการผลิตเพื่อใช้ในประเทศ 100,000 ล้านบาท ฉะนั้น ทิศทางราคาสินค้าหลังจากเดือนเมษายนเป็นต้นไป มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น แต่เป็นที่น่ากังวลว่า ผู้ผลิตที่ผลิตเพื่อการส่งออกจะได้รับผลกระทบสูงสุดเพราะจะไม่สามารถปรับราคาจำหน่ายได้ เพราะรับคำสั่งซื้อล่วงหน้าไว้ถึง 8-9 เดือนแล้ว ไม่สามารถขอปรับขึ้นราคาได้ อีกทั้งผู้ส่งออกยังต้องเผชิญปัญหาจากอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องต่ำกว่า 32 บาทแล้ว จึงมีแนวโน้มว่าการส่งออกเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มในปีนี้จะขยายตัว 0%

ในฝั่งของผู้ประกอบการต่างจังหวัด ‘คุณวิภาวัลย์ วรพุฒิพงศ์’  ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า ภาคเอกชนได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรง ในส่วนของหอการค้าไทยกำลังเร่งทำแบบสอบถามให้สมาชิกหอการค้าตอบคำถามออนไลน์ เพื่อรวบรวมปัญหาเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่ออาจจะขอให้ชะลอการปรับขึ้นค่าแรงไปก่อน เพื่อบรรเทาผลกระทบ เนื่องจากเศรษฐกิจยังชะลอตัว รัฐบาลต้องทำให้ราคาสินค้าถูกลงเพื่อให้แรงงานสามารถจับจ่ายใช้สอยได้

อย่างไรก็ตามมุมสะท้อนทั้งหมดนี้จะเห็นว่า “การปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ” เปรียบเสมือนดาบสองคมที่มีทั้งด้านบวกและด้านลบ ในด้านบวกการปรับขึ้นค่าแรงช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าครองชีพของแรงงานถือเป็นการปรับให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจปี 2561 ซึ่งรัฐบาลมั่นใจว่า มีทิศทางที่ดีขึ้นต่อเนื่อง จากการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ถึง 3.8% จาก 3.7% เมื่อปีที่ผ่านมา

แต่อีกด้านหนึ่งรัฐบาลต้องเตรียมรับมือผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากการปรับค่าแรงที่จะเกิดขึ้นทั้งภาวะราคาสินค้าที่ขยับตามค่าแรง ทั้งยังต้องหันไปมุ่งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สอดคล้องกับค่าแรงที่เกิดขึ้นด้วย

Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก(http://lendingonlineregister.bangkokbanksme.com/) หรือสายด่วน 1333

แสดงความคิดเห็น