สูตรลับความสำเร็จแบรนด์สุดคลาสสิค “คั้นกี่น้ำเต้าทอง”

“ยาขมน้ำเต้าทอง ซังโฮ่วโล้วเลี่ยงเต๊” แบรนด์เก่าแก่ที่เอาชนะคู่แข่งขันด้วยคุณภาพ ปรับตัวตามสถานการณ์ตลาดเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ

“ยาขมน้ำเต้าทอง ซังโฮ่วโล้วเลี่ยงเต๊ แก้ร้อนในกระหายน้ำ”

คำโฆษณาประโยคนี้คงเป็นที่คุ้นหูของใครหลายคน ซึ่งได้ยินกันมานาน เพราะเป็นสินค้ายาสูตรโบราณที่อยู่คู่เมืองไทยมาแล้ว 117 ปี ด้วยระยะเวลากว่าศตวรรษที่ บริษัท คั้นกี่น้ำเต้าทอง ฝ่าฟันอุปสรรคที่ต้องพบเจอในการเดินทางอันแสนยาวนานของการดำเนินธุรกิจ แล้วปัจจัยอะไรที่ทำให้แบรนด์สุดเก๋ายืนหยัดมาได้จนถึงวันนี้ ที่นี่มีคำตอบ

จากยาสูตรโบราณ “หวังเหล่าจี๋” เป็น ยาขมน้ำเต้าทอง ซังโฮ่วโล้วเลี่ยงเต๊

บริษัท คั้นกี่น้ำเต้าทอง คือธุรกิจที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น จนขณะนี้ก้าวเข้าสู่รุ่นที่ 5 โดยคุณชวน ธรรมสุริยะ ทายาทรุ่นที่ 4 ของ บริษัท คั้นกี่น้ำเต้าทอง จำกัด ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เล่าว่า ธุรกิจก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2444 และรู้จักกันในนามของ ร้านขายน้ำขมและน้ำหวาน ตรายี่ห้อ “น้ำเต้าทอง ซังโฮ่วโล้วเลี่ยงเต๊” อันเป็นเครื่องดื่มจากสมุนไพร สำหรับรับประทานเพื่อแก้อาการร้อนในและช่วยให้เจริญอาหาร

โดยคุณทวด ชื่อ “ไค้ แซ่ถ่ำ” ซึ่งเป็นคนจีนที่มีการศึกษา เทียบเท่าได้กับปริญญาตรีในปัจจุบัน หอบเสื่อผืนหมอนใบอพยพจากกวางตุ้งเหมือนคนจีนทั่วไปในยุคนั้น เข้ามาตั้งรกรากทำมาหากินในเมืองไทย โดยนำความรู้ที่มีและสูตรยาที่นำติดตัวมาด้วยจากเมืองจีน ขายยาน้ำตำรับสมุนไพรจีนร่วมกับเพื่อนที่ชื่อ“คั้น”

ต่อมานายคั้นเดินทางกลับเมืองจีน ยกกิจการทั้งหมดให้คุณทวดไค้ดูแลต่อ และได้จัดตั้งบริษัท โดยใช้ชื่อว่า “คั้นกี่น้ำเต้าทอง” เพื่อเตือนความทรงจำถึงเพื่อนที่ร่วมก่อตั้งร้านขายยามาด้วยกัน

“คุณทวดมาจากเมืองจีน เป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องฮวงจุ้ยและเรื่องยา ได้นำยาพื้นบ้านจากเมืองกวางตุ้งติดตัวมาด้วย เป็นยาสูตรโบราณ ปัจจุบันมีอายุราว 200 ปี ชื่อ “หวังเหล่าจี๋” ซึ่งเป็นที่นิยมของชาวจีนตลอดมา ในตอนนั้นนำมาต้มขาย เป็นร้านแบบเพิงธรรมดา ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นร้านซึ่งตั้งอยู่ที่สามแยกเฉลิมบุรี ถนนเจริญกรุง ที่ปัจจุบันมีอายุยาวนานกว่า 80 ปี” คุณชวนกล่าว

สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

คุณชวนเล่าต่อว่า จากรุ่นทวดสืบทอดกิจการมาถึงทายาทรุ่นที่ 2 คือคุณปู่ องอาจ ธรรมสุริยะ ซึ่งมีอาชีพเป็นนายธนาคาร ใช้เวลาหลังเลิกงานมาช่วยภรรยา คุณย่าจินต์ ธรรมสุริยะ ขายยาต้มที่หน้าร้านสามแยกทุกวัน ราคาชามละ 1 สตางค์

