เอสเอ็มอีแฟชั่นไทยลุยธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

ผลกระทบอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอหลังไทยปรับขึ้นค่าแรงงาน

ไฮไลท์ :  ผลจากการปรับขึ้นค่าแรงงาน ทำให้โรงงานเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มของไทย ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่รับจ้างการผลิตให้แบรนด์ต่างชาติ ได้รับผลกระทบ ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น จนไม่สามารถแข่งขันได้ จำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน

———————————————————————–

การส่งออกเครื่องนุ่งห่มของไทยเคยเป็นสินค้าดาวเด่นเมื่อในอดีต แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาต้นทุนในการผลิตเครื่องนุ่งห่มปรับสูงขึ้นตามอัตราค่าแรงงานขั้น จนทำให้โรงงานเครื่องนุ่งห่มสัญชาติไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM)  ให้กับแบรนด์ต่างชาติ ต้องหันไปขยายการลงทุนในกลุ่มอาเซียน เพื่อหนีปัญหาค่าแรงงาน ทำให้การส่งออกจากฐานการผลิตในไทยลดลง

อย่างต่อเนื่อง จากที่เคยมีมูลค่าการส่งออก 2,857 ล้านบาทในปี 2557 ค่อยๆ ลดลงจนเหลือ 2,350 ล้านบาทในปี 2560

‘นายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์’ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ปัจจุบันโรงงานเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มในไทยเป็นการผลิตเพื่อขายในประเทศสัดส่วน 50% คิดเป็นมูลค่า 100,000 ล้านบาทต่อปี ส่วนอีก 50% เป็นการผลิตเพื่อส่งออก ซึ่งได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงงานตั้งแต่ 8-22 บาทต่อวัน ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม เฉลี่ย 3-5% อีกทั้งอัตราค่าแรงงานดังกล่าวยังทำให้ต้นทุนการผลิตของไทยสูงที่สุดในอาเซียน ผู้ส่งออกไม่เพียงได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้เท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทแข็งค่ารวดเร็วอีกด้วย

การส่งออกเครื่องนุ่งห่มย้อนหลัง 4 ปี

 

ท็อป 5 ตลาดส่งออกเครื่องนุ่งห่มที่สำคัญ (ล้านบาท)

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ส่งออกเสื้อผ้าของไทยปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์การค้าที่เปลี่ยนแปลงไป โดยโรงงานขนาดใหญ่ที่มีสายป่านยาวมักจะขยายการลงทุนไปต่างประเทศ ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยในประเทศ สายป่านสั้น ไม่สามารถขยายการลงทุนออกไปในต่างประเทศได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการกลุ่มเอสเอ็มอีจึงได้พยามปรับตัวด้วยการผนึกกำลัง รวมกลุ่มสร้างเครือข่าย และนำเอาระบบไอทีเข้ามาใช้พัฒนาช่องทางการตลาดออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ช เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างโอกาสในการทำธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าร้าน

ยกตัวอย่างเช่นกลุ่มผู้ผลิตเสื้อผ้ากีฬาสไตล์แฟชั่น ในแบรนด์ Waking Bee (WB) ซึ่งเป็นตัวอย่างของผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี ที่สร้างโอกาสให้ตัวเองจากรุกตลาดออนไลน์ผ่านอินสตาแกรม (IG) จนประสบความสำเร็จมาถึง 3 ปี มียอดฟอลโลเว่อร์สูงสุด จนห้างค้าปลีกทั้งเซ็นทรัล เดอะมอลล์ เปิดพื้นที่จำนวนในระบบออฟไลน์ให้ ไม่นับรวมถึงฟิตเนสสตูดิโอต่าง ๆ

‘คุณชลิตา หงสกุล’ 1 ใน 4 cofounder เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจว่า Identity ของ WB คือ “อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ” ดีไซน์ที่เป็นผู้หญิงซอฟต์ผ่านสีเสื้อผ้าที่เน้นเฉดสีพาสเทล มีความอ่อนโยน แต่สามารถออกกำลังกาย และทำกิจกรรมต่างๆ ได้ไม่ต่างจากผู้ชาย

แบรนด์ WB เลือกใช้สื่อออนไลน์ “อินสตาแกรม” เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารมู้ดแอนด์โทนของแบรนด์ได้ดีที่สุด เน้นภาพที่ใช้แสงธรรมชาติ สื่อสารข้อความที่เป็น inspiring message ทุกครั้ง

โดยใช้กลยุทธ์ Content Marketing เชื่อมต่อกับลูกค้า ว่าหากนึกถึงการใช้ชีวิตแอคทีฟต้องนึกถึงแบรนด์ WB ด้วยการพัฒนาคอนเทนต์ “แอ็กทีฟไลฟ์สไตล์” ให้ลูกค้ามีปรับมุมมองว่า ชุดออกกำลังกาย ไม่ใช่เอาไว้ใส่ในยิมเท่านั้น นอกจากนี้ ยังใช้ระบบ online seeding ผ่านคนดัง/ดาราต่าง ๆ

