ศิลปะบนนาข้าว แหล่งท่องเที่ยวฝีมือชาวนา

หากใครได้เคยขับรถผ่านทุ่งนาในช่วงเวลาที่ข้าวกำลังออกรวงเป็นสีทองอร่าม ยอดข้าวเอนไหวไปตามสายลมพลิ้วที่พัดผ่าน ท่ามกลางดวงตะวันยามเย็นที่สาดส่องแสงอ่อนละมุนก่อนจะลับลาขอบฟ้า คงจะได้ลิ้มรสความสุนทรีย์และอยากที่จะชื่นชมความงามให้นานเท่านาน เช่นเดียวกับในยามที่ดวงตะวันเริ่มสาดแสงสีทองในช่วงเช้า

ยิ่งได้ยินเสียงนกกาส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ได้สูดกลิ่นไอแห่งธรรมชาติ คงจะเป็นความสุขที่ใคร ๆ ก็ถวิลหา โดยเฉพาะคนเมืองที่ต้องพบเจอแต่ความสับสนวุ่นวาย และอยากที่จะหลีกหนีกลับไปสู่ความงามตามธรรมชาติ

แต่ยิ่งหากเราสามารถสร้างสรรค์ศิลปะความงดงามหรือความตื่นตาตื่นใจ แปลก แตกต่างจากธรรมชาติความงามที่คุ้นเคยก็จะยิ่งสร้างสีสันและดึงดูดผู้คนให้เดินทางมาชื่นชมได้มากยิ่งขึ้น
ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า อินะกะดาเตะ ในจังหวัดอาโอโมริ ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้มีอาชีพทำนาเป็นหลัก โดยมีพื้นที่ที่เป็นผืนนาถึงครึ่งหนึ่งของหมู่บ้าน ณ หมู่บ้านแห่งนี้ได้ก่อกำเนิดการนำศิลปะมาใช้ในการปลูกข้าวเพื่อให้เกิดความงามเหนือจากที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ไว้ ด้วยการนำข้าวสายพันธุ์ต่าง ๆ ที่มีสีสันแตกต่างกันกว่า 10 สายพันธุ์มาปลูกด้วยกัน ก่อกำเนิดเป็นลวดลายที่สวยงามตามแต่จินตนาการของศิลปิน (ซึ่งก็คือ ชาวนา) ที่ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้น
ศิลปะชนิดนี้ ถูกเรียกขานว่า Tanbo Art ที่มีความหมายตรง ๆ ว่า “ศิลปะนาข้าว” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูและสร้างจุดเด่นให้กับจังหวัด ซึ่งหลังจากเริ่มสร้างศิลปะ Tanbo Art ขึ้นมาก็ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก จนทำให้ Tanbo Art นั้นแพร่หลายไปในจังหวัดอื่น ๆ อีกหลายแห่ง
และแม้กระทั่งในประเทศไทยเอง ก็ได้มีการนำไอเดีย Tanbo Art มาเพื่อสร้างสรรค์ความงามให้กับนาข้าว และกระตุ้นการท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน โดยศิลปะบนนาข้าวแห่งแรกของไทยนั้นอยู่ที่ ตำบลหนองตะพาน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นตำบลเล็ก ๆ ที่มีอาชีพทำนาเป็นหลักเช่นเดียวกับที่อินะกะดาเตะ
หากแต่ที่หนองตะพานนี้ สามารถปลูกข้าวได้ถึงปีละถึง 3 ครั้ง ซึ่งมากกว่าญี่ปุ่นที่สามารถปลูกข้าวได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น ทำให้ที่หนองตะหานนี้มีโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมความงามของศิลปะบนนาข้าวได้บ่อยครั้งกว่า ถึงแม้ว่าศิลปะบนนาข้าวของไทยนั้นยังมีสายพันธุ์ข้าวที่ไม่มากนัก และทำให้สีสันความงามอาจจะยังไม่สามารถเทียบเคียงกับที่ญี่ปุ่นได้ แต่หากใครต้องการชื่มชมกับธรรมชาติแบบไม่ต้องเดินทางไกล เสียตังค์เยอะ ก็ยังมีหนองตะหานเป็นตัวเลือกอีกแห่งหนึ่ง
ยังไงก็ตามการจะได้เห็นความงามของศิลปะบนนาข้าวนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียว เพราะนอกจากจะต้องรอเวลาที่เหมาะสมในการชมตามฤดูกาลในการปลูกข้าวแล้ว ศิลปะบนนาข้าว ยังต้องพึ่งพิงและอาศัยธรรมชาติเพื่อก่อให้เกิดความงามที่สมบูรณ์แบบ  ซึ่งหากเกิดภัยทางธรรมชาติ เช่น ฝนแล้งหรือน้ำท่วมขึ้น ก็อาจจะไม่มีศิลปะให้เราได้ชื่นชมกัน
ช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อคืนสมดุลให้กับธรรมชาติตั้งแต่วันนี้ เราจะได้มีศิลปะที่สวยงามให้ได้ชม มีอาหารให้ได้กิน และมีอาชีพให้ได้ทำ รวมไปถึงยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกด้วย
อ้างอิง
ข้อมูล : http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9520000058469
http://travel.mthai.com/world-travel/90302.html
รูป : http://japan.holidaythai.com/2015/07/artworks-grown-from-rice-field-in.html

2ศิลปะบนนาข้าว แหล่งท่องเที่ยวฝีมือชาวนา

1531 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น