เปิดกลยุทธ์ “แม่เอย” ปั้นแบรนด์ขนมไทยลุยตลาดส่งออก

แบรนด์ขนมไทยชื่อดังเจาะตลาดส่งออกด้วยเอกลักษณ์ความเป็นไทย ชูความโดดเด่นด้วยสินค้าที่มีอายุยาวนานแต่ยังคงรสชาติสดใหม่ ชี้ช่องสู่ AEC ต้องมีระบบจัดการธุรกิจที่ดี เข้าใจเรื่องการค้าระหว่างประเทศ

 Highlight

  • จะออกสู่ตลาด AEC ต้องมีระบบจัดการธุรกิจที่ดี เข้าใจเรื่องการค้าระหว่างประเทศ
  • ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าของไทยไม่แพงด้วยคุณภาพสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่น
  • มีกลยุทธ์ที่แตกต่างกันโดยมองจากฐานลูกค้าในแต่ละตลาดและแต่ละประเทศ

สร้างแบรนด์จากความล้มละลาย

“แม่เอย” คือแบรนด์ขนมไทยชื่อดัง ด้วยจุดเด่นด้านคุณภาพรสชาติและเอกลักษณ์ความเป็นไทย มีการนำนวัตกรรมเข้ามาพัฒนาทำให้สินค้ามีอายุยาวนานคงรสชาติเหมือนของสดใหม่ ทำให้เป็นที่ยอมรับทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก

โดย คุณดิสรณ์ มาริษชัย กรรมการผู้จัดการบริษัท ขนมแม่เอย-เปี๊ยะแอนด์พาย (2003) จำกัด เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจว่า สร้างแบรนด์ขึ้นมาจากความล้มละลายจากสภาพเศรษฐกิจในยุคต้มยำกุ้ง ซึ่งตนเองนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงแต่เป็นการช่วยเหลือบริษัทที่ได้รับผลกระทบจนตัวเองล้มไปด้วย จนมาเริ่มนับหนึ่งใหม่กับภรรยาโดยการขายขนมเปี๊ยะ เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ขายหน้าปากซอยแล้วค่อยๆ ขยายธุรกิจออกไป ซึ่ง ณ เวลานั้นมีความลำบากมากในการพัฒนาสินค้าเนื่องจากขนมที่ขายมีอายุสั้น ตามนโยบายที่เน้นคุณภาพไม่ใส่สารกันบูด แต่ต้องการให้ธุรกิจเติบโตจึงพยายามหาลู่ทางจนได้คำแนะนำจากกระทรวงอุตสาหกรรมในการใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการนำนวัตกรรมเข้ามาพัฒนาสินค้าจนสามารถส่งสินค้าออกไปขายยังตลาดต่างประเทศได้

แม่เอย” โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ความเป็นไทย

จากนั้น “แม่เอย” จึงมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง คุณดิสรณ์กล่าวว่า ต้องพบกับอุปสรรคในการทำงานมากมาย แต่มองว่าคือการเรียนรู้ สร้างแบรนด์ขึ้นมาเพื่อที่จะได้เป็นอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืน ใช้ชื่อแบรนด์ว่า “แม่เอย” พัฒนาทั้งในส่วนคุณภาพสินค้าตลอดไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ จากขนมเปี๊ยะธรรมดา มาเป็นขนมเปี๊ยะติดแบรนด์ มีหลากหลายไส้ เช่น เผือก ทุเรียน ใบเตย ช็อกโกแลต ทูน่า ชาเขียว งาดำ มะตูม ลำไย ลิ้นจี่ มะม่วง มีอาหารปรุงสำเร็จ ขนมหวานประเภทแกงบวด ที่บรรจุถุง และข้าวต้มมัดแบบพร้อมรับประทานที่อยู่ในแพกเกจสวยงาม ซึ่งเก็บได้นาน 1 ปีโดยไม่ต้องแช่เย็น นอกจากนี้ยังมีการผลิตไส้ขนมเพื่อส่งขายให้กับอุตสาหกรรมเบเกอรี่ ซึ่งผลิตและส่งขายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

“พัฒนาขนมไทยในรูปแบบพร้อมรับประทาน มีแพกเกจจิ้งที่สวยงามหรูหรา ใช้นวัตกรรมถนอมอาหารให้สามารถเก็บไว้ได้นานโดยไม่ใช้สารกันบูด แต่ยังคงไว้ซึ่งรสชาติต้นตำรับดั้งเดิม สินค้าที่มีอายุ 1 ปี แต่อายุจริงต้องนาน 18 เดือน เพราะต้องเผื่อในช่วงของเวลาการเดินทาง เช่น 2 เดือนอยู่บนเรือ อีก 1 เดือนอยู่ด่านศุลกากร จากนั้นจึงเหลือเวลาขายอีก  15 เดือน นี่คือหลักสากลใหม่” คุณดิสรณ์ กล่าว

