“บ้านย่าสเต็กเฮ้าส์” สำเร็จด้วยระบบ..ปั้นแบรนด์อาหารไทยสู่สากล

สเต็กไทย โดยคนไทย “บ้านย่าสเต็กเฮ้าส์” ให้ความสำคัญกับเรื่องระบบ เน้นการตลาดทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างครอบคลุม ตั้งเป้าเป็นแฟรนไชส์ที่สเต็กไทยสู้แบรนด์ใหญ่ระดับโลก

คุณพันธิภา วงศ์ดี กรรมการผู้จัดการ บริษัทบ้านย่าเรสเตอรอง เจ้าของร้านบ้านย่าสเต็กเฮ้าส์ ได้เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจว่า ก่อตั้งร้านเมื่อ 7 ปีที่แล้ว แรกเริ่มเปิดเป็นร้านกาแฟ แต่ด้วยความที่ไม่มีประสบการณ์ด้านการทำธุรกิจและมีคู่แข่งเยอะทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ จึงปรับเปลี่ยน โดยมองจากความชอบของตัวเองในเรื่องการทำอาหาร จากร้านกาแฟจึงมาเป็นร้านอาหาร สูตรอาหารทั้งหมดคิดขึ้นมาเอง ทั้งในส่วนของสเต็กและตัวอาหารอื่นๆ โดยใช้ชื่อว่า “บ้านย่าสเต็กเฮ้าส์”

โดยที่มาของชื่อ “บ้านย่า” มาจากบ้านของย่าโม ซึ่งก็คือเมืองโคราช ต้องการให้รู้ถึงต้นกำเนิดของร้านว่ามาจากไหน มีคอนเซ็ปต์ของร้านคือสะท้อนตัวตนของความเป็นท้องถิ่น ไม่เน้นความหรูหรามากจนเกินไป เนื่องจากทำตลาดต่างจังหวัด ต้องการให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลาย เน้นบรรยากาศที่เป็นกันเองและความเรียบง่ายแต่มีสไตล์ที่ชัดเจน

สเต็กไทย สำหรับคนไทย

คุณพันธิภาเล่าต่อว่า เลือกสเต็กเนื่องจากก่อนเปิดมองว่าธุรกิจร้านอาหารนั้นมีความเสี่ยงสูง เพราะมีคู่แข่งเยอะ ซึ่งโคราชเมื่อ 5-6 ปีที่แล้วในส่วนของสเต็กนั้นยังไม่ค่อยมี บวกกับการที่เป็นคนชอบอาหารไทย จึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้ลงตัวกับสเต็กที่เป็นของต่างชาติ จึงเป็นการฟิวชั่นผสมความเป็นไทยเข้าไปในแต่ละเมนู เป็นร้านสเต็กที่มีอาหารไทยที่คนทั่วไปรับประทานได้หลากหลาย

ทางร้านมีเมนูอาหารและเครื่องดื่มรวมกันไม่ต่ำกว่า 100 รายการ  ซึ่งเคล็ดลับคือใช้วัตถุดิบตัวเดียวกันแต่ดัดแปลงเป็นเมนูต่างๆ โดยเมนูยอดนิยมจะเป็น “สเต็กจิ้มแจ่ว” ที่มีให้เลือกทั้ง หมู เนื้อ ไก่ ปลา เป็นสเต็กแบบไทยๆ ที่รสชาติถูกใจคนไทย และอีกหนึ่งเมนูคือ “ข้าวผัดน้ำพริก” ซึ่งเป็นเมนูขายดี โดยวัตถุดิบที่ใช้จะมาจากท้องถิ่นในจังหวัดนครราชสีมา