จนมาถึงในช่วงการทำงานของคุณพ่อ เสถียร ธรรมสุริยะ ซึ่งเป็นยุคที่ธุรกิจเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยปี พ.ศ. 2499 บริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ยาขมน้ำเต้าทอง ซึ่งแต่เดิมเป็นการปรุงยาสดจำหน่ายเป็นถ้วยที่หน้าร้าน ต่อมาได้พัฒนาปรับปรุงจนเป็นยาสมุนไพรที่โม่บดละเอียดบรรจุในซองกระดาษกรอง พร้อมกับขึ้นทะเบียนเป็นยาแผนโบราณ ชื่อ “ยาขมน้ำเต้าทอง” ออกวางขายสู่ท้องตลาดทั่วประเทศ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้รับประทานสามารถต้มเองที่บ้าน จึงนับว่าเป็นการพัฒนาตำรับยาสมุนไพรก้าวแรก จนเป็นแบบอย่างให้ผู้ผลิตสมุนไพรรายอื่นๆ หันมาใช้กระดาษกรองเพื่อบรรจุสมุนไพรอย่างแพร่หลาย

“เมื่อพัฒนาเป็นแบบบรรจุซอง ทำให้สามารถกระจายสินค้าออกไปได้ มีการส่งทีมขายไปทั่วประเทศ มีรถฉายหนังที่รู้จักกันในนามหนังขายยา มีเรือขายยาเพราะสมัยก่อนถนนหนทางยังไม่ครอบคลุม ตั้งต้นในปี 2500 จนถึงปี 2516 ที่ตัวเองจบการศึกษาแล้วเข้ามาสานงานต่อจากคุณพ่อ จึงได้มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นไปอีก” คุณชวนกล่าว

 

ในปี พ.ศ.2517 ยาขมน้ำเต้าทอง ก็ได้รับการพัฒนารูปแบบ ด้วยกระบวนการผลิตตามหลักวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยยิ่งขึ้น ด้วยการผลิตเป็นยาขมชนิดเม็ด เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบรสขม อีกทั้งยังได้พัฒนายาขมน้ำเต้าทองชนิดชง ซึ่งสามารถละลายในน้ำร้อนได้ทันที โดยไม่ต้องต้มนอกจากนี้ยังได้เพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่คือ ยาหวานชนิดชง และเครื่องดื่มสมุนไพรจับเลี้ยงชนิดผงชงละลาย ซึ่งเหมาะสำหรับเด็กเล็ก และผู้ที่ทานรสขมไม่สะดวก ก็สามารถนำมารับประทาน เพื่อลดอาการร้อนในได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน

ซึ่ง ณ เวลานั้นเครื่องดื่มประเภทที่เป็นชนิดผงละลายน้ำเริ่มเข้ามา จึงได้มีการศึกษาเครื่องจักรเพื่อนำมาผลิตเป็นผงสำหรับละลายน้ำเป็นรายแรกในประเภทของยา อีกทั้งพัฒนามาเป็นแบบเม็ดและชนิดหวานสำหรับเด็กและคนที่ไม่ชอบรสขม แตกไลน์สินค้าให้มีความหลากหลาย ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า

ในฐานะผู้เข้ามาสานต่อกิจการของครอบครัว คุณชวนเล่าว่า ในการรับช่วงต่อการทำงาน ช่วงแรกๆ ต้องเรียนรู้โดยการทำงานคู่ขนานไปกับคุณพ่อเสถียรเป็นระยะเวลาประมาณ 10 ปี จนมีความเข้าใจถึงกระบวนการทำงานทั้งหมด ทั้งเรื่องคุณภาพการผลิต การสั่งวัตถุดิบมาจากเมืองจีน การจัดจำหน่าย

“ด้วยการที่เรียนจบมาทางด้านเคมีวิศวกรรม และช่วงเวลานั้นมีการนำเครื่องจักรเข้ามาพัฒนาสินค้า ซึ่งสอดคล้องกับหลักการที่เรียนมาโดยตรง คือการแปรรูปด้วยเครื่องจักร ซึ่งพัฒนามาด้วยตนเองตั้งแต่เริ่มต้น จากนั้นจึงได้ทำงานมาอย่างต่อเนื่อง รับหน้าที่สืบทอดกิจการของครอบครัวขณะที่พี่น้องคนอื่นได้ไปประกอบอาชีพต่างๆ ตามที่ตนเองถนัด”

ไลน์โปรดักส์ใหม่

เมื่อนำเครื่องจักรเข้ามาใช้ทำให้มีศักยภาพการผลิตเพิ่มมากขึ้น โดยคุณชวนเล่าว่า มีการสร้างสินค้าตัวอื่นเข้ามานอกเหนือจากประเภทของยา เป็น ลูกอมมะขามป้อม ใบบัวบก เครื่องดื่มสมุนไพรจับเลี้ยง (ชนิดผง ) รวมทั้งเครื่องดื่มบรรจุขวดต่างๆ เป็นการแตกไลน์โปรดักส์ใหม่ในกลุ่มเครื่องดื่มสมุนไพร ภายใต้แบรนด์ “เฮิร์บ ทู โอ” ในบรรจุภัณฑ์ขวดเพ็ต ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในการปรับภาพลักษณ์ของธุรกิจยาออกไปเป็นเรื่องอาหาร

แต่ผลตอบรับกลับไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

………อ่านต่อตอนที่สอง www.bangkokbanksme.com/article/22210

Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333

แสดงความคิดเห็น