ข้อดีของการทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง คือ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถทำได้ไม่ยาก และสามารถประยุกต์ใช้ในงบประมาณที่มีอยู่

ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีการสื่อสารกับลูกค้าโดยผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก แต่ WB ได้มีการจัดกิจกรรม WB event เชื่อมต่อกับลูกค้าโดยการสร้างคอมมิวนิตี้เล็กๆ สำหรับสาว WB Girl เป็นฟรีอีเวนต์ ทุก 1-2 เดือนร่วมกับสตูดิโอออกกำลังกายต่างๆ กิจกรรรมนี้ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกถึงสิทธิพิเศษ และทำให้รับรู้ฟีดแบ็กตรงจากลูกค้าเพิ่มขึ้นจากปกติที่สื่อสารกับลูกค้าทางไลน์

กลยุทธ์การสร้าง Collaboration ถือว่ามีความสำคัญ ซึ่งทาง WB ได้จัดทำ Promotor collaboration ร่วมกับเครื่องสำอางชิเซโด้ เพื่อแชร์ฐานลูกค้าร่วมกัน รวมถึงจัดทำ marketing collabaration ร่วมกับแบรนด์เสื้อผ้าสายพันธุ์ไทยอย่าง LOOKBOOKLOOKBOOK โดยการนำเอาชุดออกกำลังกายไปมิกซ์แอนด์แมตช์กับแคชวลแวร์ และจัดทำ Full Collaboration ร่วมกับดาราวสาวอย่างแต้ว ณัฐพร เตมีรักษ์

จากกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ทั้งหมดนี้ช่วยให้ WB มียอดขายเติบโต 100% ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา และได้เป็นหนึ่งในแบรนด์ไทยที่ได้ออกไปวางจำหน่ายในต่างประเทศ ทั้งเอเชีย และสหรัฐด้วย

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ “กลุ่มพ่อค้าผ้าย่านพาหุรัด” ซึ่งประสบปัญหาเรื่องการนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศโดยเฉพาะจีน ซึ่งมีราคาถูกเข้ามาจำนวนมาก และพฤติกรรมผู้บริโภคหันไปสู่การซื้อขายผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น

“คุณไชยยศ รุ่งเจริญชัย” นายกสมาคมพ่อค้าผ้า เล่าว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ไม่เหมือนสมัยก่อน ตลาดออนไลน์เข้ามามีบทบาทในการซื้อขายมากขึ้น ทำให้พ่อค้าผ้าตายไปนับ 100 ราย สมาคมจึงมีแนวคิดว่า ทำอย่างไรให้พ่อค้าผ้ายุคนี้สามารถยึดธุรกิจนี้ต่อไปได้ ควรทำอะไรเพื่อตอบโจทย์ตลาดคนรุ่นใหม่ ซึ่งในอนาคตจะเป็นฐานของลูกค้าเราจริง ๆ เป็นจุดเริ่มต้นในการดำเนินโครงการสร้างความเชื่อมโยงทั้งอุตสาหกรรม ทั้งกลุ่มผู้ผลิตผ้า โรงงานเสื้อผ้า และดีไซน์

โดยสมาคมฯ​เข้าไปช่วยจัดอบรมสมาชิกซึ่งมีทั้งคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ แต่ละรายสร้างเพจ ไอจี(อินสตาแกรม)  พยายามให้สมาชิกปรับตัวเข้าสู่ยุคออนไลน์เต็มตัวเป้าหมายการรุกตลาดออนไลน์หลักๆ ต้องการให้สมาชิกไปถึงกลุ่มลูกค้าให้มากที่สุด

ทั้งยังเปิดเพจ “Thaitextilmarket” เป็นเพจกลางของสมาคมฯ​ เพื่อเป็นไดเรกทอรี่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการผ้าผืนและส่วนประกอบอื่น เพื่อกระจายต่อไปยังเครือข่าย โดยเน้นจำหน่ายในประเทศทั้งปลีกและส่ง และยังเป็นช่องทางในการช่วยเหลือสมาชิกในการสื่อสารกับลูกค้า ซึ่งมีเทรนด์และความต้องการผ้ามีหลากหลาย ทั้งเทรนด์ลายพิมพ์แฟชั่น  ลายพิมพ์ หรือผ้าพื้น  ซึ่งทางสมาคมฯ​ ก็จะติดต่อประสานไปยังสมาชิกที่มีศักยภาพในการผลิตผ้าชนิดนั้น

เขามองว่า “ตลาดเสื้อผ้า” เป็นตลาดที่มีการแข่งขันเสรี และมีการนำเข้าจากต่างประเทศมามาก แต่หากผู้ผลิตโลคอลแบรนด์ปรับตัวลงมาสู้เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ อาจจะแข่งขันได้ แต่ต้องใช้เวลาพอสมควร ประมาณ 2-3 ปีในการเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการที่มีศักยภาพแข็งแกร่ง สามารถต่อสู้กับสินค้าจากจีนได้

Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333

แสดงความคิดเห็น