ขยายสู่ตลาดส่งออก

แรกเริ่ม “แม่เอย” เน้นขายตลาดในประเทศเป็นหลัก แต่ระหว่างทางเจอกับคู่แข่งคือสินค้าโอท็อปที่มีมากมายทั่วประเทศ คุณดิสรณ์กล่าวว่า เมื่อเริ่มขายสินค้าได้น้อยลงจึงต้องมองช่องทางการตลาดเพิ่มโดยหันมาทำการส่งออก กลุ่มเป้าหมายคือชาวต่างชาติที่ชอบอาหารไทยและคนไทยที่โหยหาอาหารที่คุ้นเคย ทั้งอาหารปรุงสำเร็จ ขนมไทย และไส้สำหรับทำขนมซึ่งเป็นที่นิยมของประเทศญี่ปุ่นและประเทศในกลุ่มอาเซียน

สำหรับด้านการค้าในกลุ่มประเทศ AEC นั้น คุณดิสรณ์กล่าวว่า CLMV มีวัฒนธรรมการกินที่ไม่แตกต่างจากของไทย ดังนั้นสินค้าหลักที่ส่งไปขายของแบรนด์แม่เอยจึงเป็นไส้ต่างๆ สำหรับทำขนมและเบเกอรี่ โดยการร่วมออกงานแสดงสินค้าต่างประเทศที่ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอาสินค้าไปนำเสนอ แล้วสร้างตัวแทนจำหน่าย

“เนื่องจากเป็นการนำเข้าสินค้าไทยที่ขายอยู่จึงแพงกว่าสินค้าท้องถิ่น ต้องพยายามทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าของไทยไม่แพงคุณภาพสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่มีความโดดเด่น  ซึ่งต้องมีกลยุทธ์ที่แตกต่างกันโดยมองจากฐานลูกค้าในแต่ละตลาดและแต่ละประเทศ”

วิธีการแข่งขันในตลาด AEC

เจ้าของแบรนด์แม่เอย อธิบายเพิ่มเติมว่า ในยุคที่ CLMV เปิดประเทศ ทำให้เกิดการแข่งขันสูงทั้งประเทศในกลุ่ม CLMV ด้วยกันเองรวมถึงจีนที่เป็นยักษ์ใหญ่ ซึ่งเอสเอ็มอีต้องมีความพร้อม ศึกษาข้อมูลและหาโอกาสโดยเฉพาะสินค้าแปรรูปที่ประเทศไทยได้เปรียบในเรื่องของความพร้อมด้านการผลิต เนื่องจากหลายประเทศใน CLMV ยังเป็นระบบเกษตรไม่ใช่อุตสาหกรรม อาจใช้วิธีตั้งโรงงานเพื่อผลิตหรือแปรรูปสินค้าในประเทศนั้นๆ เพื่อลดภาระด้านภาษีการนำเข้า เป็นต้น

ในตลาด CLMV ไทยยังเป็นรองหากเทียบกับญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ที่สามารถนำวัฒนธรรมของตัวเองไปแทรกแซงเข้าถึงลูกค้าได้ ต้องปรับกลยุทธ์ด้วยการเข้าถึงลูกค้าเช่นการร่วมงานอีเวนต์ต่างๆ เช่น Top Thai Brand ที่จัดในต่างแดนโดยภาครัฐ แต่ไม่ใช่เป็นการไปขายของ ต้องเอาสินค้าไปให้เขาทดลองชิมทดลองใช้เพื่อให้เป็นที่รู้จัก

สำหรับเอสเอ็มอี ปัญหาในการเข้าไปใน CLMV คือการหาช่องทางการจัดจำหน่าย ต้องหาตัวแทนจำหน่ายให้ได้ ต้องสร้างจุดแข็งให้ให้กับธุรกิจ อย่างเช่นแบรนด์แม่เอยเองพยายามดันจุดแข็งในส่วนของอายุการเก็บรักษาและแพกเกจจิ้งที่สวยงามและได้มาตรฐาน แต่ต้องมีตัวช่วยซึ่งก็คือแนวคิด 4.0 จากนโยบายของภาครัฐบาลที่เน้นในเรื่องเทคโนโลยีการผลิต ทำอย่างไรที่จะใช้แรงงานคนให้น้อยที่สุด

“เพราะเอสเอ็มอีมีต้นทุนจำกัด การเข้าไปทำตลาดต่างประเทศจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีความพร้อมที่จะออกไป มีระบบจัดการธุรกิจที่ดี เข้าใจเรื่องการค้าระหว่างประเทศ เช่น ต้นทุนค่าขนส่ง ต้นทุนด้านภาษี และที่สำคัญคือต้องสื่อสารกับลูกค้าได้ การจะเติบโตในตลาดต่างประเทศได้อย่างมั่นคงต้องยืนได้ด้วยตนเองในระดับหนึ่ง ไม่ใช่ตัดสินใจไปเพราะแค่ได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาล” คุณดิสรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในประเทศอาเซียน 9 ใน 10 ประเทศ เพื่อให้บริการท่าน

สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่

อีเมล: [email protected]  โทรศัพท์   02 -230-2758 หรือ สายด่วน 1333

 

แสดงความคิดเห็น