โดยลูกค้าหลักจะเป็นกลุ่มครอบครัว วัยรุ่น คนรุ่นใหม่ที่ชอบอาหารแนวฟิวชั่น ตลอดจนเด็กนักเรียน นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับว่าที่ตั้งร้านเป็นพื้นที่อะไร กลุ่มเป้าหมายค่อนข้างเยอะเพราะอาหารของทางร้านมีความครอบคลุมกลุ่มคนทุกเพศทุกวัย เช่นครอบครัวเข้ามา จะมีอาหารหลากหลายที่เหมาะสำหรับทั้งพ่อแม่และลูก

“ก่อนเริ่มได้ศึกษาข้อมูล เพราะในการจะทำธุรกิจต้องดูว่าผู้บริโภคเป็นกลุ่มไหน ไม่ขายสินค้าที่ตามกระแส เชื่อว่าในการทำธุรกิจระยะยาวต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนมั่นคง อย่างเมนูที่ขายดีก็เป็นอาหารง่ายๆ คือข้าวกะเพรา ข้าวหมูทอด ซึ่งเป็นสินค้ามาตรฐานที่ตอบโจทย์ตรงกับความต้องการลูกค้ากลุ่มใหญ่” คุณพันธิภากล่าว

ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างครอบคลุม

เจ้าของร้านบ้านย่าสเต็กเฮ้าส์ กล่าวอีกว่า สำหรับธุรกิจอาหารคุณภาพวัตถุดิบต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ห้ามลดทอนคุณภาพ คัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ราคาต้องยุติธรรมเหมาะสม สร้างความทรงจำในทางที่ดีให้เกิดขึ้นระหว่างเรากับลูกค้า ด้านคุณภาพอาหารมีการควบคุมโดยมีส่วนผสมที่เป็นซอสหรือเครื่องปรุงหลักในทุกเมนู เพราะทางร้านใช้อาหารสดใหม่ทั้งหมด ไม่มีการปรุงไว้ก่อนแล้วอุ่นด้วยไมโครเวฟ จึงทำให้อาหารปรุงสุกใหม่ได้รวดเร็วโดยไม่ยุ่งยาก ทำให้อาหารมีรสชาติได้ตามมาตรฐาน ใช้เวลาไม่นาน เพราะพนักงานมีหน้าที่เพียงแค่ชั่งตวงวัดให้ได้ตามเกณฑ์

ด้วยความที่โคราชเป็นเมืองใหญ่ มีวิถีคนเมือง ทำให้บ้านย่าสเต็กเฮ้าส์ มีการให้บริการแบบเดลิเวอรี่เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในเรื่องของความสะดวก ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งบริการที่ให้ความสำคัญ นอกจากนี้ยังมีบริการในส่วนของการจัดเลี้ยง สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ไม่สะดวกในการเข้ามาใช้พื้นที่ของทางร้าน โดยมีทีมงานมืออาชีพที่เชี่ยวชาญในการให้บริการในรูปแบบจัดเลี้ยงนอกสถานที่

“นอกจากนี้ ทางร้านยังได้ใช้บริการของธนาคารกรุงเทพ ด้วยเครื่องรับชำระเงินผ่านบัตร เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าที่เริ่มใช้เงินสดน้อยลง อีกทั้งลดขั้นตอนทำให้บริหารจัดการร้านได้ง่ายขึ้น เรียกได้ว่า บ้านย่าสเต็กเฮ้าส์ ใช้ทุกวิถีทางในการบริการเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ครอบคลุมมากที่สุด”

เน้นการตลาดทั้งออนไลน์-ออฟไลน์

คุณพันธิภาเล่าย้อนไปว่า ในช่วงแรกทำการตลาดน้อยมาก ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีป้ายร้าน ร้านมายาก แต่เมื่อเกิดการบอกต่อทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น มีการแชร์ลงในโซเชียลมีเดีย จนมีลูกค้ามาก ทำให้ต้องขยายสาขาออกไปเพื่อรองรับลูกค้าที่เพิ่มขึ้น

