ชาตินิยมในอีคอมเมิร์ซ : ปราการสุดท้ายของตลาดออนไลน์อินเดีย

ญี่ปุ่นเป็นชาติที่ขึ้นชื่อในเรื่องชาตินิยมทางเศรษฐกิจ Economic nationalism ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นจงรักภักดีในสินค้าที่ผลิตโดยชาติตนเองจนสินค้าจากภายนอกเข้าไปแทบไม่ได้

จนระยะหลังมีการรณรงค์ให้ผู้คนจับจ่ายใช้สอย ปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมลงมาบ้าง แต่ในภาพรวมการที่บริษัทต่างชาติจะเข้าไปปักหลัก แย่งส่วนแบ่งการตลาดจนกลายเป็นอันดับหนึ่ง ก็ยังคงยากอยู่ เพราะยังมีปราการวัฒนธรรม ความเคยชินของการใช้ภาษาตน และความสอดคล้องต้องกันในรสนิยมของผู้ให้บริการชาติเดียวกัน

แต่นั่นเป็นกลุ่มสินค้าและบริการแบบออฟไลน์ ประเภทแบรนด์และห้างร้านเท่านั้นที่ต่างชาติยากจะเจาะเข้าไป ไม่รวมตลาดออนไลน์ ที่มากับโลกไร้พรมแดน

เมื่อ 2015 Rakuten กิจการอีคอมเมิร์ซ ค้าออนไลน์สัญชาติญี่ปุ่นยังขึ้นแท่นนำห่างคู่แข่งอื่น จนกระทั่งต้นปี 2017 ปรากฏว่า Amazon Japan ผงาดขึ้นมาเบียดแบบเฉือนแซงหน้านิดๆ ไปแล้ว  ยืนยันตัวเลขทางการจาก  Japan External Trade Organization –  JETRO ระบุว่า Amazon Japan มีสัดส่วนตลาด 20.20% ขณะที่ Rakuten Ichiba ยักษ์เจ้าถิ่น มีสัดส่วนตลาดตามมาที่ 20.10%  *1

ชาวญี่ปุ่นมีสัดส่วนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตสูงเกิน 90% และเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่แถวหน้าของโลกจากสัดส่วนประชากรราว 70% ที่จับจ่ายออนไลน์  ล่าสุดการสัประยุทธ์ระหว่างยักษ์ท้องถิ่นกับ Amazon Japan ก็ยังคงดุเดือดชนิดแข่งกันเบียด แต่นั่นก็สะท้อนว่า ธรรมชาติของโลกออนไลน์ ไร้พรมแดน อยู่เหนือพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยแบบชาตินิยมทางเศรษฐกิจเดิม เพราะ Amazon Japan ปรับตัวเข้ากับสังคมท้องถิ่น มีสินค้าท้องถิ่นและคู่ค้าที่เป็นท้องถิ่น Local Partner ที่กลมกลืนกับผู้บริโภค

ขณะที่ตลาดอีคอมเมิร์ซญี่ปุ่นซึ่งเคยขึ้นชื่อลือชาว่าชาตินิยมสูง เปลี่ยนไปโลกาภิวัตน์ไร้พรมแดนไปแล้ว ตลาดใหญ่ของเอเชียระดับประชากร 1.3 พันล้านคน และขึ้นชื่อเรื่องชาตินิยมไม่แพ้กันอย่างอินเดีย กลับยังมั่นคงแข็งแรง เพราะล่าสุดตำแหน่งผู้นำตลาดค้าออนไลน์ Flipkart.com ยังคงยืนเป็นลำดับแรกด้วยแชร์ 57% **2 แถม Flipkart ยังซื้อกิจการของคู่แข่งอีคอมเมิร์ซเบอร์สองที่ขับเคี่ยวกันมาอย่าง Snapdeal ไปแล้วอีกต่างหาก

คู่แข่งสำคัญของยักษ์ออนไลน์แดนภารตะที่น่ากลัวและเคลื่อนไหวตลอดก็คือ Amazon India เมื่อ 21-24 มกราคม 2018 ที่ผ่านมาค่ายนี้เพิ่งจัด Great Indian Sale  ออกแบบโลโก้งานเป็นรูปช้าง สีแดง-ทองอันเป็นสีต้องใจชาวภารตะ **3 และลดราคาสินค้าหลายตัวโดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเข้าสู้ศึก มีการลดราคาให้กับสมาชิกพิเศษ ให้ถูกรสนิยมของคนท้องถิ่น

ตลาดออนไลน์ของอินเดียยังเพิ่งเติบโต ธรรมชาติของตลาดที่เพิ่งโตเต็มไปด้วยโอกาส และช่องทางการแข่งขันซึ่งนี่เป็นปัญหาหนักของกิจการเจ้าถิ่นไม่น้อย

