เอฟทีเออาเซียน-ญี่ปุ่น กุญแจสู่ตลาดญี่ปุ่น

ในการเปิดเสรีด้านการค้าบริการและการลงทุน ไทยได้เปิดให้นักลงทุนของญี่ปุ่นและอาเซียนเข้ามาประกอบธุรกิจได้ในสาขาบริการ เช่น บริการธุรกิจ โทรคมนาคม การเงิน อสังหาริมทรัพย์ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยสามารถเข้ามาถือหุ้นได้ 49% หรือ 70% ตามประเภทของธุรกิจ

ไฮไลท์ :   ในวันที่ 1 เมษายน 2561 ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) จะลดภาษีนำเข้าระหว่างกันเป็น 0% ในสินค้า 3,439 รายการ จากก่อนหน้านี้ที่ลดภาษีเป็น 0% ไปแล้ว 7,200 รายการ และยังเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการของไทยสามารถเข้าไปลงทุนในสาขาบริการต่างๆ ที่ไทยมีศักยภาพในญี่ปุ่นได้ 100% ในหลายสาขา ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายการค้า-การลงทุนเข้าสู่ญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้น จากปี 2560 ไทย-ญี่ปุ่นมีการค้าระหว่างกันมูลค่า 54,346.90 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยส่งออก มูลค่า 22,309.56 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้า มูลค่า 32,037.33 ล้านเหรียญสหรัฐ ขาดดุลการค้า 9,727.77 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

 

ปัจจุบัน ‘ญี่ปุ่น’ ถือเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย ขณะที่ไทยเป็นตลาดส่งออกอันดับ 16 และแหล่งนำเข้าลำดับที่ 8 ของญี่ปุ่น รายงานข้อมูลจากกรมศุลกากร ระบุว่า ในปี 2560 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่ารวม 54,346.90 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยส่งออกไปญี่ปุ่นมีมูลค่า 22,309.56 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากญี่ปุ่นมีมูลค่า 32,037.33 ล้านเหรียญสหรัฐ ขาดดุลการค้า 9,727.77 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

สินค้าส่งออก-นำเข้าที่สำคัญในตลาดญี่ปุ่น

ในช่วงที่ผ่านมาไทยและญี่ปุ่นมีสัมพันธภาพที่ยาวนาน และได้มีการจัดทำความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างกัน 2 ฉบับ คือ ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ซึ่งมีผลบังคับใช้มาแล้วครบ 10 ปี และความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) ซึ่งในวันที่ 1 เมษายน 2561 ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) จะลดภาษีนำเข้าระหว่างกันเป็น 0% ในสินค้า 3,439 รายการ โดยญี่ปุ่นลดภาษีสินค้าให้อาเซียน 565 รายการ เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง, โพลีเอทิลีน ส่วนฝ่ายไทยจะมีการลดภาษีอีก 2,874 รายการ เช่น สินค้าผลิตภัณฑ์เหล็ก และตะปู

 

จากก่อนหน้านี้อาเซียน-ญี่ปุ่นได้ทยอยลดภาษีสินค้าจนเหลือ 0% ไปแล้วกว่า 80% ของรายการสินค้า โดยฝ่ายญี่ปุ่นลดภาษี 0% ไปแล้ว 7,200 รายการ ไทยลดภาษี 0% ไปแล้ว 2,469 รายการ อย่างไรก็ตาม หลังจาก 1 เมษายน 2561 จะยังเหลือสินค้ากลุ่มที่มีความอ่อนไหวสูงอีก 1% ของจำนวนสินค้าที่ค้าขายกัน โดยกลุ่มนี้มีกำหนดจะลดภาษีเป็น 0 ในปี 2566 นอกจากนี้ยังยกเว้นสินค้าที่ไม่นำเข้าการเจรจาลดภาษีอีก 1% ของรายการสินค้าทั้งหมด

 

ไม่เพียงเท่านั้น ความตกลง AJCEP ยังเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการของไทยสามารถเข้าไปลงทุนในสาขาบริการต่างๆ ที่ไทยมีศักยภาพในญี่ปุ่นได้ 100% เช่น การโฆษณา การจัดเลี้ยง การจัดประชุม บริการทัวร์และไกด์ จัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการ โรงแรม สปา อสังหาริมทรัพย์ ร้านอาหาร การวิจัยและการพัฒนา การซ่อมแซมและบำรุงรักษาอากาศยาน และจัดจำหน่าย เป็นต้น

 

ทั้งนี้ ในการเปิดเสรีด้านการค้าบริการและการลงทุน ไทยได้เปิดให้นักลงทุนของญี่ปุ่นและอาเซียนเข้ามาประกอบธุรกิจได้ในสาขาบริการ เช่น บริการธุรกิจ โทรคมนาคม การเงิน อสังหาริมทรัพย์ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยสามารถเข้ามาถือหุ้นได้ 49% หรือ 70% ตามประเภทของธุรกิจ โดยไทยไม่ได้เปิดตลาดเกินกว่ากรอบความตกลงว่าด้วยบริการอาเซียน (AFAS)

 

นอกจากนี้ ในด้านการลงทุน ความตกลงยังคุ้มครองและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนว่าจะได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมและเท่าเทียมกัน ไม่ถูกเวนคืนการลงทุนโดยไม่มีเหตุอันควร และสามารถโอนเงินเข้า-ออกจากประเทศได้อย่างเสรี รวมถึงให้มีการเผยแพร่ข้อมูลด้านการลงทุนที่โปร่งใสและทั่วถึง ทำให้กระบวนการยื่นและอนุมัติลงทุนง่ายขึ้นด้วย

 

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นยังถือเป็นนักลงทุนรายสำคัญของไทย มีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และเมื่อมีการลงทุนมากขึ้นจะทำให้ไทยส่งออกได้เพิ่มขึ้น ไม่อยากให้มองเรื่องการได้ดุลการค้าหรือขาดดุลการค้า เพราะเมื่อญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ก็ต้องมีการนำเข้าวัตถุดิบเข้ามาสนับสนุนการลงทุน ทำให้ไทยขาดดุลการค้าญี่ปุ่น แต่ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับ มีมากกว่าการขาดดุล เพราะมีการดึงดูดอุตสาหกรรมสมัยใหม่เข้ามาลงทุน มีการจ้างงาน มีการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น

 

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในประเทศอาเซียน 9 ใน 10 ประเทศ เพื่อให้บริการท่าน
สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล: [email protected] สายด่วน 1333

แสดงความคิดเห็น