จับตา รมต.ศก. 16 ประเทศ เปิดรอบเจรจา RCEP ครั้งแรกของปี’61

สมาชิกอาเซียนและประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ ได้จัดการประชุมคณะกรรมการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP-TNC) ขึ้นที่เมืองยอกยาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเดินหน้าการเจรจา RCEP ให้จบตามเป้าหมายของผู้นำทั้ง 16 ประเทศ

ไฮไลท์ : ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค  (RCEP)  ซึ่งยืดเยื้อมานานถึง 2 ปีจากเป้าหมายที่ต้องการให้เจรจาจบในปี 2558 กลายเป็นแรงกดดันให้สมาชิก 16 ประเทศพยายามผลักดันข้อตกลงนี้ให้ได้ข้อสรุปภายในปี 2561 โดยจะมีการประชุม RCEP ระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจครั้งต่อไปในเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งจะต้องพยายามหาข้อสรุปให้ได้ โดยเฉพาะประเด็นการเปิดตลาดลดภาษีสินค้า 92% ของจำนวนสินค้าที่ค้าขายกันให้กลายเป็น 0% ทันทีหรืออย่างช้าภายใน 20 ปี ตลอดจนการเปิดเสรีภาคบริการ และการลงทุนเพื่อให้นักลงทุนจากสมาชิก RCEP เข้าไปถือหุ้นได้ถึง 100% ในบางสาขา และเรื่องเกี่ยวกับการคุ้มครองนักลงทุนที่จะต้องดำเนินการต่อในอนาคต หากสำเร็จตามเป้าหมายไทยจะได้ประโยชน์มาก เพราะมูลค่าการค้ากับสมาชิก RCEP ในปี 2559 เท่ากับ 240,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็น 59.32% ของมูลค่าการค้าไทยกับโลก

——————————

 

ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค  (RCEP)  เป็นความตกลงการค้าเสรีระหว่างอาเซียน 10 ประเทศ กับคู่เจรจา 6 ประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญ เพราะครอบคลุมตลาดขนาดใหญ่ที่มีจำนวนประชากรรวมกันมากกว่า 3,500 ล้านคน

 

ทั้งยังมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) รวมกันกว่า 23 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็นกว่า 29% ของ GDP โลก ในแต่ละปีตลาดนี้มีมูลค่าการค้ารวม 9.77 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็น 29% ของมูลค่าการค้าโลก และที่สำคัญมีมูลค่าการค้ากับไทยในปี 2559 รวม 240,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็น 59.32% ของมูลค่าการค้าไทยกับโลก

 

ความตกลงฉบับนี้ได้เริ่มดำเนินการเจรจามาตั้งแต่ปี 2556 และมีเป้าหมายให้เสร็จสิ้นในปี 2558 แต่สมาชิกไม่สามารถตกลงกันได้จนทำให้ความตกลงฉบับนี้ยืดเยื้อมานานถึง 2 ปี ซึ่งผู้นำทั้ง 16 ประเทศมีความตั้งใจที่จะผลักดันการเจรจาความตกลงนี้ให้ได้ข้อสรุปภายในปี 2561 นี้ให้ได้

 

เมื่อวันที่ 2-9 ก.พ. 2561 ที่ผ่านมา สมาชิกอาเซียนและประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ ได้จัดการประชุมคณะกรรมการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP-TNC) ขึ้นที่เมืองยอกยาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเดินหน้าการเจรจา RCEP ให้จบตามเป้าหมายของผู้นำทั้ง 16 ประเทศ หากสามารถดำเนินการเจรจาได้จบลงตามเป้าหมาย ไทยก็จะได้ประโยชน์จากการเข้าสู่ตลาดบางประเทศที่มียังกำแพงภาษีสูง เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เป็นต้น

 

สำหรับการประชุม RCEP-TNC ครั้งนี้ ถือเป็นการประชุมครั้งแรกของปี 2561 ซึ่งที่ประชุมจะมุ่งเน้นการเปิดเสรีรอบด้าน ทั้งการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน  แต่เพื่อหาทางออกกับปัญหาการเจรจาที่ล่าช้า ทำให้สมาชิกอาเซียน 10 ปี  พยายามจะปลดล็อก ด้วยการดำเนินการหารือแบบทวิภาคีกับประเทศคู่เจรจาทั้ง 6 ประเทศ เพิ่มจากการเจรจาปกติเพื่อให้การเจรจามีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าผู้แทนไทยในการประชุมคณะกรรมการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP-TNC) ระบุ การเจรจาฉบับนี้จะเจรจาทั้งเรื่องการค้าสินค้า บริการ และการลงทุนเรื่องต่างๆ พร้อมกันทุกประเทศ โดยมีบางเรื่องที่บางประเทศยอมแต่บางประเทศไม่ยอมจึงทำให้การเจรจา RCEP หาข้อสรุปได้ยาก

 

ทางออกในเรื่องนี้ ทางอาเซียนจึงจะเจรจากับคู่เจรจาทั้ง 6 ประเทศ โดยแยกเป็นรายประเทศคู่ขนานกับการเจรจา RCEP เพื่อให้การเจรจาง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่น กรณีการเจรจากับประเทศอินเดียซึ่งก่อนหน้านี้อาเซียนได้ยื่นท่าทีการเปิดตลาดที่ยืดหยุ่นมากขึ้น แล้วต้องหารือกับอินเดียอีกว่ายอมรับข้อเสนอที่อาเซียนเสนอให้ไปก่อนหน้านี้หรือไม่ ส่วนอีก 5 ประเทศก็จะยื่นข้อเสนอในลักษณะเดียวกัน และอาเซียนต้องพยายามเจรจาให้ทั้ง 6 ประเทศ ยอมรับข้อเสนอให้ได้

 

ทั้งนี้ ผลสรุปจากการประชุม RCEP เตรียมนำเสนอให้ที่ประชุมระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจ RCEP เนื่องในโอกาสที่นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะนำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) ครั้งที่ 24 ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์-3 มีนาคม 2561 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ได้มีกำหนดจะร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี RCEP ในวันที่ 3 มีนาคม

 

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าติดตามว่า การเจรจา RCEP ในระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจครั้งต่อไปในเดือนมีนาคมนี้ จะเป็นครั้งที่มีความเข้มข้นมากขึ้น และถูกเร่งรัดจากหลายประเทศให้พยายามหาข้อสรุปให้ได้หลังจากที่ยืดเยื้อมานานนับจากที่ประชุมผู้นำ RCEP เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 ซึ่งที่ประชุมรัฐมนตรี RCEP ในครั้งนี้จึงมีความสำคัญมาก โดยจะติดตามความคืบหน้าการเจรจา เร่งรัดและมอบนโยบายในประเด็นคงค้างสำคัญที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ โดยเฉพาะเรื่องการเปิดตลาดการค้าสินค้าและบริการ

แสดงความคิดเห็น