ซึ่งปัญหาดังกล่าวก็ไม่ใช่จำกัดแค่อีคอมเมิร์ซเท่านั้น บรรดาธุรกิจใหม่ สตาร์ทอัพที่มากับโลกออนไลน์ท้องถิ่นจำเป็นจะต้องเจอะคู่แข่งระดับโลกอย่างไม่มีทางเลี่ยง เช่น แอปพลิเคชันเรียกรถ Ola Cabs ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพเจ้าถิ่นรายใหญ่ที่มีบริการครอบคลุมเกือบทั้งประเทศ มูลค่ากว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ต้องมาเจอกับ Uber แอปพลิเคชันโดยสารขนส่งเบอร์หนึ่งของโลกจากอเมริกา ซึ่งพอเปิดตลาดเข้ามาก็เริ่มกระทบทันที

ปรากฏว่าซีอีโอเจ้าถิ่นแดนภารตะรายใหญ่ทั้ง Ola และ Flipkart ถึงกับต้องประสานมือกันชูธงชาตินิยมภารตะอินเดีย รณรงค์ต้านยักษ์ต่างชาติ ถึงขนาดที่ซีอีโอของ Flipkart เรียกร้องให้รัฐบาลประกาศ Swadeshi **4 อันหมายถึงการรณรงค์ต่อต้านต่างชาติเหมือนยุคที่สู้กับเจ้าอาณานิคม ที่เรียกว่า Swadeshi movement ถึงขนาดนั้น !!

แต่ชาตินิยมแบบอินเดียที่ Sachin Bansal ซีอีโอของ Flipkart พยายามชูธงคงไม่ใช่การปฏิเสธต่างชาติอย่างสิ้นเชิง เพราะเขาเองก็ได้ยอมรับเงินลงทุนร่วมจาก Tencent ยักษ์เบอร์หนึ่งแดนมังกร, ebay และ Microsoft   ***5 เพื่อเข้าไปซื้อกิจการ Snapdeal คู่แข่งของตัวเอง

การลงขันของยักษ์ใหญ่ยักษ์รองทั้งหลายในครั้งนี้ หนุนช่วย Flipkart ให้มีต้นทุนใหญ่พอไปฟาดฟันกับ Amazon India เป็นการเข้าสู่ตลาดโดยผ่านเจ้าถิ่น เป็นกลยุทธ์ชาญฉลาดไม่เบา แม้ว่าตนเองยังเข้าสู่ตลาดอินเดียโดยตรงไม่ได้ แต่ก็หนุนช่วยเจ้าถิ่นให้สกัดยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่ง คือ Amazon India นั่นเอง

การยินยอมรับเงินหรือการสนับสนุนจากต่างชาติ แต่ไม่ประสงค์ให้บริษัทต่างชาติขึ้นแท่นเป็นผู้นำ ซึ่งเป็นความคิดและวัฒนธรรมทางการการค้าน่าสนใจทีเดียว อย่างเช่นในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ ปัจจุบันรถยี่ห้อ Maruti ซึ่งเป็นรถขนาดเล็กขึ้นแท่นนำตลาดเป็นอันดับหนึ่ง แม้ว่าปัจจุบันบริษัท Maruti จะขายหุ้นให้กับกลุ่ม Suzuki จากญี่ปุ่น แต่ก็ไม่เปลี่ยนมาใช้ชื่อยี่ห้อตามผู้ถือหุ้นใหญ่ ยังคงใช้โลโก้เดิมของบริษัทอินเดียคือ Maruti ควบคู่กับ Suzuki และแม้เทคโนโลยีหน้าตาของรถเป็นของ Suzuki ไปแล้ว แต่ชาวอินเดียส่วนใหญ่ก็ยังถือว่ารถยี่ห้อนี้เป็นรถอินเดีย เรียกชื่อรถเป็นชื่ออินเดียว่า Maruti ดังเดิม

ชาตินิยม และพฤติกรรมความนิยมยี่ห้อท้องถิ่นของชาวอินเดียจะมีอิทธิพลต่อตลาดอีคอมเมิร์ซมากน้อยแค่ไหน ต้องติดตามต่อไป เพราะว่าตลาดอินเดียยังคงเติบโตได้อีกมากตามสัดส่วนของประชากรที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตและพัฒนาการของตลาด

ปี 2018 นี้ คู่ชิงที่สมศักดิ์ศรีและน่าดูที่สุดคู่หนึ่งในตลาดอีคอมเมิร์ซโลก ก็คือ Flipkart เจ้าถิ่น ที่มีแรงหนุนเสริมจากทั่วโลกชูธงชาตินิยม สู้กับ Amazon India แบรนด์โลกาภิวัฒน์ ที่พอเริ่มเปิดประเดิมปีก็ปล่อยแคมเปญโปรโมชั่นลดราคาส่งเสริมการขายแต่ไก่โห่

 

ที่มา :

** 1  http://blog.btrax.com/en/2017/09/29/e-commerce-trends-in-japan/

** 2 https://www.pressreader.com/india/business-standard/20170627/281513636162430

**3 https://www.digit.in/internet/amazon-great-indian-sale-preview-discounts-on-oneplus-samsung-apple-smartphones-39123.html

**4 http://www.moneycontrol.com/news/business/startup/founders-of-flipkart-ola-makemytrip-to-launch-a-nationalist-lobby-group-2400289.html

**5 http://www.livemint.com/Companies/RjjyJUShEtiZ2DjgzUBczM/Flipkart-to-buy-eBay-India-as-part-of-14-billion-fundrais.html

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น