มองว่าการทำการตลาดมีความสำคัญมาก สร้างการรับรู้ด้วยการออกบูธในงานต่างๆ มีการทำการตลาดออนไลน์ผ่าน Facebook Instagram มีการรีวิวร้านจากเพจหรือเว็บไซต์ต่างที่เกี่ยวกับอาหาร ตลอดจนมีการเข้าร่วมกับหน่วยงานของรัฐ ได้เป็นสมาชิกของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้ประโยชน์จากการประชาสัมพันธ์หรือทางกรมฯ จัดงานต่างๆ ทางบ้านย่าสเต็กเฮ้าส์ก็มีโอกาสได้ไปออกบูธร่วมงานด้วย

สำคัญที่สุดคือเรื่องระบบ

สำหรับในส่วนการบริหารธุรกิจ คุณพันธิภาอธิบายว่า ธุรกิจช่วงประมาณ 6 เดือนแรกเป็นช่วงที่ท้าทายมากว่าจะถูกใจกลุ่มลูกค้าหรือไม่ หากถูกใจก็มีโอกาสเป็นที่นิยมได้ทันที แต่พอมีลูกค้าเข้ามาเยอะมากๆ ก็ต้องรับมือกับลูกค้าให้ได้ เพราะเมื่อธุรกิจเริ่มโต ต้องเก็บรายละเอียดในส่วนของความต้องการของลูกค้า ดูจากคอมเมนต์ของลูกค้า นำมาพัฒนาในส่วนของอาหารและบริการให้ตรงตามที่ลูกค้าต้องการ เพื่อให้เกิดลูกค้าประจำและมีการบอกต่อ

ซึ่งการบริหารมีในหลายส่วนที่ต้องใส่ใจไม่เน้นไปที่ด้านใดด้านเดียว ทั้งเรื่องการพัฒนาตัวเอง การศึกษาคู่แข่ง ใช้กลยุทธ์การทำงานคือซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ซึ่งมองว่าเป็นพื้นฐานของการทำธุรกิจ และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องระบบ ถึงแม้ขายดีแต่อาจจะไม่เหลือกำไรหากไม่มีระบบที่ดีในการทำงาน ต้องมีระบบการทำงานที่มีมาตรฐาน ตั้งแต่การบริหารจัดการคน ระบบสุขอนามัยความสะอาดภายในร้าน รวมถึงการฝึกอบรมพนักงานในการให้บริการซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุด

“เน้นหนักในการเทรนพนักงานในส่วนของการให้บริการ เพราะเป็นปัญหาสำคัญโดยเฉพาะในธุรกิจร้านอาหาร พนักงานเป็นคนที่เรียกลูกค้าเข้าร้าน และขณะเดียวกันก็ไล่ลูกค้าหากบริการไม่ดี จึงต้องเน้นในเรื่องบริการเป็นพิเศษ”

แฟรนไชส์สเต็กไทย โดยคนไทย

ปัจจุบันบ้านย่าสเต็กเฮ้าส์มีทั้งหมด 24 สาขา อยู่ในโคราช 18 สาขา ซึ่งในอนาคตมีแผนขยายเข้าไปในกรุงเทพฯ โดยอยู่ในขั้นตอนของการหาพื้นที่ที่เหมาะสม ซึ่งนอกจากจะเป็นการขยายธุรกิจแล้วยังมองถึงการใช้เป็นพื้นที่ในการกระจายสินค้าไปยังภาคเหนือและภาคใต้ในอนาคต เพื่อรองรับการต่อยอดในรูปแบบของแฟรนไชส์

ซึ่งจุดเด่นของแฟรนไชส์บ้านย่าสเต็กเฮ้าส์คือการทำงานแบบมืออาชีพ มีทีมตรวจสอบในการเข้าไปตรวจสาขา มีการนำวิทยากรผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพมาฝึกอบรมให้ความรู้ในทุกด้าน มีการจ้างบริษัทที่ปรึกษาในการดูแลเรื่องแฟรนไชส์เข้ามาวางระบบและบริหารจัดการให้ทั้งหมด ซึ่งเมื่อจบโปรเจกต์ของการจ้างงานก็จะสามารถบริหารธุรกิจเองต่อไปได้

ส่วนขั้นตอนในการเลือกผู้ที่จะเข้ามาลงทุนแฟรนไชส์ อันดับแรกจะต้องมีเงินทุน และมีเวลาในการบริหารธุรกิจ เพราะการทำร้านอาหารนั้นมีรายละเอียดเยอะ ซึ่งร้านสเต็กบ้านย่ามีการวางระบบบริหารจัดการไว้หลายขั้นตอนซึ่งมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มากพอสมควร ดังนั้นผู้ที่จะมาทำธุรกิจจึงต้องมีเงินลงทุนและมีความใส่ใจมากเป็นพิเศษ โดยเงินลงทุนสำหรับแฟรนไชส์จะอยู่ที่ 3.5-5.0 ล้านบาท คาดการณ์จุดคุ้มทุนไม่เกิน 3 ปี

โดยแผนงานในอนาคตวางไว้ว่าภายใน 5 ปี จะแฟรนไชส์ให้ได้ 45 สาขา และเป็นเจ้าของเอง 5 สาขา เริ่มจากภูมิภาค คือพื้นที่ภาคอีสาน ภาคกลาง และตะวันออก โดยระยะยาวเล็งขยายออกสู่ต่างประเทศเพื่อนบ้าน CLMV

“มองว่าสำหรับธุรกิจบ้านย่าสเต็กเฮ้าส์มีโอกาสไปได้อีกไกล โดยเฉพาะในส่วนของแฟรนไชส์ที่เป็นสเต็กไทย โดยคนไทย ที่จะสามารถไปแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ๆ จากต่างประเทศได้นั้นยังไม่ค่อยมี ซึ่งบ้านย่ามุ่งหวังจะไปให้ถึงจุดนั้นให้ได้ในอนาคต ต้องการเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่จะสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย” คุณพันธิภากล่าว

ธุรกิจร้านอาหารไม่ใช่เรื่องของกระแส

สุดท้าย เจ้าของร้านบ้านย่าสเต็กเฮ้าส์ ยังได้ฝากคำแนะสำหรับเอสเอ็มอีที่อยากประสบความสำเร็จในธุรกิจร้านอาหารไว้ด้วยว่า ต้องมีการทำการบ้านก่อนเริ่มต้นธุรกิจ ศึกษาข้อมูลต่างๆ ให้รอบด้านเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม เรื่องที่สำคัญคือการวางระบบบริหารจัดการ ไม่ควรใช้วิธีทำไปก่อนพอเจอปัญหาแล้วค่อยนำระบบเข้ามาแก้ไข ต้องหาตลาดรองรับ มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนว่าทำออกมาแล้วต้องการจะขายให้ใคร ใครคือลูกค้าของเรา มีการวางแผนการตลาดล่วงหน้าเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

“และที่สำคัญ อย่าลืมว่าต้องทำในสิ่งที่รักและมีความถนัด ซึ่งแท้จริงแล้วธุรกิจร้านอาหารไม่ใช่เรื่องของกระแส อย่าเห็นว่าคนอื่นทำแล้วประสบความสำเร็จจึงอยากทำบ้าง ซึ่งแบบนั้นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนั้นในการทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร จึงต้องมีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าและตัวเราเอง เพราะการที่เราได้บริการลูกค้าแล้วเขาเกิดความประทับใจ ได้อยู่กันพร้อมหน้ากินอาหารที่อร่อยและมีความสุข เราก็ได้รับความสุขนั้นตอบแทนกลับมาเช่นเดียวกัน” คุณพันธิภากล่าวทิ้งท้าย

ร้านบ้านย่าสเต็กเฮ้าส์ 389 ถนนอัษฎางค์ ต.ในเมือง อ.เมืองฯ นครราชสีมา 30000

โทรศัพท์ 08-0166-3560, FB : บ้านย่า สเต็ก เฮ้าส์

แสดงความคิดเห็น